ตอนที่ 132 ดยุคเรนนัส
ในห้องโถงขนาดใหญ่ โต๊ะยาวตัวหนึ่งที่สลักขึ้นจากหินวางอย่างสวยงามอยู่กลางห้อง มันถูกแกะสลักไว้ในตำแหน่งนี้โดยตรง เป็นส่วนหนึ่งของพื้นห้องโดยสมบูรณ์ รายล้อมคือเก้าอี้หินที่ตอนแรกดูจะนั่งไม่สบายเสียเท่าไหร่ ยังถือว่าโชคดีที่บนที่นั่งและพนักมีเบาะนุ่ม ๆ ติดอยู่ ห้องนี้ได้รับการตกแต่งด้วยรูปสลักจำนวนมากที่สลักเป็นรูปเขี้ยวหรือรูปทรงภูผา สื่อถึงความผูกพันกับผืนดินของเผ่ารูเบียส
ตามผนังนั้นไร้ซึ่งรูปประดับดั่งเช่นเผ่าพันธุ์อื่น มักเป็นการตั้งแสดงหินแร่หลากหลายเสียมากกว่า โดยเฉพาะบนเพดานห้องที่มีหินเรืองแสงขนาดเล็กประดับประดาคล้ายดารา แม้จะไม่อลังการเท่าภายนอกแต่ก็แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่าผู้สร้างนั้นชื่นชมในดวงดาราอย่างแท้จริง
บนโต๊ะคืออาหารหลากหลายชนิดที่นิทานเห็นในตลาดกลางและแผงลอยมากมาย อาหารของเผ่ารูเบียสส่วนมากมักจะเป็นแมลงมากหน้าหลายตาตัวอวบอ้วน พืชผักสามารถหาได้ทั่วไปจากพฤกษาที่รายล้อมเมือง ส่วนผลไม้ดูจะมีไม่มากนัก อาจเป็นเพราะภูมิประเทศของขุนเขาและพฤกษาที่ไม่เอื้อต่อการทำเกษตรกรรมเกี่ยวกับผลไม้
ถึงจะเป็นเช่นนั้นแต่นิทานก็ยังสามารถเห็นผลไม้สีเทาและดำบางส่วนแทรกอยู่ในแต่ละจานและมุมของโต๊ะ สมควรมาจากพืชพรรณหน้าตาประหลาดในสวน พืชผักดูจะไม่ใช่ปัญหาแม้จะไม่ได้มีต้นไม้ในบาราทรัมเยอะ หากผลไม้ดูจะเป็นคนละเรื่องกัน
ณ หัวโต๊ะ คือชายหนุ่มวัยกลางคน หนวดเคราของเขาได้รับการตัดแต่งเป็นทรงอย่างดูดี สีผิวของเขาเข้มคล้ำกว่าเผ่ารูเบียสทั่ว ๆ ไป นัยน์ตาสีแดงดั่งเลือดไม่ได้ลดความคมคายและหล่อเหลาของใบหน้าดุดันนั้นแม้แต่น้อย เขี้ยวทั้งสองที่ศอกของเผ่ารูเบียสผู้นี้ต่างกับเผ่ารูเบียสผู้อื่นอย่างเห็นได้ชัด สีของมันแดงชาดอย่างชัดเจน แม้จะไม่เทียบเท่าดวงตาหรือโลหิตแต่ก็แดงจนแทบไม่อาจเห็นสีขาวได้เลย ต่างกับเขี้ยวของอริยะเข็มโลหิตที่เพียงมีสีแดงเจือจาง
หากสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือระดับพลังที่แผ่พุ่งออกมา เป็นระดับพลังที่สูงส่งที่สุดที่นิทานเคยพบมาในชีวิต ก่อนหน้านี้หากไม่นับนักเดินทางที่เขาไม่ทราบระดับพลังแล้ว ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคืออริยะแปลงเพลิง เขาสันนิษฐานว่าอริยะแปลงเพลิงสมควรเป็นอริยะระดับสูง
หากชายวัยกลางคนเผ่ารูเบียสผู้นี้กลับน่าหวาดหวั่นกว่านั้นมาก เป็นระดับพลังที่ให้ความรู้สึกเหมือนว่ามีประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่อยู่ในกายของคนคนหนึ่ง เพียงมองชายผู้นี้ก็รู้สึกเหมือนกำลังจ้องมองความเป็นไปและเรื่องราวของเขา ราวกับเขาคือผู้ที่รวบรวมเรื่องราวทั้งชีวิตของตนมากลั่นกรองเป็นพลัง
เครื่องแต่งกายของเขาดูสูงศักดิ์กว่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด ตรงอกกลัดตราประจำตระกูลเรนนัส ท่าทีสูงส่งบอกความแตกต่างทางฐานะโดยไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ย
คำแห่งพลังที่ถูกสลักอยู่บนร่างทั้ง 5คำ มิอาจสังเกตได้เลย ไม่แม้แต่จะรู้ตำแหน่ง ได้รับการปกปิดอย่างเงียบเชียบจนราวกับไม่มีอยู่ หากระดับพลังที่ร่างนี้แผ่ออกมาตามธรรมชาติกลับเป็นตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
นี่คือผู้แสวงวิถี? หรือสูงยิ่งกว่านั้นกันแน่นะ นิทานคิดอย่างสงสัย เขาไม่เคยพบคนที่บอกระดับพลังของตัวเองออกมาชัด ๆ เขาจึงไม่อาจเปรียบเทียบได้โดยตรง เพียงมั่นใจว่าต้องแข็งแกร่งกว่าอริยะแปลงเพลิงผู้เป็นอริยะระดับสูง
นิทานนั่งอยู่ทางฝั่งขวาของโต๊ะ เว้นจากชายวัยกลางคนผู้นั้นหนึ่งที่นั่ง ผู้ที่นั่งขั้นคืออริยะเข็มโลหิต ถัดจากนิทานไปคือคีตาที่ได้รับที่นั่งเฉกเช่นเดียวกันกับคนอื่น ๆ มันกำลังจ้องมองอาหารบนโต๊ะอย่างหิวโหยหากก็สำรวมอาการเพราะสถานที่
โอไรออนและมีครูสนั่งอยู่อีกฝั่งโดยที่มีครูสนั่งติดกับชายวัยกลางคนผู้นั้น โอไรออนมีท่าทีกดดันอย่างเห็นได้ชัดแม้จะมีเพื่อนของตนอยู่ข้างกายก็ตาม โรนัลและเอวานไม่ร่วมโต๊ะด้วย เพียงยืนอย่างสำรวมทางด้านข้าง
“ท่านปู่ ท่านทำเพื่อนของผมกลัวหมดแล้ว” มีครูสกล่าวขึ้นกับชายวัยกลางคนผู้นั้น ฐานะที่มีครูสเรียกช่างไม่เหมาะสมกับใบหน้าหล่อเหลาของชายวัยกลางคนที่ดูยังไงก็ไม่สมควรเกิน 40เลยแม้แต่น้อย
ชายวัยกลางคนผู้นั้นเผยรอยยิ้มก่อนสลายพลังทั้งหมดออกจากร่าง เหลือเพียงชายวัยกลางคนธรรมดา ๆ ที่ยิ้มแย้มเท่านั้น
“ขอโทษด้วยมีครูส เวลาเห็นชนรุ่นหลังที่มีแววทีไรแล้วข้าอดไม่ได้” ดยุคเรนนัสหัวเราะเบา ๆ พลางเหลือบตามามองนิทาน
“ท่านดยุคประเมินผู้น้อยสูงไปแล้ว คำชมนั้นผู้น้อยไม่กล้ารับ” นิทานตอบกลับอย่างสุภาพ เขาค่อนข้างเหนื่อยเรื่องการใช้ภาษาเป็นอย่างมาก เขาไม่ทราบเรื่องภาษาระดับทางการของเผ่าพันธุ์อื่นมากนักจึงเลือกใช้คำเป็นกลางที่ดูเหมาะสมและสุภาพที่สุด
“ผิดแล้ว ผู้เรียนรู้ที่สามารถสังหารนักสลักโทได้ ข้าจะไม่แปลกใจเลยหากเจ้าเป็นหนึ่งในผู้เรียนรู้ 5คำในตำนาน” ดยุคเรนนัสเผยรอยยิ้มบาง มองนิทานอย่างใคร่รู้
นิทานไม่ตอบคำ เพียงปั้นสีหน้าสุภาพมองกลับไปเท่านั้น เขาไม่ใช่ผู้เรียนรู้ 5คำที่มีอยู่น้อยนิดจนแทบเป็นตำนานนั่น
“ถึงจะมีสมบัติเข้าช่วยก็ไม่ได้ทำให้ข้าประเมินเจ้าต่ำลงแต่อย่างใด สังหารนักสลักโทได้ทั้งที่ยังเป็นเพียงผู้เรียนรู้ เจ้าสมควรด้อยกว่าเรอุสสมัยยังเยาว์ไม่มากนัก” ดยุคเรนนัสกล่าวต่อ
“ถ้านั่นคือพลังทั้งหมดของเจ้าจริง ๆ น่ะนะ” ดยุคเรนนัสหัวเราะเสียงเบา
นิทานยังคงนิ่งเงียบ เขาไม่คิดเผยความลับของพลังตัวเองทั้งหมด หากก็เป็นเรื่องจริงที่นั่นคือขีดจำกัดของเขาแล้ว อริยะ 3วินาทีเพียงสามารถใช้ปิดฉาก ไม่อาจนับเป็นพลังที่ใช้สู้ต่อเนื่องได้
แต่นั่นก็เป็นเรื่องของปัจจุบัน เมื่อเขาก้าวขึ้นเป็นนักสลักเอกหรือคีตาขึ้นเป็นนักสลักเอก พลังของพวกเขาสมควรทบทวีขึ้นไปอีกหลายขั้นจากการแบ่งปันพลัง คำแห่งพลังระบุชื่ออย่าง นิทาน วงจันทรา และ คีตา วงจันทรา มีความวิเศษถึงเพียงนั้น
“ผู้น้อยเพียงใช้กลอุบายและสมบัติเท่านั้นครับ” นิทานตอบกลับ
ดยุคเรนนัสยิ้มมุมปาก ไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มเติม เพียงเริ่มรับประทานอาหารนานาบนโต๊ะ เป็นสัญญาณให้คีตาที่หิวโหยอยู่แล้วเริ่มกินบ้าง แม้มันจะอยากฟาดอาหารทั้งหมดลงท้องแต่ก็ถูกจำกัดให้กินอย่างเรียบร้อยด้วยคำว่ามารยาท
“ท่านปู่ นี่คือโอไรออน เป็นเพื่อนที่ผมพบในเหตุการณ์นั้น” มีครูสเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม ต่างกับสีหน้าท่าทางไร้อารมณ์ยามถูกจับไปโดยสิ้นเชิง
“สวัสดีครับดยุคเรนนัส โปรดอภัยให้ความไม่สุภาพของผม” โอไรออนกล่าวทักทาย เขาย่อมไม่รู้มารยาททางการเช่นกันจึงพยายามพูดน้อยเข้าไว้
“ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนั้น เป็นข้าเองที่อยากพบพวกเจ้า มีครูสคือสิ่งล้ำค่าในชีวิตของข้า” ดยุคเรนนัสเผยรอยยิ้มอ่อนโยนแก่โอไรออน
"เป็นเด็กที่ยอดเยี่ยม หากเจ้าสามารถรักษาความกล้าหาญและจิตใจอันแข็งแกร่งไว้ได้ การค้นพบคำแห่งพลังจะมิใช่เรื่องยากแต่อย่างใด หน่ออ่อนอันประเสริฐ" ดยุคเรนนัสกล่าวชมโอไรออนโดยตรง ไม่สนฐานะเผ่าซือบาสของเขาแม้แต่น้อย
นัยน์ตาแดงก่ำดั่งโลหิตนั้นมองมาทางนิทาน แม้ในนั้นจะไร้ซึ่งสีใดนอกจากสีแดงหากนิทานกลับสามารถเห็นสีแห่งความสุขได้ในนั้น
“ข้า เซราน เรนนัส ขอขอบคุณเจ้าจากใจจริงที่ช่วยเหลือมีครูส” ดยุคเรนนัสนำเขี้ยวสีแดงทั้งสองของตนมาเคาะกันเบา ๆ นิทานรับความเคารพนั้นด้วยท่าทางเช่นเดียวกัน
“เป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้วครับ” นิทานตอบกลับ
“เจ้าจะมองเช่นไรไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญคือเจ้าช่วยมีครูสไว้ และนั่นทำให้เจ้าคู่ควรกับคำขอบคุณและรางวัล” ดยุคเรนนัสกล่าวด้วยรอยยิ้ม หันไปกล่าวกับอริยะเข็มโลหิต
“ลำบากเจ้าแล้ว มอราน”
“ข้าเพียงทำตามหน้าที่เท่านั้น” อริยะเข็มโลหิตคำนับตอบก่อนจะลุกเดินออกมายืนทางด้านหลัง เขาพาเอวานและโรนัลออกจากห้องไป ห้องโถงนี้จึงเหลือเพียงพวกเขาเพื่อความเป็นส่วนตัว
“เจ้ามีสิ่งใดที่ต้องการหรือไม่ หากไม่ยากเกินความสามารถของข้า ข้าย่อมยินดีมอบให้” ดยุคเรนนัสกล่าวขึ้น
นิทานทำสีหน้าขบคิดเล็กน้อย มีหลายสิ่งที่เขาสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเงินสดตรง ๆ สมบัติบางอย่าง หรือ ละอองรูบีออนก็น่าสนใจ แน่นอนว่าเขาย่อมไม่กล้าเอ่ยขอสมบัติชั้นสูงเช่นนั้น แต่ที่แน่ ๆ เขาไม่คิดปฏิเสธสมบัติอยู่แล้ว เขาเหนื่อยขนาดนี้ก็ต้องมีอะไรตอบแทนบ้างสิ!
“ข้าได้ตรวจสอบประวัติของเจ้ามาแล้ว ข้าคิดว่าเจ้าสมควรสนใจสิ่งนี้” ดยุคเรนนัสดีดนิ้วเบา ๆ หินแร่ก้อนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนโต๊ะอาหาร
หินแร่ก้อนนี้เมื่อมองดูดี ๆ แล้วจึงพบว่ามันเป็นศิลาวิเศษแบบหนึ่ง มันมีรูปร่างคล้ายดวงดารา ส่องประกายบางเบา ภายในคือผงละอองมากมายที่กระจายอยู่ทั่วเปลือกนอกสีดำที่มองทะลุได้ ดูคล้ายกับห้วงอวกาศ
นิทานไม่รู้จักสมบัติชิ้นนี้ หากเขากลับรู้สึกได้ถึงความเย้ายวนบางอย่างที่ก่อกำเนิดขึ้นในใจ แม้แต่คีตาที่เพลิดเพลินกับอาหารยังหยุดกินและหันกลับมามองศิลาก้อนนี้ หูของมันตั้งขึ้นพร้อมกับนัยน์ตาที่ส่องประกาย
“โฮ่ง!”
นิทาน! ของดี!
มันไม่รู้จักสมบัติและไม่ชอบอ่านหนังสือด้วย แต่สัญชาตญาณสัตว์ป่าของมันกำลังบอกมันว่านี่คือสมบัติล้ำค่า มีครูสนัยน์ตาเบิกกว้างพร้อมหันไปมองท่านปู่ของตนอย่างไม่เชื่อสายตา
"สัญชาตญาณล้ำเลิศ" ดยุคเรนนัสเผยรอยยิ้มเมื่อเห็นท่าทางของคีตา
“ท่านปู่ สิ่งนี้…” มีครูสเอ่ยเสียงเบา เสียงของเขาปนไปด้วยความรู้สึกผิด ราวกับรู้สึกผิดที่ตนทำให้ท่านปู่ต้องสูญเสียสมบัติชิ้นนี้
“นี่คือศิลาห้วงดารา สมควรเป็นสมบัติที่เจ้ากำลังตามหา” ดยุคเรนนัสเอ่ยขึ้น มองไปยังนิทานที่มีท่าทีกระสับกระส่าย
นิทานไม่ทราบว่าสิ่งนี้มีประโยชน์อย่างไรและทำไมดยุคเรนนัสถึงกล่าวว่านี่คือสิ่งที่เขาตามหา แต่คุณค่าของมันเพียงมองก็เดาได้ไม่ยาก
“เจ้าต้องการเข้าร่วมงานประลองของจักรวรรดิมาลาไคเพื่อแย่งชิงน้ำค้างกลั่นจันทราใช่หรือไม่” ดยุคเรนนัสกล่าวต่อ
หรือว่า? นิทานนัยน์ตาเบิกกว้าง เขาเริ่มเดาความคิดของดยุคเรนนัสได้แล้วจากคำพูดเหล่านี้ ไม่ได้สนใจเหตุใดดยุคเรนนัสถึงรู้ได้แม้แต่น้อย ข่าวกรองระดับนี้มิใช่สิ่งที่หาได้ยากแต่อย่างใด
“ถูกต้องแล้ว สิ่งนี้มีสรรพคุณเช่นเดียวกันกับน้ำค้างกลั่นจันทรา สามารถเติมน้ำในมหานทีรากวิญญาณ เพิ่มโอกาสในการทำพิธีสลักคำครั้งที่ 2” ดยุคเรนนัสเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม
นิทานได้ยินเสียงหัวใจของตนเองเต้นแรงและรู้สึกได้ถึงอาการหายใจติดขัดได้อย่างชัดเจน นี่คือสิ่งที่เขาตามหาโดยแท้จริง! เป็นสมบัติและเหตุผลที่เขาออกเดินทาง!
แม้ความกระหายอยากจะเข้าครอบงำ แต่นิทานกลับไม่กล้ารับสิ่งนี้ไว้
มูลค่าของมันสูงส่งเกินไป เป็นสมบัติล้ำค่าที่ไม่อาจหาซื้อได้ด้วยเงิน นักเดินทางถึงกลับกล่าวว่าคงมีเพียงองค์ราชินีเท่านั้นที่จะมีสิ่งนี้ได้เป็นจำนวนมาก
“รางวัลที่สูงค่าเช่นนี้ ใช่ว่าสูงค่าเกินไปหรือไม่ครับ?” นิทานพูดด้วยเสียงสั่นเครือ เขาพยายามสงบสติอารมณ์หากก็ยากเสียเหลือเกินเมื่อสิ่งที่เขาตามหามาอยู่ตรงหน้า
“ชีวิตของมีครูสมีค่ากว่านั้นมาก สำหรับข้าย่อมไม่มองว่ามากเกินไป แต่สำหรับเจ้า จะคิดอย่างไรก็แล้วแต่” ดยุคเรนนัสยิ้มมุมปาก
ห้องตกเข้าสู่ความเงียบสงัด โอไรออนเพียงมองหลาย ๆ อย่างด้วยความตื่นเต้น เขาไม่เข้าใจคุณค่าของศิลาชิ้นนี้แต่รับรู้ได้ถึงความตึงเครียดของสถานการณ์
นิทานสงบสติอารมณ์ เขาเริ่มวิเคราะห์เรื่องต่าง ๆ ในหัว สิ่งที่เกิดขึ้น ความหมายของการกระทำต่าง ๆ
รางวัลมากเกินไป สูงค่ามากเกินไป มีเจตนาแอบแฝงแน่นอน นิทานคิด แน่นอนว่านิทานไม่ใช่คนจำพวกที่เชื่อถือเพียงแนวคิดที่ว่าเผ่ารูเบียสซื่อตรง ไร้เล่ห์เหลี่ยม คนทุกคนย่อมมีผู้แตกต่าง และแน่นอนว่าเผ่ารูเบียสทุกคนย่อมไม่ใช่เช่นนั้น ยิ่งกับคนที่ฐานะสูงส่งอย่างดยุคด้วยแล้ว
ถ้าคิดง่าย ๆ ก็คืออยากให้ฉันติดหนี้ ไม่ก็ดึงมาเป็นพวก สงครามการเมืองของเผ่ารูเบียสหรือเปล่า? นิทานคิดช้า ๆ เรื่องเช่นนี้เขาไม่อาจเร่งรีบได้ ดยุคเรนนัสก็ดูจะไม่รีบร้อนแม้แต่น้อย เพียงบรรจงหั่นหนอนตัวอวบอ้วนที่ถูกย่างจนหอม ราดด้วยเครื่องปรุงและน้ำข้นหน้าตาน่ากินนำมาเข้าปาก
แล้วไพลินล่ะ มีความสัมพันธ์กับดยุคเรนนัสมากแค่ไหน หรือจะส่งผลร้ายถ้าเกิดฉันถูกพูดกันว่ารู้จักกับดยุคเรนนัส นิทานพึมพำ เขาพยายามคิดในหลาย ๆ แง่มุม
ผ่านไปอีกชั่วครู่ นิทานจึงเผยรอยยิ้มออกมา ก่อนจะตอบกลับไป
“สมบัติเช่นนี้ผู้น้อยมองว่าสูงค่าเกินไปจริง ๆ ครับ เช่นนั้นแล้วผู้น้อยขอให้รางวัลนั้นเป็นการรักษาสัมพันธ์อันดีกับอาณาจักรไฟกัลป์เช่นที่ผ่านมาก็มากเพียงพอ” นิทานตอบ
ดยุคเรนนัสได้ยินเช่นนั้นก็เผยรอยยิ้มกว้าง ใบหน้านั้นเริ่มหัวเราะอย่างสาสมใจ
“ปราดเปรื่อง” ดยุคเรนนัสหัวเราะ