เสียงเหมือนะุปืนดังขึ้น ห่างจากหูของสมิทธิ์ไปเพียงนิดเดียว
เขาร้องะโเสียงหลงด้วยความใรีบขยับตัวหนีออกมาจากตำแหน่งที่ยืนอยู่อย่างรวดเร็ว
ลิ่มโลหะยาวรูปร่างเหมือนเพชรขนาดเท่าฝ่ามือปักทะลุจมลงไปบนเสาหินที่สมิทธิ์ยืนพิงอยู่ ถ้าเยื้องมาทางซ้ายอีกสัก 2-3 นิ้วหูของเขาได้เป็รูใหญ่กว่าหัวใจของเขาในตอนนี้แน่
อาวุธประหลาดชนิดนี้ผูกเข้ากับเส้นด้ายเส้นหนึ่งซึ่งขึงตึงไปยังมือของสรรค์ แม้ผมจะปิดบังใบหน้าของเขาไปครึ่งหนึ่งแต่ก็พอดูออกว่าเขากำลังโกรธจัด ซึ่งไม่ว่าสีหน้าของเขาจะบิดเบี้ยวขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างไร ก็ยังดูหล่อเหลาอยู่ดี
“ร่างทรงเทพแห่งางั้นรึ? เฮอะ! ข้าว่าเ้าแอบอ้างมากกว่ามั้งไม่งั้นคงไม่หมดสติจนต้องให้นิษฐาพากลับมาแบบนี้หรอก” สรรค์ตวาด
เขาชักมือกลับไปด้านหลังกระตุกด้ายถอนลิ่มโลหะออกจากเสา รอยร้าวที่เกิดจากการโจมตีปริแตกกว้างขึ้นพริบตาเดียวเสาหินก็ป่นเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย
“แล้วนายจะโจมตีชั้นทำไมเนี่ย?” สมิทธิ์โอดครวญ
“ข้าอยากพิสูจน์ฝีมือของเ้าว่ามีดีแค่ไหนมากพอที่นิษฐาและพวกข้าจะรับมาเป็ 1 ในคนทรงของเทวาลัยแห่งนี้หรือไม่”
สมิทธิ์ได้ยินก็สับสนงุนงงทำไมสรรค์ถึงต้องทำการสอบปฏิบัติกับเขาด้วย ทั้งๆที่เขาก็ไม่เคยบอกหรือส่งใบสมัครว่า้าเป็คนทรงคนใหม่ของที่นี่เลยสักนิดแต่ดูจากการลงมืออย่างหนักหน่วงของสรรค์แล้วเหมือนจะเกิดจากความแค้นส่วนตัวมากกว่าแค่ทดสอบเขา
ระหว่างที่สรรค์พูดเขาก็กวัดแกว่งด้ายไปรอบตัวอย่างชำนาญ ตวัดเอาลิ่มโลหะเล็งไปที่สมิทธิ์อีกครั้ง
อาวุธของสรรค์เคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต เหมือนงูที่กำลังไล่ล่าเพื่อฉกเหยื่อที่อยู่ตรงหน้า
โชคดีที่สมิทธิ์มีพื้นฐานทางด้านกีฬาเขาเร็วพอที่จะเอาตัวรอดโดยการวิ่งไปหลบหลังเสาหินที่เรียงรายอยู่โดยรอบอีกต้นหนึ่งได้ทัน
ลิ่มโลหะพุ่งตอกลงบนเสาหินอีกครั้ง คราวนี้รุนแรงกว่าเดิมอานุภาพของมันราวกับเป็ะุปืนใหญ่ ทันทีที่ััก็ทำให้เสาหินะเิแตกออกในทันที
สมิทธิ์ที่หลบอยู่ด้านหลังนั้นถึงกับผงะดูท่าจะไม่มีที่ไหนปลอดภัยให้หลบซ่อนได้อีกแล้วเขาจึงได้แต่วิ่งหนีต่อไปเรื่อยๆ
“ใครบอกว่าชั้นจะมาอยู่ที่นี่กันเล่า! แต่... ทำไมอาวุธเล็กๆแบบนั้นถึงโจมตีได้รุนแรงขนาดนี้” สมิทธิ์โวยวายระหว่างที่ขาทั้ง 2 ข้างของเขายังทำงานอย่างหนัก“ไม่กลัวว่าเทวาลัยจะถล่มลงมาหรือไงกัน”
เสาหินต้นแล้วต้นเล่าพังเสียหายด้วยลูกดิ่งของสรรค์ไม่นานสมิทธิ์อาจจะจบชีวิตลงเพราะโดนทับจากอาคารที่ถล่มลงมามากกว่าจะโดนอาวุธสังหาร
“ร่างทรงเทพแห่งการประดิษฐ์อย่างข้า พังได้ ก็สร้างใหม่ได้”สรรค์เรียกอาวุธของเขากลับไป ตั้งท่าเตรียมจู่โจมอีกครั้ง
นิรุทธ์ซึ่งยืนอยู่อย่างสงบเฝ้าดูสมิทธิ์และสรรค์ทะเลาะกันโดยตลอดนั้นได้แต่ถอนหายใจแล้วพูดขึ้นด้วยความเหนื่อยหน่าย
“จริงๆ อาวุธของสรรค์ก็เป็แค่ลูกดิ่งวัดระดับธรรมดาๆเท่านั้น แต่เมื่ออยู่ในมือของร่างทรงระดับ 2 อย่างเขา ก็เหมือนะเิติดเชือกดีๆนี่เอง”
ะเิอย่างนั้นเหรอ... สมิทธิ์เพิ่งสังเกตว่ามือข้างที่สรรค์พันเชือกซึ่งเป็อาวุธของเขาไว้นั้นเปล่งแสงสีฟ้าเจิดจ้าออกมาซึ่งสมิทธิ์จำได้ว่าก่อนหน้านี้ไม่ได้สวมใส่ถุงมือสีขาวถุงมือปรากฏขึ้นครั้งแรกตอนที่สรรค์ใช้พลังบีบอัดเถ้ากระดูกของคราสแล้วจู่ๆ ก็อันตรธานหายไปเหมือนกับว่าจะโผล่มาเฉพาะตอนที่เขาใช้พลัง เช่นเดียวกันกับตอนที่นิรุทธ์แสดงให้สมิทธิ์เห็นถึงพลังของเขา
“ร่างทรงระดับ 2 งั้นเหรอ...ชั้นเองก็พยายามติดต่อกับเทพาั้แ่เมื่อกี้นี้แล้วแต่ไม่มีสัญญาณตอบรับอะไรเลย”
แม้ว่าจะหอบเหนื่อย แต่ระหว่างที่สมิทธิ์ะโเขาก็ยังวิ่งไปรอบลานโล่งไม่หยุด ในขณะที่เขาไม่สามารถใช้พลังของคนทรงระดับ 2 ได้การไม่อยู่เป็เป้านิ่งน่าจะเป็วิธีเอาตัวรอดที่ดีที่สุดในตอนนี้
สมิทธิ์สงสัยว่าทำไมคราวนี้เขาถึงไม่สามารถเข้าทรงเทพแห่งาได้ในเมื่อก่อนหน้านี้ แค่นิษฐาอ้อนเขาหน่อยเดียว การได้เจอและพูดคุยกับเทพเ้าก็กลายเป็เื่ที่ง่ายดายเหมือนแค่กระพริบตาเท่านั้น
“ถ้าแค่ติดต่อกับเทพประจำตัวยังไม่ได้ ก็ตายซะ!...” น้ำเสียงของสรรค์เข้มแข็งจริงจัง
เขาฟาดลูกดิ่งมาข้างหน้าสุดแรงด้ายพุ่งตรงเป็แนวเดียวกันกับแขนของเขา รวดเร็วจนคราวนี้สมิทธิ์หลบไม่ทัน
