.
.
..ครึ่งปีต่อมา
..อาร์
“แบล็ค..แยกย้าย พวกมันรู้ตัวแล้ว”
ผมถอดหูฟังไร้สายออกจากหูหลังจากเดินสั่งการหน่วยลับอีกคนผ่านการดูภาพสถานที่บริเวณโดยรอบด้วยไอแพตในมือภารกิจง่ายๆ ก็แค่ล้อมคอกจับตัวหัวหน้าของพวกค้ายา แต่แบล็คคู่หูของผมก็ดันกระโตกกระตากจนพวกมันไหวตัวทันคว้าน้ำเหลว ..ไม่ได้เื่
“ขอโทษครับที่แผนมันผิดพลาด ถ้าไงผมขอเปลี่ยนคน..”
[คุณเปลี่ยนมากี่คนแล้ว..]
“ก็ไม่มีคนไหนที่ใช้ได้ ..ผมหมายถึง ยังไม่มีคนไหนสื่อสารกับผมรู้เื่ครับ”
[มันเป็ความผิดของเขาหรือของคุณ]
ผมยอมรับนะว่าเป็เพราะตัวเอง “..เอาเป็ว่าผมมีคนที่อยากให้มาเป็คู่หูของผมครับเขาเป็อดีตหน่วยลับอยู่แล้ว ประวัติไม่น่าห่วง ..มีฝีมือ”
ผมได้ยินเสียงถอนหายใจ [ผมอยากให้คุณพักก่อน]
“ไม่ครับ ผม้าทำงาน”
[ไม่ว่าคุณจะรีบร้อนแค่ไหน แต่ถ้าพวกมันไม่เคลื่อนไหวคุณก็ทำอะไรไม่ได้]
“ไม่หรอกครับ จากที่ผมประเมิน คงอีกไม่นานแน่ๆ”
[แต่ผมอยากให้คุณพัก ..พ่อของคุณจะว่าผมเอา]
“ไม่หรอกครับ ท่านแยกแยะได้”
[รั้นเหมือนกันทั้งพ่อทั้งลูก..]
ผมไม่ปฏิเสธ “..รบกวนช่วยอนุมัติสมาชิกทีมคนใหม่ของผมด้วยนะครับเขาชื่อไอย์”
“..ก็ได้”
“ขอบคุณครับ” ผมไม่สนว่าใครจะห้ามหรือจะห่วงอะไร..ไม่ว่าจะนายหรือแม้แต่พ่อโดยเฉพาะพ่อ..คนที่หักหลังความรู้สึกของทั้งผมและของคิว
.
.
..ครึ่งปีก่อน
“มันฝากขอบคุณพ่อ ที่สร้างคิวให้เป็คิว”
“…” พ่อของผมหรือนายพลพละที่ออสบอร์มันพูดถึงเอาแต่ยืนฟังนิ่งในวันที่ผมซมซานกลับบ้านพาใจหนักๆ ที่หาทางออกเื่คิวไม่ได้กลับมาหาพ่อแม่ หลังจากที่ผมจมอยู่กับตัวเองเกือบค่อนวันแม่ใและปลอบโยนด้วยอ้อมกอดอันอบอุ่นโดยที่ไม่ถามถึงสาเหตุ ขณะที่พ่อเดินนำผมปลีกตัวออกไปที่ห้องทำงานเมื่อเห็นว่าผมใช้เวลาอยู่กับแม่มากพอแล้วผมลำดับเื่ราวให้พ่อฟัง ก่อนจะบอกข้อความที่ออสบอร์ฝากมาถึงพ่อ
“…”
“ทำไมพ่อถึงดันคิวให้เป็หน่วยลับ..” ผมถามพ่อในสิ่งที่ผมสงสัยมาตลอดไม่ใช่เพราะกังขาในหน้าที่ความเป็ทหารเดนตายที่จะต้องพร้อมสังเวยชีวิตในหน้าที่เพราะมันก็มีเกียรติมีศักดิ์ศรีให้ภาคภูมิ แต่ที่สงสัยก็คือ ..ทำไมต้องเป็คิวพลทหารที่แสนธรรมดา ออกจะไปทางเป็คนเกเรที่ไม่ได้เื่ด้วยซ้ำ
“…”
“พ่อรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าคิวเป็ใคร”
“…” พ่อยังยืนนิ่งหันหลังให้ผม
“พ่อเจตนาให้คิวเป็หน่วยลับ?”
“…”
“พ่อตอบคำถามผมสักข้อไม่ได้รึไงมันอาจจะช่วยให้ผมเข้าใจเื่ทั้งหมดง่ายขึ้น จะได้วางแผนไปช่วยคิวออกมา”
“..ตัดใจซะเถอะ”
“!!”
“เท่าที่ฟัง คิวคงกลับมาไม่ได้อีกแล้ว”
“ไม่ ผมจะพามันกลับมาให้ได้”
“ตัดใจซะ!”
“ทำไมวะพ่อ! ทำไมต้องบอกให้ผมตัดใจ”
“แกก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจ ขนาดสติปัญญาอย่างแกยังตามเกมของพวกมันไม่ทันปล่อยให้พวกมันมาเหยียบจมูกถึงที่”
“…”
“..แล้วแกเองก็เป็แค่หน่วยลับตัวเล็กๆ จะเอาอะไรไปสู้กับองค์กรข้ามชาติระดับนั้น..เอาชีวิตไปทิ้งเพื่อช่วยคนๆ นึง มันไม่คุ้ม”
“พ่อพูดเชี่ยแบบนี้ได้ไงวะ! นั่นมันไอ้คิวที่พ่อรักยิ่งกว่าลูกแท้ๆอย่างผมไม่ใช่รึไง”
“เออก็ใช่! กูรักมันเหมือนลูกอีกคน แต่กูยังทำใจยอมรับที่มันไม่ใช่คนไม่ได้”
“เป็คนที่เกิดมาจากโคลนนิ่งแล้วยังไง มันก็มีชีวิตจิตใจมีความสามารถ มีจิตสำนึกเหมือนคนดีๆ คนนึงได้เหมือนกัน”
“…”
“ผมแม่งหมดศรัทธาในตัวพ่อจริงๆ ถ้าคิวมันรู้มันคงเสียใจมากพ่อคือไอดอลของมัน เป็นายที่มันโคตรจะเคารพ ไม่อยากเชื่อเลยว่าพ่อแม่งจะขี้ขลา..”
!!!!!!!!
พ่อตบหน้าผมเต็มแรง ..หน้าผมชาทันที
“ช่วยมีสติหน่อยไอ้อาร์ นี่กูเป็พ่อมึงที่กูพูดกูห้ามเพราะกูเป็ห่วงมึงในฐานะคนเป็พ่อ และถ้าให้กูสอนมึงในฐานะผู้บังคับบัญชาที่อาบน้ำร้อนมาก่อนกูจะบอกมึงว่าภารกิจนี้มันไม่มีทางสำเร็จ”
“..ผมจะทำให้ดู”
“ทำไมมึงต้องดึงดันจะเอาไอ้คิวกลับมาให้ได้”
“..เพราะคิวเป็คนของผม”
“มึงหมายความว่ายังไง”
“..ผมกับคิวเป็แฟนกัน”
“!!!”
“ผมแค่แจ้งให้ทราบ ไม่ได้้าคำอนุญาต หรือคำสั่งห้ามเพราะนี่คือชีวิตของผม ..ผมเลือกแล้ว”
จริงๆ ก็ไม่น่าแปลกใจที่พ่อจะห้ามผมให้เลิกตามเื่ของคิว เพราะพอตั้งสติได้ผมก็รีบเอาอุปกรณ์ฉายโฮโลแกรมของออสบอร์ไปที่ห้องปฏิบัติการลับหน้าจอของคอมพิวเตอร์กำลังเข้าสู่โหมดหลังบ้านมันกำลังถูกรันคำสั่งอะไรบางอย่างอยู่ ผมรีบพุ่งตัวเข้าหาคีย์บอร์ดพยายามป้อนคำสั่งทุกคำสั่ง โค้ดทุกโด้ดเพื่อที่จะหยุดทุกอย่าง.. แต่ผมช้าเกินไป ข้อมูลทั้งหมดถูกลบจนไม่เหลือ..ไม่ใช่ มันถูกล้างและรีเซ็ตกลับคืนสู่ค่าตั้งต้นจากโรงงานเครื่องมืออันชาญฉลาดของผมกลับกลายเป็อุปกรณ์ไร้ค่าที่ปฏิเสธสถานะของตัวเองไม่ได้..ผมนั่งมองเพดานหมดเรี่ยวแรง น้ำตาที่เพิ่งหยุดอยู่ในฐานที่ตั้งพาลไหลออกมาอีกครั้งผมปล่อยให้เสียงสะอื้นคร่ำครวญของตัวเองดังก้องอย่างบ้าคลั่งรู้ตัวดีว่าร้องไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ซ้ำตอนนี้ผมก็ไม่มีคิวไว้คอยปลอบคอยทำให้ผมอารมณ์ดีขึ้นอีกแล้ว และที่แย่ที่สุดคือผมไม่มีรูปสักใบของคิวเราไม่เคยถ่ายรูปด้วยกันสักครั้ง เพราะผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องแยกห่างออกจากคิวผมสามารถเติมเต็มความทรงจำใบหน้าของคิวได้ทุกวันจ้องมองมันได้ทุกครั้งที่ผม้า ..เวลาของผมเหลือน้อยลงทุกที ..ใบหน้าของคิวที่ผมจะลืมมันในสักวันอาจจะหนึ่งเดือน หรือในสองเดือนข้างหน้า ผมพยายามตั้งสติเช็คอุปกรณ์ข้าวของของคิวที่เหลืออยู่..ไม่มีสักชิ้น พวกมันลบหลักฐานทั้งหมดที่ยืนยันว่าคิวเคยมีตัวตนอยู่จริงน้ำตาของผมไหลลูปวนจนมันหยุดไปเองในที่สุด ..ผมคิดเหมือนพ่อทันทีในเวลานั้น ผมไม่มีทางได้คิวกลับคืนมาแล้ว..มันยากเกินไป
“ผมรักคุณอาร์นะครับ ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเริ่มขึ้นั้แ่เมื่อไหร่เริ่มได้ยังไง”
“...”
“ผมอยากจะอยู่เห็นหน้าของคุณอาร์อย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆตื่นเช้ามาก็เจอคุณอาร์ ก่อนนอนก็ได้กอดคุณอาร์”
“อืม กูก็เหมือนกัน อยู่ด้วยกันแบบนี้ตลอดไปนะ”
“ครับ ผมสัญญา”
คำสัญญาของคิว เสียงของคิว ััของคิว ..ผมจะไม่ยอมปล่อยมันไปง่ายๆผมเรียกพลังบวกให้กับตัวเอง พวกมันก็แค่เอาคิวไปวิจัยต่อเพราะคิวเป็ตัวต้นแบบที่ประสบความสำเร็จที่สุด คิวยังมีชีวิตอยู่แน่ๆ ถึงจะไม่รู้ว่าคิวอยู่ในสภาพไหนก็ตามผมนั่งมองแผ่นโพสต์อิทหลากสีที่ถูกช็อตโน้ตแปะอยู่บนผนังเรียบในคอนโด ใช้สมองไปกับการคิดตั้งสมมติฐาน ความเป็ไปได้ ความเชื่อมโยงเส้นทางความสัมพันธ์ทั้งหมดที่เกี่ยวกับคิว ออสบอร์ องค์กรอะไรนั่น ..แย่ที่ไม่ได้อะไรสักอย่างจากพ่อไม่เป็ไร
.
..นายพลพละ (พ่อของอาร์)
ภาพความทรงจำตอนฝึกหน่วยรบพิเศษจนกระทั่งออกสนามรบจริงในยุคที่ประเทศไหนๆก็ยังใช้ความรุนแรงเข้าต่อสู้ประกาศศักดาความเหนือกว่าของชาติตัวเองย้อนกลับมาให้คิดถึง..ไอ้สร คือเพื่อนเป็เพื่อนตายที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่ข้างกันมาตลอดในทุกๆ ที่จนเราทั้งคู่ได้เป็สมาชิกคนแรกๆ ของหน่วยลับ ความภาคภูมิใจที่ได้ทำภารกิจลับยากๆช่างรื่นรมย์ จนในวันที่เราต่างคนต่างเลือกเส้นทางเดิน เมื่อร่างกายเริ่มถึงจุดอิ่มตัวผมกลับเข้ากรมทหารเพื่อทำงานในระบบ ไต่เต้าตามลำดับชั้นด้วยผลงาน ความสามารถและประสบการณ์ ส่วนไอ้สร ..มันหายไปผมพยายามตรวจสอบที่อยู่ของมันตามที่ที่คิดว่ามันจะไปแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้รายงานว่ามันกลายเป็คนเทาๆ ที่มีอิทธิพลในยุโรป ร่ำรวยมีอำนาจ และมีลูกชายหนึ่งคน ผมได้เห็นหน้าเห็นตาของเด็กชายวัยสิบสองที่ขรึมตึงมีลักษณะโดดเด่นต่างจากชาวยุโรปอย่างเห็นได้ชัด ผิวสีแทน คิ้วหนาคมเข้มดวงตารีขวางที่เป็เอกลักษณ์ชวนจดจำ ผมคุ้นหน้านั้นทันทีที่เจอ ‘ไอ้คิว’ มันคล้ายกับไอ้สรเมื่อตอนหนุ่ม วันนั้นเป็วันที่ไอ้คิวกวนอารมณ์ผมในค่ายผมสั่งทำโทษมันทันที และเพราะลักษณะที่คล้ายมาก ผมเลยขอข้อมูลจากจ่าเอก ..ภูมิลำเนาของไอ้คิวอยู่ในประเทศอาศัยอยู่กับปู่ย่า ตัวปู่กับย่าเกิด เติบโต มีประวัติเป็ถึงนักวิทยาศาสตร์ระดับประเทศก่อนจะย้ายไปใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกซึ่งไอ้คิวเกิดที่นั่น แล้วก็ย้ายกลับมาพร้อมปู่กับย่าประวัติของไอ้คิวถูกเมคขึ้นจากอำนาจของเงิน ..ไม่ได้น่าแปลกใจอะไรและมันก็อยู่ในประเทศนี้นานพอที่จะได้รับสัญชาติ ได้สิทธิประโยชน์ตามที่พลเมืองคนนึงจะได้รับจนมันต้องมาเกณฑ์ทหารเหมือนหนุ่มชายฉกรรจ์ทั่วไป ..ผมคิดทันที ถ้ามันมีสายเืนักรบเหมือนไอ้สรก็คงจะดีผมดึงตัวมันมาทันทีใจนึงก็หวังจะใช้ประโยชน์จากดีเอ็นเอนักสู้ของพ่อมันที่ไหลอยู่ในตัว อีกใจก็อยากจะช่วยดูแลลูกเพื่อนให้อยู่สบายไม่ต้องลำบากฝึกเป็ทหารอยู่ในค่าย แล้วไอ้คิวก็ได้ดั่งใจมันรักชาติเหมือนที่ครั้งนึงพ่อมันเคยเป็ บอกตรงๆ ว่ารักมันเหมือนลูกชายอีกคน..มันได้ดั่งใจไม่เหมือนไอ้อาร์ แต่พอรู้ว่ามันไม่ได้เหมือนคนทั่วไป..มันทำใจยอมรับได้ยาก แล้วยิ่งไอ้ลูกชายตัวดีมาสารภาพแบบไม่สนความรู้สึกชายชาติทหารของพ่อมันว่ามันกับไอ้คิวชอบกัน..เป็แฟนกัน มันไม่คิดจะเปิดโอกาสให้พ่อมันได้ตั้งสติทำความเข้าใจในเื่ที่ประเดประดังเข้ามาในสิบห้านาทีบ้างรึไง ..ไอ้ลูกเวร เคยคิดว่ามันยอมสมัครเข้าหน่วยลับเพราะประชดแต่จริงๆ แล้วคงเพราะมันอยากอยู่ใกล้ไอ้คิว นี่กูเป็พ่อมึงนะ กูต้องรู้จักนิสัยมึงดีอยู่แล้วการที่มึงทำตัวติดกับไอ้คิวจนน่ารำคาญ ทำอย่างกับว่าโลกทั้งใบของมึงมีแค่ไอ้คิว..ทำไมกูจะไม่รับรู้วะ ..จากคนไม่ถูกชะตากลายเป็เพื่อนที่ไว้ใจ ..อาจจะแค่นั้นแต่พอมันมาบอกตรงๆ ว่ามันเป็แฟนกัน ใจนึงก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรแต่อีกใจก็อดสั่นไหวตามประสาชายชาตินักรบไม่ได้ ใจนึงดีใจที่ไอ้คิวโดนจับกลับไปแต่อีกใจก็สงสารไอ้ลูกชายที่ดื้อจะพาตัวไอ้คิวกลับมาให้ได้ ..ย้อนแย้งฉิบหาย
“กูมีเื่จะกวนมึง”
[ถ้าเป็นาย ผมพร้อมรับใช้เสมอ]
“กูอยากได้มือดีที่สุดมาทำงาน”
[งานอะไรล่ะนาย]
“เป็มือเป็ตีนให้ลูกกู”
[โอ้โห ลองนายล็อกสเปคมาขนาดนี้ คงต้องจัดที่ดีที่สุดให้]
“เออ บอกมันด้วย ว่างานนี้มีสิทธิ์ไปเฝ้ายมบาล”
[ไม่ยากนาย แค่เงินถึง]
“มันก็ต้องดูด้วยว่า ฝีมือมันสมกับที่กูจะจ่ายไหม”
[ได้นาย ผมจัดให้ อ๊ะ ผมนึกออกอยู่คนนึง คนนี้แพงหน่อย แต่รับรองฝีมือคุณภาพ หน้าตา..]
“พอๆ มึงไม่ต้องโม้มาก”
[โอเคนาย มันชื่อ..]
.
..คอนโดอาร์
..อาร์
“สวัสดีครับ ผมชื่อไอย์”
ผมมองหน้าไอ้คนที่มีคีย์การ์ดขึ้นคอนโดผมด้วยความงง “ผมไม่รู้จักคุณ และไม่ได้อยากรู้จักเชิญคุณลงไปชั้นล่างด้วยครับ” ผมยื่นมือไปคว้าเอาคีย์การ์ดในมือของคนแปลกหน้า..ฝีมือพ่อแน่ๆ
“ผมคงทำตามที่คุณขอไม่ได้ ผมเป็คนซื่อสัตย์ต่อหน้าที่” ไอ้คนตัวสูงกว่าคว้าเอาคีย์การ์ดในมือของผมกลับคืนไป
“..ถ้ามาเพราะโดนจ้าง ไม่ต้องห่วง คุณรับเงินนั่นไปได้เลย แต่ผมไม่้าใครทั้งนั้น”ผมยื่นมือจะไปฉวยเอาคีย์การ์ดกลับคืนมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ไอ้คนแปลกหน้ามันไวพอที่จะลดมือลงและเอี้ยวตัวเบียดไหล่ของผมเดินเข้าห้องอย่างถือวิสาสะ
“เฮ้ยคุณ! พูดไม่รู้เื่รึไง” ผมทำได้แค่ปิดประตูและเดินตามไอ้คนไม่มีมารยาทเข้ามาในห้อง
“นี่คุณ ..ถ้าคุณไม่ออก ผมจะแจ้งความข้อหาบุกรุก” ผมพูดกรอกหูไอ้คนที่เอาแต่เดินสำรวจทั่วห้องโดยที่ไม่สนใจอะไรแม้กระทั่งคำขู่ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นกดหมายเลขปลายทางทันที “สวัสดีครับ มีคนบุกรุกคอนโดของผม..”
ไอ้คนไร้มารยาทหันหลังมามองผมด้วยสีหน้าเหนื่อยอ่อน“ถ้าคุณอยากให้พ่อคุณเดือดร้อนก็ตามใจ”
..พ่อนะพ่อ!! ผมกดวางสายโทรศัพท์ ถอนหายใจอีกหนึ่งที“คุณมาทำอะไรที่นี่ เอาใหม่.. คุณชื่ออะไร เป็ใคร มาทำอะไร”
“ผมชื่อไอย์ เป็นักสืบที่พ่อคุณจ้างมา ส่วนมาทำอะไร..ก็มาช่วยคุณตามหาคนรักที่หายไป”
“..ตามหาคนรัก พ่อบอกคุณ?”
“เปล่า ผมแค่วิเคราะห์จากข้อมูลที่พ่อคุณให้มา แต่มาได้ข้อสรุปก็ตอนที่มาเจอคุณ”
“ยังไง”
“พ่อคุณบอกแค่ว่าคู่หูของคุณถูกจับตัวไปแต่จากบุคลิกของคุณที่ผมได้เจอมาตลอดห้านาทีนี้ มันบอกว่าคุณเป็คนปิดกั้นสังคมไม่ชอบให้ใครเข้าหา มีโลกส่วนตัวสูง แต่การที่คุณมาเป็หน่วยลับ งานที่ต้องทำร่วมกันกับคนอื่นอย่างใกล้ชิดต้องอาศัยความไว้ใจ เชื่อใจ ทีมเวิร์ค แสดงว่าความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเขาต้องพิเศษมาก..นี่ขนาดถึงขั้นจะออกตามหา ผมพูดถูกไหมครับ”
“คุณเป็ใครกันแน่ ..นักจิตวิทยา?”
“อย่างที่บอกไป ผมเป็นักสืบ ถึงจะไม่เก่งเท่าโคนัน แต่ผมก็คาราเต้สายดำนะ”ไอ้คนแปลกหน้ายิ้มเฟคใส่เพียงชั่ววินาที ก่อนจะหุบมุมปากลงกลับมาทำหน้าเฉยอีกครั้ง..โคตรกวนตีน
“โอเค ในเมื่อรู้จักผมดีขนาดนี้ ก็กลับไปได้แล้ว”
“ไอ้กลับน่ะกลับแน่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ผม้ารู้ข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับคนชื่อคิว ออสบอร์ องค์กรประหลาดรวมไปถึงภารกิจที่พวกคุณโฮลด์อยู่”
“ไม่มากไปหน่อยเหรอครับ ภารกิจเป็ความลับของทางราชการ”
“เฮ้อ คุณนี่มันใจแคบจัง เอาเป็ว่าคุณควรเล่าทุกอย่างให้ผมฟัง”
“คุณเก่งขนาดนี้ ทำไมไม่สืบเอาเองล่ะครับ ว่า ‘ทุกอย่าง’ มันเป็มายังไง”
“อืม ให้สืบเองน่ะไม่ยากหรอก แต่ไอ้ผมก็นึกว่าคุณรีบก็เลยลดขั้นตอนด้วยการถามข้อมูลจากคุณตรงๆ แต่ผมคงเข้าใจผิดงั้นผมลากลับก่อนนะครับ” ไอ้คนแปลกหน้าขยับเท้าเดินไปที่ประตู
“..เดี๋ยวก่อน ..จะให้เริ่มจากตรงไหน”
.
..โรงพยาบาล B
..อาร์
“ผมขอเบิกเงินล่วงหน้าเลยได้ไหม ไม่ก็ทำประกันชีวิต เอาหลายๆ เล่มเบี้ยประกันสูงๆ” ไอ้คนแปลกหน้าพูดมากโวยวายทันทีที่ฟังภารกิจจบ
“ถ้าเก่งจริง ก็น่าจะไม่ตายง่ายๆ”
“เออ ผมลืมไปว่าผมเก่ง”
“…” นี่พ่อจะช่วย หรือตั้งใจจะส่งไอ้บ้านี่มาถ่วงผมกันแน่
“งั้นเรามาเริ่มงานกันเลยดีไหมครับ คุณหมออาร์..”
บทสนทนาระหว่างผมกับไอ้คนแปลกหน้าก่อนที่ผมจะกลับมายืนอยู่ภายในห้องฉุกเฉินมาทำอีกหน้าที่ที่ผมรัก ถ้าไม่มีเื่คิวในหัวคงดี แต่หน้าที่ย่อมเป็หน้าที่ผมยืนตรวจคนไข้มาั้แ่เช้าโดยที่ยังไม่ว่างไปพัก จนกระทั่งหมดเวร
“ผมคิดว่าคุณหมอต้องกลับไปที่โรงพยาบาล”
“ผมก็คิดไว้ ต้องไปตามเื่เอชอาร์ที่หายเข้าไปในห้อง ผ.อ. พร้อมกับคิว”
“ถูกเผง ผมว่าเราควรจะเข้าไปในห้องของ ผ.อ. ด้วยมันอาจจะมีอะไรหลงเหลืออยู่”
“แต่มันผ่านมาหลายวัน..”
“อย่าลืมสิครับ ว่าคุณมีภารกิจของหน่วยลับด้วย เราอาจจะได้ข้อมูลบางอย่างติดไม้ติดมือ..”
ต้องขอบคุณไอ้คนแปลกหน้าที่ทำให้ผมกลับมามีสติลำดับขั้นตอนการทำงานได้อีกครั้งไม่ง่ายเลยกับสภาวะจิตใจของผมในตอนนี้ ..วันที่ไม่มีคิวอยู่ข้างๆ ผมเดินไปที่ฝ่ายเอชอาร์ห้องทำงานฝ่ายบริหารจัดการกิจการภายในโรงพยาบาลจะถูกจัดรวมให้อยู่ในที่เดียวกันเพื่อความสะดวกในการติดต่อประสานงานเดินเื่ต่างๆ ของโรงพยาบาล
“ผมมาขอพบคุณพงศ์ฝ่ายเอชอาร์ครับ”
“คุณพงศ์ยังมาไม่ถึงเลยค่ะ อ๊ะ นั่นไงคะคุณหมอ คุณพงศ์มาแล้วค่ะ”ผมหันหลังไปมองตามที่เ้าหน้าที่หน้าห้องของฝ่ายเอชอาร์พยักพเยิดให้ผมดู..คุณพงศ์ตัวเป็เป็กำลังเดินใกล้เข้ามา
“คุณพงศ์ค่ะ คุณหมออาร์มาขอพบค่ะ”
“มีธุระอะไรเหรอครับหมออาร์ จะว่าไป เราไม่ค่อยได้เจอหน้ากันเลยนะ” คุณพงศ์ชายวัยสี่สิบกว่ากล่าวทักทายผมทันทีคุณพงศ์อัธยาศัยดีตามประสาเอชอาร์ที่ดีที่ต้องดูแลบุคลากรในองค์กร
“ครับ ไม่ทราบว่าคุณพงศ์สะดวกไปดื่มกาแฟกับผมสักถ้วยไหมครับผมมีเื่จะสอบถามนิดหน่อย”
“ออ ได้สิ ขอผมเอาเอกสารเข้าไปเก็บที่ห้องก่อนนะ”
“ครับ”
..คุณพงศ์ยังมีชีวิตอยู่
“พูดธุระมาได้เลยหมออาร์” คุณพงศ์เปิดประเด็นแบบตรงไปตรงมาหลังจิบมอคค่าร้อนในมือไปได้หนึ่งอึก เรานั่งอยู่ด้วยกันในร้านกาแฟภายในโรงพยาบาล
“ครับ ผมอยากทราบว่าเมื่อสี่วันก่อน คุณพงศ์ได้พาใครไปพบ ผ.อ.บ้างรึเปล่าครับ”
“เมื่อสี่วันก่อน..” คุณพงศ์ทำหน้าคิดจนคิ้วขมวด “มีนะ ผมนึกออกล่ะวันนั้นมันมีอะไรแปลกๆ”
“…”
“ผมเจอคุณหมอคนนึง เขามาจากโรงพยาบาล Aจะมาพบท่านผู้อำนวยการ”
“คุณพงศ์ช่วยเล่าเหตุการณ์วันนั้นให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ”
“ได้สิ ..ผมพาเขาไปที่ห้อง ผ.อ. ผมเคาะประตู แล้วก็เปิดประตูห้องผ.อ. เข้าไป ที่น่าแปลกคือ ผมจำเื่ราวต่อจากนั้นไม่ได้แล้วก็มารู้สึกตัวอีกทีก็ที่โต๊ะทำงานของตัวเอง เฮ้อ หรือเพราะแก่แล้วก็ไม่รู้เลยหลงๆ ลืมๆ”
“..คุณพงศ์ครับ ถ้าผมจะรบกวนให้คุณพงศ์ตรวจเื ..จะได้ไหมครับ”
“ห๊ะ ตรวจเื? นี่คุณหมอคิดว่าผมเสพยา?”
“ไม่ใช่แบบนั้นครับ คือคุณหมอที่คุณพงศ์พาไปพบ ผ.อ. เขาหายตัวไปครับและก่อนที่เขาจะหายตัวไป เขาได้เล่าเหมือนกันกับที่คุณพงศ์เล่าคือจำเื่ราวในห้องของ ผ.อ. ไม่ได้ ผมเลยสันนิษฐานว่า คุณทั้งคู่อาจจะโดนวางยาหรือดมสารบางอย่างที่ออกฤทธิ์ต่อประสาทน่ะครับ”
“…”
“นะครับคุณพงศ์ ผมขอความร่วมมือในฐานะฝ่ายสืบสวน..”
“..งั้นผมก็ปฏิเสธไม่ได้สินะ”
“ครับ ขอบคุณที่เข้าใจ แล้วก็ถ้าคุณพงศ์นึกอะไรที่อาจจะเป็ประโยชน์ออกรบกวนแจ้งผมด้วยครับ ต่อให้มันจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม”
คุณพงศ์พยักหน้ารับคำ
“ขอบคุณครับ”
“เป็ไงบ้างครับคุณหมอ ได้เื่ไหม” ไอ้คนแปลกหน้าที่บอกว่าชื่อไอย์เดินเข้ามาหาผมทันทีที่ผมออกจากลิฟท์ของโรงพยาบาล
“รอผลเื”
“อืมๆ ดีๆ”
“แล้วคุณมาทำอะไรที่นี่”
“ผมบอกไปแล้วนิ ว่าเราต้องเข้าไปสำรวจห้อง ผ.อ.”ยังไม่ทันจะพูดจบประโยค ไอ้คนแปลกหน้าก็กระชับสายของกระเป๋าเป้ที่สะพายอยู่ด้วยท่าทีสบายๆเดินสวนผมเข้าไปในลิฟท์ ผมพยายามกลั้นอารมณ์หงุดหงิดเอาไว้ แม่ง! โคตรควบคุมไม่ได้
“จะไปด้วยกันไหมครับคุณหมอ”
ผมไม่ตอบ แต่ก็หันหลังกลับเพื่อเดินเข้าลิฟท์
ผมกับไอ้คนแปลกหน้ายืนอยู่บนชั้น 12 ทางเดินไปยังห้องผู้บริหารที่ผมเองก็เคยผ่านมาทำความรู้จักเป็ครั้งคราว..แทบจะนับครั้งได้ ก็ผมเป็แค่หมอทหารเล็กๆ ที่อยู่แผนก ERไม่ใช่บุคลากรทรงคุณค่าที่เป็หน้าเป็ตาของโรงพยาบาล
ตลอดทางเดินไม่กว้างมีเพียงดวงไฟที่ยังเปิดส่องสว่างไม่กี่ดวง ไม่มีใครทำงานแล้วในเวลานี้ผมกับไอ้คนแปลกหน้าเดินอยู่ในความเงียบ มันเดินด้วยท่าทีชิลๆ ส่วนผมก็สวมแว่นสแกนหาสิ่งมีชีวิตในพื้นที่..เอาชัวร์ไว้ก่อน ผมไม่ชอบการเซอร์ไพรส์
“ใช้ของเด็กเล่นแบบนี้ด้วยเหรอครับ”
“ของเด็กเล่น? นี่คุณกำลังดูถูก..”
“..อุปกรณ์ไฮเทคโนโลยีของหน่วยลับ”
“…”
“ก็แค่สแกนสิ่งมีชีวิตทะลุผนัง ไม่ได้ยิงแสงเลเซอร์กำจัดศัตรูได้สักหน่อย”
ผมเป่าลมออกปาก “เื่ของผม”
“ถ้ามีของใหม่ที่เจ๋งกว่านี้ แล้วอยากขายแว่นกิ๊กก๊อกนี่ ก็บอกผมได้ผมให้ราคาดีนะ”
“ไหนบอกว่าของเด็กเล่น”
“ก็หน่วยลับมีของเล่นล้ำๆ กว่านี้ตั้งเยอะ กะอีแค่อุปกรณ์เลเวลเบสิคๆก็น่าจะปล่อยๆ มาบ้าง ผลัดกันใช้ ผลัดกันชม ผมรับรองเลย ถ้าเปิดประมูลในตลาดมืดต้องมีคนแย่งกันดันราคาแน่ๆ”
“มีอาชีพเสริมเป็พ่อค้าของเถื่อนนี่เอง”
“ผมไม่ใช่พ่อค้านะครับ เป็แค่คนกลางระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนเท่านั้นแบบว่า..คนอำนวยความสะดวก”
“เลิกคุยเื่ไร้สาระสักที ผม้าสมาธิ”
“ก็ผมเห็นคุณหมอเครียดๆ เกร็งๆ ก็เลยอยากให้ผ่อนคลาย”
“แต่ผมไม่้า”
“โอเคคุณหมอ” แล้วไอ้คนแปลกหน้าก็เดินแซงผมตรงไปที่ห้องผู้อำนวยการ..รู้ได้ไงวะ ป้ายก็ไม่ได้มีบอก
“ผมดูพิมพ์เขียวของที่นี่มาแล้ว” ไอ้คุณไอย์บอกผมขณะที่ดันประตูบานใหญ่“ผมเก่งเนอะ”
“…”
ภายในห้องผู้อำนวยการมืดสลัวมีแสงไฟจากด้านนอกอาคารส่องพอให้เห็นเงาของเฟอร์นิเจอร์ในห้องลางๆ ..มืดเกินไปผมเปิดไฟ LED จากหน้าปัดนาฬิกาข้อมือ มันสว่างแต่ก็ไม่มากจนคนด้านนอกจะสังเกตเห็นผมกวาดตามองไปทั่วห้องจนมาหยุดที่ร่างสูง ..คิว?!!
“คิว!” ผมส่งเสียงเรียกดัง ดีใจจนโผตัวเข้าไปกอดร่างที่แสนห่วงและคิดถึง รู้สึกว่าตัวเองมีน้ำตาไหลซึมบางๆที่ดวงตาทั้งสองข้าง “กลับมาเมื่อไหร่ ทำไมไม่บอกกู” ผมรัดร่างของคิวไว้แน่น
“…” แต่คิวก็ยังยืนนิ่ง ไร้ปฏิกิริยาโต้ตอบ ..ทำไม ผมคลายอ้อมแขนของตัวเองออกเพื่อมองไอ้คนร่างหนาคิวมองผมกลับด้วยสายตาเ็า ก่อนจะยื่นมือมาบีบจมูกผม!
“!!”
“ตั้งสติหน่อยคุณหมออาร์” ไอ้คิวพูดกับผมทั้งที่สองนิ้วของมันยังคงบีบจมูกของผมแน่นผมเริ่มทุบอกมันเพราะเริ่มหายใจไม่ออก
“โอ๊ะ ขอโทษที” คิวลากผมให้เดินออกจากห้องของผู้อำนวยการ มันยอมปล่อยมือจากจมูกผมในที่สุดผมรีบหายใจเอาอากาศเข้าปอดอย่างกับปลาที่ใกล้ตายเพราะขาดน้ำ
“ทำบ้าอะไรของมึงเนี่ยเชี่ยคิว!” ผมเงยหน้าพูดกับคิวเมื่อออกซิเจนกลับไปเลี้ยงสมองตามปกติ..แต่คนตรงหน้ากลับไม่ใช่คิว!
“ประมาทกว่าที่ผมคิดน้าคุณหมออาร์” ไอ้คุณไอย์ไม่วายพูดเหน็บแนมทั้งที่มีหน้ากากปิดบังปากและจมูกอยู่“คุณพอจะจำเหตุการณ์ในห้องได้บ้างไหม”
“..เมื่อกี้ผมเห็นคิว”
“คิว..ที่เป็แฟน ออ มิน่าล่ะ เมื่อกี้ถึงกอดผมซะแน่นเชียว”
“..สารออกฤทธิ์หลอนประสาท”
“ก็น่าจะเป็อย่างนั้น ในเมื่อรู้สาเหตุแล้ว เราก็กลับกันเถอะ”
“แล้วทำไมคิวกับคุณพงศ์ถึงจำเหตุการณ์ในห้องไม่ได้ แต่ผมกลับจำได้ถึงจะลางๆ”
“ผมว่าเพราะมันผ่านมาหลายวันแล้ว ความเข้มข้นของสารหลอนในห้องเลยเจือจางลงอีกอย่างผมก็บีบจมูกคุณไว้อย่างแน่น”
“..แล้วถ้า ผ.อ. เข้ามาใช้ห้องหลังจากวันนั้น..”
“ผมเช็คแล้ว ผ.อ. ของคุณเขาไม่ได้เข้ามาที่โรงพยาบาลนี่เป็อาทิตย์ได้แล้วเพราะเดินทางไปต่างประเทศ”
“…”
”ถ้าไงเรากลับไปนอนให้สบายใจ แล้วรอฟังผลเื”
“…”
“ออ รบกวนช่วยลบภาพในกล้องวงจรปิดด้วยนะครับ”
“ไม่ต้องห่วง ผมเมคภาพรอไว้แล้ว”
“ตอนไหนกันครับเนี่ย”
“ก็ตอนที่คุณบอกว่าจะมาห้อง ผ.อ.”
“ใช้ได้เหมือนกันนิคุณหมออาร์”
“..ผมอยากหาข้อมูลเื่ภารกิจต่อ คุณกลับไปก่อนได้เลย”
“ได้ไงล่ะครับ ผมถูกจ้างมาเป็มือเป็เท้าให้คุณหมออาร์นะครับ”
“ก็ดีครับ ถ้างั้นผมขอหน้ากาก..”
“ไม่มีปัญหาครับ ผมเตรียมมาเผื่ออยู่แล้ว”
ไอ้คุณไอย์ติดตั้งกล้องสอดแนมตัวจิ๋วที่บันทึกได้ทั้งภาพและเสียงแถมยังส่งสัญญาณคมชัดระดับ 4K ไปยังอุปกรณ์ปลายทางได้แบบเรียลไทม์ ผมยืนมองการทำงานของไอ้คุณไอย์สลับกับเดินค้นหาอะไรที่พอจะหาได้ตามโต๊ะตู้ ลิ้นชักของ ผ.อ. จู่ๆ เสียงลงน้ำหนักเท้ากระทบกับแผ่นพื้นก็ดังก้องมาจากทางเดินนอกห้อง..น่าจะสองคน มันดังชัดขึ้นเรื่อยๆ เพราะระยะที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ ผมมองออกไปเพื่อสำรวจผ่านกำแพงที่กั้นอยู่..ยังไม่เห็นตัว เพราะพวกมันยังเดินมาไม่ถึงในระยะของแว่นไอ้คุณไอย์ก็เหมือนจะรู้ตัวแล้ว มันมองไปรอบๆ ก่อนจะคว้าข้อมือของผมและฉุดลากให้เข้าไปซ่อนหลังฉากไม้ที่เอาไว้เปลี่ยนเสื้อผ้าของผู้อำนวยการ เราสองคนกำลังซ่อนตัวและเฝ้ามองผู้บุกรุกที่กำลังก้าวเท้าเข้ามาภายในห้อง ..เป็บุรุษพยาบาลสองคนที่สวมหน้ากากปิดบังใบหน้าพวกมันทำอะไรกุกกักกับอุปกรณ์บางอย่างที่อยู่ในมือ ก่อนจะวางของในมือลงที่พื้นสามสี่จุดทั่วห้องมันมีลักษณะเป็วัตถุทรงกลม ขนาดประมาณสามนิ้ว สีดำเกือบสนิท จากที่มองเห็นพื้นผิวด้านนอกเป็รูพรุนรอบตัว ผมได้ยินเสียงกลไกภายในตัวของมันดังครางเบาๆ..เสียงเหมือนเครื่องดูดฝุ่น พวกมันปล่อยให้อุปกรณ์ทำงานขณะที่ตัวพวกมันเดินสำรวจไปทั่วห้องหัวใจของผมเต้นแรง พวกมันคนนึงกำลังเดินใกล้เข้ามายังที่ซ่อนดวงตาที่โผล่พ้นขอบหน้ากากมองทะลุผ่านร่องของฉากกั้นที่อยู่ในระดับสายตา ..ผมกลั้นหายใจฤทธิ์ของสารหลอนประสาทยังคงมีอยู่แน่ๆ เพราะดวงตาคู่นี้มันเป็ของคิวชัดๆผมขยับเท้าจะเดินออกจากฉากทันที แต่มือหนักๆ ของไอ้คุณไอย์กลับรั้งผมไว้ ..ใช่ผมแค่คิดไปเอง ผมกะพริบตาถี่เพื่อไล่ภาพที่หลอกลวง ผมควรอยู่กับปัจจุบันควรตั้งสติ ถ้าเกิดพวกมันรู้ว่าพวกเราซ่อนตัวอยู่ตรงนี้ผมควรจะต้องทำอะไร จู่ๆ ไอ้คุณไอย์ที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ยัดอะไรบางอย่างใส่มือผมอุปกรณ์ที่คุ้นมือ..ปืนปากกาแสนเบสิค แต่ก็พึ่งพาและหวังผลได้ ผมกระชับมันแน่น แต่ใน่เวลาที่ลุ้นระทึกนั้นเองไอ้บุรุษพยาบาลก็กลับหลังหันเดินไปหาพวกของมันอีกคนที่ยืนอยู่อีกมุมของห้อง ผมหายใจโล่งดูเหมือนว่าอุปกรณ์ล้ำๆ ของพวกมันจะทำงานเสร็จแล้ว และในจังหวะนั้นเองที่ไอ้คุณไอย์ยิงเครื่องส่งสัญญาณติดตามตัวเข้าที่เนื้อต้นคอที่โผล่พ้นปกคอเสื้อของบุรุษพยาบาลปลอมๆนั่น ..มีปฏิกิริยาทันที มันเอามือตะปบเข้าที่คอด้วยความแปลกใจคงรู้สึกเหมือนมีอะไรมาตกแปะที่คอ ..แต่มันก็ไม่ได้สงสัยอะไร พวกมันพากันออกจากห้องส่วนพวกเราก็ยืนรอจนแน่ใจว่าทุกอย่างกลับเข้าสู่สภาวะปกติ
“ทำอะไรลงไป ไม่คิดว่าพวกมันจะรู้ตัวรึไง”
“พูดแปลกๆ นะคุณเนี่ย ลืมไปรึไงว่าตัวเองเป็หน่วยลับพวกมันรู้ตัวแล้วยังไง”
“ก็เราไม่จำเป็ต้องทำอะไรเสี่ยงแบบนั้น แค่ตามพวกมันไปก็พอ”
“ก็กันพลาดไงคุณหมอ เมคชัวร์ ยูโนว?”
“…” ผมี้เีเถียง
“งั้นก็ไปกันเถอะ ออ ไปรถผมนะ”
“ทำไม?”
“ก็คล่องตัวกว่า..”
“…”
ผมซ้อนท้ายบิ้กไบค์ของไอ้คุณไอย์ พวกเรากำลังมุ่งหน้าไปบนพื้นราดยางตามทางหลวงแสงไฟสีส้มกำลังสาดสลัวหม่นๆ เหมือนคนตัวสูงกำลังยืนก้มหน้าทำงานแบบี้เีๆ แรงลมปะทะตัวด้วยความเร็วระดับที่ชวนให้คิดถึง่เวลาที่ซ้อนท้ายคิว..น่าแปลกที่อุ่นใจเวลาคิวเป็คนขับ เพราะผมไม่เคยเชื่อว่าเนื้อหุ้มเหล็กจะปลอดภัยเท่าเหล็กหุ้มเนื้อ
“ผมขี่แข็ง คุณอาร์ไม่ต้องห่วงนะครับ หรือถ้าล้มจริงๆผมจะเอาตัวรองเป็เบาะ รับรองว่าคุณอาร์จะไม่มีแม้แต่รอยข่วน”ไอ้คิวะโสู้กับเสียงลมทะลุหมวกกันน็อคแบบเต็มใบในคืนนึงหลังจากจบภารกิจ มันเป็ครั้งแรกที่ผมจำใจยอมกลับพร้อมไอ้คิวด้วยพาหนะสองล้อแทนที่จะเป็รถยนต์นั่งสบายของตัวเอง
“ตอนนี้กูอยากนอนบนเตียงไม่ใช่เบาะ”
“เป็ห่วงผมเหรอครับ”
“กูห่วงตัวกูเองตังหาก เลิกพูด ขับๆ ไป”
“คร๊าบบบบบ” จู่ๆ ไอ้คิวก็เร่งความเร็วจนรถพุ่งตัวเหมือนถูกใครกระชากตัวผมที่นั่งหลังตรงอยู่ดีๆ เลยต้องโถมตัวโอบเข้าที่เอวของไอ้คนขับอย่างเลี่ยงไม่ได้
“เกาะแน่นๆ นะครับ” น้ำเสียงสดใสปนเสียงหัวเราะของไอ้คิวบอกผมว่ามันกำลังรู้สึกพอใจ
..ผมจะได้ยินเสียงของมันอีกไหม
ไอ้คุณไอย์ชะลอรถและจอด นั่นเลยช่วยดึงสติให้ผมกลับสู่ปัจจุบันดงบ้านไม้เก่าคร่ำคร่าที่อยู่ตรงหน้านำเสนอตัวเองว่าชุมชนริมแม่น้ำใหญ่นี้มีอายุอยู่มานานเลยครึ่งศตวรรษ
“เราคงต้องเดินลุยเข้าไป”ไอ้คุณไอย์พูดเสียงเบา พอเราทั้งคู่ยืนอยู่บนพื้นดินใต้ต้นไม้ใหญ่ปากทางเข้าชุมชนหลังจากจอดรถซ่อนในเงามืด
“อืม”
ไอ้คุณไอย์เดินนำหน้าผมในมือข้างนึงมีมือถือที่ผมเข้าใจว่ากำลังแสดงตำแหน่งของเป้าหมายส่วนอีกมือก็ล้วงอยู่ในกระเป๋ากางเกง ขณะที่ผมก็มองพื้นที่ไปรอบๆคนในบ้านส่วนใหญ่คงนอนหลับหมดแล้วถึงบางหลังจะยังเห็นแสงเดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่างของจอทีวีที่ยังเปิดอยู่พวกเราเดินเลี้ยวไปตามตรอกแคบอยู่หลายเลี้ยวจนมาถึงใต้ถุนเตี้ยของบ้านไม้หลังหนึ่ง ..มันเงียบสนิท ..คงไม่มีใครอยู่ไอ้คุณไอย์ลดมือที่ถืออุปกรณ์อยู่ลงแต่อีกมือที่ล้วงอยู่ในกระเป๋ากางเกงกลับชักปืนขึ้นกวาดไปมาในความมืดสลัวผมที่ตื่นตัวอยู่แล้วก็ยิ่งจับกุมอาวุธในมือของตัวเองแน่นถึงจะเป็แค่ปืนปากกาก็เถอะไอ้คุณไอย์เดินไปหยุดอยู่ที่หน้าลังใบนึงที่วางอยู่บนแคร่ไม้ไผ่กลางใต้ถุนส่วนผมก็คอยระวังหลังและรอบๆ ตามหลักสูตรการปฏิบัติการในพื้นที่เสี่ยง
“พวกมันรู้ตัวอยู่ก่อนแล้ว หึ ไม่ธรรมดาจริงๆสินะ” ไอ้คุณไอย์บ่นพึมพำกับตัวเอง “ไม่เหลือร่อยรอยอะไรให้ตามต่อ”
ผมเดินเข้าใกล้ลังใบนั้นบ้างเมื่อเห็นว่าไอ้คุณไอย์เดินปลีกถอยให้ทางผมด้านในมีแผ่นส่งสัญญาณบางใสถูกวางอยู่ พร้อมกับกระดาษโน้ตหนึ่งใบผมเอื้อมมือจะหยิบแผ่นกระดาษนั้นขึ้นอ่าน แต่ยังไม่ทันที่มือของตัวเองจะััมันผมก็ถูกกระชากคว้าตัวให้พุ่งห่างออกจากลังใบนั้น และแรงะเิขนาดหย่อมๆยังส่งให้ทั้งผมทั้งไอ้คุณไอย์กระเด็นไปไกลอีกราวสี่เมตรสะเก็ดไฟพุ่งกระจายไปรอบทิศ ควันขาวขุ่นฟุ้งลอยจนภาพเทาผมเอามือปัดไล่เพื่อเคลียร์ทัศนวิสัย
“ในกระดาษเขียนว่าอะไร” ผมถามไอ้คุณไอย์ทันทีที่รู้สึกว่าสถานการณ์คลี่คลาย
“เอ่อก็ ‘สวัสดีคุณหน่วยลับจากโทนี่’ ”
“!!!!”
.
.