"กังหลางกระเด็นออกพ้นจากเวทีหมดสติมิสามารถต่อสู้ได้อีก ..กังหลงเป็นผู้ชนะ"
หลังจากได้ยินเสียงประกาศผล เสียงนี้ได้กระชากสติของทุกผู้คนให้กลับมาสู่ปัจจุบัน ผู้รับพนันการต่อสู้และผู้เล่นพนันฝ่ายตรงข้ามกับกังหลงทั้งหมดต่างหน้าซีดเผือด หันมองไปยังสตรีทั้งสองซึ่งบัดนี้ยืนยิ้มกริ่มอย่างน่าหลงไหลยิ่งอยู่มิไกล
"อา..ครานี้ถึงกับขาดทุนย่อยยับไม่มีชิ้นดี มา มา พวกเจ้ารีบรวบรวมเงินทองมาอย่าได้ทำให้ขายหน้าต่อสตรีงามทั้งสอง "
หลังจากรวบรวมเงินเสร็จทุกผู้คนต่างสิ้นเนื้อประดาตัว เจ้ามือจึงนำร่างที่ซีดเซียวออกไปส่งเงินเดิมพันให้สตรีทั้งสอง หยางเสี่ยวเอ๋อร์กล่าวขอบคุณอย่างแย้มยิ้มและพูดขึ้น
"ขอบคุณท่านทั้งหลายที่มีน้ำใจ ยังมีการแข่งขันอีกหลายรอบ มิทราบท่านจะรับแทงพนันต่ออีกรึไม่..?"
ได้ยินเช่นนั้นเจ้ามือผู้ริเริ่มพนันถึงกับเหงื่อตกหน้าซีดลงกว่าเดิมดุจกระดาษ รีบผลุนผลันกายหายไปกับผู้คนทันที
"การแข่งขันรอบต่อไปผู้ชนะสามารถเลือกต่อสู้ต่อหรือเลือกพักผ่อนก่อน โดยให้คู่อื่นแข่งขันกันก่อนก็ย่อมได้แล้วค่อยเลือกคู่ต่อสู้จากผู้ชนะมาต่อสู้กัน มิทราบกังหลง เจ้าจะตัดสินใจเช่นไร"
ได้ฟังกติกาเช่นนั้นกังหลงครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนถามขึ้น
"ข้าต้องชนะให้มากที่สุดเพียงใด หรือข้าต้องชนะทุกคนจึงจะถือว่าเป็นผู้ชนะการแข่งขันช่วงชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลครานี้ ?"
"โดยปกติทุกคนจะต้องแข่งขันพบกันทุกคน คือคนละสามครั้ง หากมีใครชนะได้ทั้งสามครั้งโดยมิพ่ายแพ้ ก็จะถือว่าชนะเลิศในครานี้ แต่หากแม้นมีผู้ที่ชนะแบบกินหัวกินหางสลับกัน ให้ผู้คนเหล่านั้นแข่งขันกันจนได้ผู้ที่สามารถยืนอยู่ได้เป็นคนสุดท้ายบนเวทีถือเป็นผู้ชนะเลิศ"
"ข้าไม่อยากเสียเวลา ตอนนี้ถ้าหากข้าต้องการให้สองคนที่เหลือเข้ามาต่อสู้พร้อมกัน หากข้าสามารถเอาชนะทั้งสองลงได้ในคราเดียวคงจะประหยัดเวลาข้าไปมาก มิทราบจะทำเช่นนี้ได้รึไม่ ?"
"งะ..เจ้าเจตนาจะบอกว่าเจ้าเพียงคนเดียวจะต่อสู้กับอีกสองคนพร้อมกัน โดยคนที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้เป็นคนสุดท้ายคือผู้ชนะงั้นรึ.."
ผู้อาวุโสสูงสุดล่าวขึ้นด้วยความฉงน
"เจ้านั่นมันโง่หรือบ้ากันแน่ หรือมันคิดอวดโอ่ในฝีมือ มันเป็นปราณขุนพลระดับหนึ้งเท่านั้น แม้จะเพิ่งเอาชนะเจ้ากังหลางไปได้ แต่สองคนที่เหลือต่างอยู่ระดับปราณขุนพลระดับห้าทั้งสิ้น หรือเจ้ากังหลงได้กินอะไรผิดสำแดงมา"
"พี่ชายเจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่..?"
กังหยางหันไปถามเยี่ยนฟาง ต่างคนต่างวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความคิดที่แตกต่างกัน ผู้อาวุโสสูงสุดครุ่นคิดชั่วครู่จึงเข้าไปสอบถามกังหลิวและกังเหยา ทั้งสองต่างมีความคิดที่จะกำจัดกังหลงอยู่แล้วเมื่อมีโอกาสเช่นนี้จึงตอบตกลงทันที ผู้อาวุโสสูงสุดจึงให้ทั้งสามลงสู่สนามประลองพร้อมกันและสั่งให้เริ่มการประลองทันทีท่ามกลางเสียงซุบซิบที่ดังระงม
"โอ๊ะเจ้าขยะนั่นกล้าทำจริง ๆ รึนั่น "
"ถ้าเขาเป็นขยะจริงเขาคงมิอาจจัดการปราณขุนพลระดับสี่ด้วยหมัดเดียวทั้งที่ตนอยู่เพียงแค่ปราณขุนพลระดับหนึ่งได้หรอก เจ้าโง่..!!"
กังหลิวและกังเหยาหันมาสบตากัน
"เหอ ๆ ทำเป็นเก่งกาจ ข้าจะทำให้เจ้าต้องสำนึกเสียใจ แม้คิดจะยอมแพ้ก็มิอาจกระทำได้ กังหลิวเจ้ากับข้าร่วมมือกันกำจัดมันก่อน หลังจากนั้นเราค่อยมาต่อสู้ตัดสินกันภายหลัง "
"ย่อมได้ แต่เจ้าต้องไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยมแอบทำร้ายข้า มิเช่นนั้นการร่วมมือครานี้ถือว่าจบลง "
"เฮอะ เฮอะ ..ข้าจะให้ผู้อาวุโสสูงสุดคอยดูมิให้ใครฉกฉวยโอกาส เจ้ากับข้าเข้าโจมตีพร้อมกันเลย เจ้าขยะนี้มิแน่อาจมีอะไรซ่อนเร้นไว้มากมายจนพวกเราคาดไม่ถึง มิเช่นนั้นเจ้ากังหลางคงมิพลาดท่าอย่างง่ายดายปานนั้นหรอก"
กังหลิวและกังเหยาเมื่อขึ้นสู่เวทีประลอง ทั้งคู่มิได้ประมาทต่างชักอาวุธคู่มืออกมาในทันทีการประลองนี้มิได้มีการจำกัดการใช้อาวุธเมื่อเห็นทั้งสองชักอาวุธออกมาผู้อาวุโสสูงสุดจึงมิได้ว่ากล่าวอันใด
อาวุธคู่มือของกังหลิวเป็นกงจักรอันคมกริบขนาดเท่าฝ่ามือสองอัน ส่วนกังเหยาดึงทวนคู่กายออกมา เมื่ออาวุธคู่มือออกมาอยู่กับคนทั้งคู่พลังกดดันอันมากมายได้แผ่รุนแรงขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัวจนผู้ชมรอบด้านรู้สึกอึดอัด ต้องรีบรวบรวมพลังปราณออกมาต้านทานแรงกดดันเหล่านั้นจึงค่อย ๆ หายไป ทั้งคู่สบตากันและพุ่งจู่โจมออกไปในทันที
"กงจักรผลาญนภา..!!"
"ทวนเมฆาสยบฟ้า..!!"
"ฟิ้วววว"
"ฟุ่บ ฟุ่บ.."
"วูบบบบ"
"เปรี้ยง เปรี้ยง "
กงจักรและเพลงทวนพุ่งออกเพียงครึ่งทางร่างของกังหลงพลันเลือนลางวูบหายไปต่อหน้าต่อตาหลายคนจวบจนได้ยินเสียงเปรี้ยงดังขึ้นสองครั้งเห็นอาวุธของทั้งสองที่จู่โจมออกมาลอยละลิ่วไปติดอยู่ในเสาศิลาขนาดใหญ่ของเวทีประลองจนอาวุธเหล่านี้จมหายเข้าไปในเสาเกือบทั้งชิ้นหลงเหลือบางส่วนเพียงนิ้วเศษเท่านั้นที่พอจะยืนยันได้ว่าเป็นอาวุธชนิดใด
"อาาา..อาวุธของกังหลิวและกังเหยากระเด็นไปฝังอยู่ในเสาศิลาได้อย่างไร !!"
หลายคนที่ระดับปราณยุทธต่ำมองตามไม่ทันจึงไม่ทราบว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไรผู้ที่มีความสามารถมองออกจึงกล่าวออกมาด้วยเสียงอันตระหนกตกใจ
"โอ...ถึงกับใช้หมัดต่อยอาวุธอันคมกริบทั้งหมดกระเด็นย้อนหายเข้าไปในเสาศิลาได้ต้องมีพลังกายและความแข็งแกร่งมากมายปานใดกันนี่มันมิใช่ความสามารถของผู้มีปราณยุทธระดับปราณขุนพลระดับหนึ่งที่พึงจะทำได้การโจมตีด้วยอาวุธของกังหลิวและกังเหยาครานี้ แม้แต่ผู้มีปราณระดับครึ่งก้าวสู่ปราณราชันย์ก็มิอาจต้านรับไว้ตรง ๆโดยมิหลบเลี่ยงได้ แต่บุตรของกังหยางผู้นี้ถึงกับใช้หมัดต้านทานพลังโจมตีครานี้จนสะท้อนกลับหลังไปหมดสิ้น..มิน่าเชื่อ..!!"
"งะ..!! ท่านบอกว่าเจ้าขยะกังหลงใช้เพียงหมัดธรรมดาต้านรับการโจมตีด้วยอาวุธครานี้จนอาวุธของทั้งสองกระเด็นไปติดในเสาศิลาจมมิดไปเกือบทั้งหมด..ท่านคงมิได้ตาฝาดไปกระมัง..!!"
หลังจากที่สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ผู้คนรวมทั้งกังหลิวและกังเหยา กังหลงเมื่อเห็นทั้งสองยังยืนจังงังเหม่อมองด้วยความตระหนกอยู่จึงยิ่งเกิดความรำคาญ พลันเกร็งลมปราณใช้ออกด้วยท่าร่างเก้ากายาอัสนีไม่ทิ้งรอยแยกร่างออกเป็นสองพุ่งเข้าโจมตีร่างทั้งสองที่ยืนจังงังเหมือนถูกสาปอยู่กับที่ด้วยความเร็วปานประกายไฟ
"วูบบบ.!!"
"ปัง..ปัง..!!"
ร่างสองร่างต่างงองุ้มปลิวกระเด็นออกไปจนเกือบหลุดเวที ร่างกังหลงย้อนกลับไปอยู่ที่เดิมเหมือนมิได้เคลื่อนไปไหนมาก่อนทุกคนแม้แต่คู่ต่อสู้ทั้งสองของกังหลงเองเพียงมองเห็นร่างที่ยืนอยู่เกิดการเลือนลางเพียงชั่ววูบและกลับเด่นชัดขึ้นมา กังหลิวและกังเหยาทั้งคู่เพียงรู้สึกเหมือนมีเงาร่างพุ่งเข้าหาพวกตนพร้อมพลังกระแทกหนักหน่วงดุจขุนเขาถล่มทับก็มิปานต่างกระอักโลหิตกระเด็นไปเกือบหลุดเวที พลังโจมตีของทั้งสองเกือบสูญสลายสิ้น
"ฮั่ก .ฮั่ก.."
"ท่าร่างใดกัน รวดเร็วมาก..!! "
"หมดเวลาเล่นของพวกเจ้าแล้วข้ามีธุระอย่างอื่นที่ต้องกระทำหลายอย่างมิมีเวลามาเล่นกับพวกเจ้าอีก หากไม่กล่าวยอมแพ้ออกมาก็บอกลากันเองเถอะ..!!"
พูดจบไม่รอให้ใครได้คิดไตร่ตรองถึงคำพูดเหล่านั้นกังหลงใช้ออกด้วยท่าร่างเก้ากายาอัศนีไม่ทิ้งรอยอีกครั้งแยกกายออกสองร่างเช่นเดิมพุ่งเข้าหาทั้งสองที่อยู่ขอบเวทีในทันที