เย่เสวียนคือศิษย์ฝึกหัดของนิกายเทพกระบี่ ไม่เพียงแค่มีพรสวรรค์อันล้ำเลิศ แต่พลังการต่อสู้และฝีมือของเขานั้นเรียกว่าไม่ธรรมดา
อีกทั้งเขายังมีศาสตราอย่างกระบี่เซียนเหินที่มีชื่ออยู่ในร้อยอันดับของอาวุธเลื่องชื่อ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกระบี่เซียนเหินผนวกกับทักษะการใช้กระบี่อันทรงพลัง ส่งผลให้พลังการต่อสู้ของเขาเพิ่มขึ้นถึงสิบเท่า กระทั่งมันทำให้จางสงรู้สึกกลัวเล็กน้อยจนพลาดท่าปล่อยให้ เย่เสวียน หลุดมือไป
แต่คราวนี้เขาตัดสินใจแล้วว่าจะสังหารเย่เสวียนให้จงได้ พร้อมกับชิงสมบัติทั้งหมดกลับไป
หากมีกระบี่เซียนเหินเล่มนั้น เห็นทีความแข็งแกร่งของเขาคงจะพุ่งทะยานอย่างแน่นอน
ความแข็งแกร่งของจางสงในยามนี้มาถึงกำแพงระดับ 8 ผันแปร
ส่วนความแข็งแกร่งของเย่เสวียน อยู่ที่ระดับ 6 ปราณผกผันเท่านั้น
เรียกได้ว่าความแข็งแกร่งของทั้งสองอยู่ห่างกันสองช่วงชั้นเลยก็ว่าได้
ถึงอีกฝ่ายจะเป็นผู้ครอบครองกระบี่เซียนเหิน แล้วมันยังไง?
การจะปลดปล่อยพลังที่แท้จริงของกระบี่เซียนเหิน นั่นไม่เท่ากับว่าเป็นการระเบิดตัวเองหรอกหรือ?
เขาเชื่อมั่นว่าตนสามารถจัดการมดปลวกตัวนี้ได้อย่างง่ายดาย
..................
“จุ๊ ๆ”
“มดปลวกจากนิกายเทพกระบี่”
“เจ้าคิดว่าจะรอดพ้นจากการไล่ตามของผู้เฒ่าคนนี้ได้รึ?”
“เฮอะ!!”
ท่ามกลางเวหาท้องนภา
มุมปากของจางสงมองลงมายังป่าทึบเบื้องล่างด้วยสายตาเหยียดหยาม
ใบป่าทึบเบื้องล่าง กิ่งก้านต่าง ๆ หักโค่น สรรพสัตว์ต่างเป็นบ่อเลือดกองอยู่บนพื้น ส่วนบางตัวที่อ่อนแอก็กลายเป็นละอองเลือดโดยแรงกดดันสีดำทมิฬอันน่าหวาดกลัว
หลังจากสัมผัสได้ถึงแรงกดดัน เหล่าสัตว์รอบด้านต่างพากันหนีกันอย่างบ้าคลั่ง
พวกมันสัมผัสได้ถึงภยันตราย
น่าสะพรึงกลัว!!
เมื่อเห็นฉากนี้ จางสงก็แสยะยิ้มออกมา ดวงตาอันเฉียบคมของเขากำลังกวาดมองหาเย่เสวียนที่กำลังหลบซ่อนตัวอยู่
ฉับพลันนั้น
ดวงตาของเขาพลันเปล่งประกาย ภายใต้ปราณวิญญาณที่กวาดออกไป เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังปราณจาง ๆ อยู่เบื้องล่าง
จางสงพ่นลมหายใจออกมา มุมปากของเขาถูกยกขึ้น ท่าทีของเขาเริ่มตื่นเต้นขึ้นมาทันใด ราวกับหมาป่าตัวใหญ่ที่กำลังกระหายได้เจอเหยื่ออันโอชะของมัน
พริบตานั้นใบหน้าของจางสงก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา
ชริ้งงง~
กระบี่ยาวถูกดึงออกจากด้านหลังจนเกิดเสียงอันแหลมคมดังก้อง พลังปราณอันน่าสะพรึงพวยพุ่งออกมากลายเป็นปราณกระบี่สีดำทมิฬจำนวนมาก พร้อมกับฟันไปยังตำแหน่งที่เขาสัมผัสพลังปราณอันเบาบางได้
“ตายซะ!”
ทันใดนั้นรัศมีหลายสิบจั้งก็เต็มไปด้วยปราณอันแหลมคมจนขนหัวลุก กิ่งก้านใบไม้นับไม่ถ้วนถูกบดเป็นผุยผง
ปราณกระบี่!
มันคือสัญลักษณ์ของผู้ที่ทะลวงสู่ระดับ 8 ผันแปร!
พลังของมันรุนแรงยิ่ง!
..................
เย่เสวียนเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่ามีปราณกระบี่สีดำทมิฬนับไม่ถ้วนพุ่งลงมาอย่างรวดเร็ว ทำเอาศีรษะเขารู้สึกด้านชา ทุกอณูขุมขนตั้งชัน เหงื่อเย็นเยียบไหลออกมาจากหน้าผาก
วิกฤตแห่งชีวิตและความตายก่อตัวขึ้นในจิตใจ
ใบหน้าของเขาพลันปรากฏความเคร่งเครียดขึ้นทันที เขาไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย ปราณวิญญาณในห้วงสมุทรปราณไหลทะลักออกมาอย่างต่อเนื่องจนล้อมรอบตัวเขากลายเป็นม่านเกราะพลังปราณ
ในเวลาเดียวกันเขาไม่มีความคิดที่จะซ่อนตัวอีกต่อไป ร่างของเขาพุ่งออกจากจุดนั้นทันที และพยายามหลบหลีกการโจมตีให้ได้มากที่สุด
บูมมมมม!!
เกือบจะในเวลาเดียวกัน ปราณกระบี่สีดำทมิฬก็กระหน่ำโจมตีในจุดที่เย่เสวียนหลบอยู่ก่อนหน้านี้
ฉึก!!
เย่เสวียนที่พยายามหลบการโจมตีด้วยความเร็วสูงสุด แต่กระนั้นเขาก็ยังได้รับการโจมตีจากปราณกระบี่สีดำ
ร่างกายราวกับว่าวที่สายขาดปลิวไปตามลม เขาเสียหลักและกระเด็นไปไกลกว่าสิบหมี่
ตอนนั้นเองที่ปากของเขาสัมผัสได้ถึงรสชาติของเลือดที่ไหลซึมออกมา
เขาตระหนักได้อย่างชัดเจนว่าอวัยวะภายในทั้งหมดได้รับผลกระทบ ความเจ็บปวดเข้าถาโถมในฉับพลัน
“แค่ก ๆ ...ระดับแปดผันแปรแข็งแกร่งจริง ๆ” เย่เสวียนเช็ดเลือดที่มุมปาก สายตาปรากฏความหวาดกลัวขึ้นมา
“มดปลวก จงรับรู้ที่ต่ำที่สูงเอาไว้”
“เอาล่ะ ส่งกระบี่เซียนเหินและเคล็ดวิชามาให้ข้าเสีย จากนั้นทำลายชีพจรทั้งหมด คุกเข่าให้กับข้าและตะโกนดัง ๆ สามครั้งว่าเจ้านิกายเทพกระบี่เป็นสวะ”
“บางทีผู้เฒ่าอาจใจดี เมตตาปล่อยเจ้าไป”
จางสงยืนอยู่ที่สูงพร้อมกับจ้องมองลงไปยังเย่เสวียน ด้วยท่าทางอันหยิ่งผยอง
“ผู้เฒ่าใจดี? เจ้ามันเป็นไอ้แก่ไร้ยางอายมากกว่า!!”
“สวะรึ? สำนักดาบสัตโลหะของเจ้าน่ะสิที่เป็นสวะ!!”
“ไอ้แก่น่าขยะแขยง เจ้าต้องการให้ข้าผู้นี้คุกเข่าอ้อนวอนเช่นนั้นรึ? หัดสำเหนียกตัวเองด้วยว่าต่ำต้อยเพียงใด?”
“ต้องการกระบี่เซียนเหินงั้นรึ? เอาลมที่ข้าผายไปดมก่อนก็แล้วกัน!!”
เย่เสวียนด่ากราดออกไปอย่างไม่ลังเล
“เจ้า!!”
จางสงที่ถูกกระตุ้นโทสะ พริบตานั้นบรรยากาศรอบตัวก็เริ่มเย็นลงในทันใด
“ไอ้สารเลวน้อย เจ้าทำสำเร็จแล้ว ข้าผู้นี้บังเกิดโทสะเป็นที่เรียบร้อย” จางสงกล่าวออกมาด้วยเสียงอันแหบแห้ง...
เสียงนั้นมันเปรียบดั่งคมมีดที่ขูดเหล็กขึ้นสนิม ทำให้ขนลุกขนพองอย่างบอกไม่ถูก
ทันทีที่สิ้นเสียง จางสงก็ค่อย ๆ ยกกระบี่ในมือขึ้น พร้อมกับชี้ตรงไปยังเย่เสวียน
ในชั่วพริบตาราวกับเวลาหยุดนิ่ง ปราณกระบี่สีดำทมิฬขนาดยักษ์ได้ตกลงสู่พื้นอย่างช้า ๆ
เสมือนว่ากระบี่เล่มนี้สามารถตัดทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ได้ และไม่มีสิ่งใดที่จะต้านทานมันได้
ลมหายใจของเย่เสวียนถี่ขึ้น ฟันถูกขบกันแน่นจนเกิดเสียงกรอด
ทันทีที่สัมผัสถึงแรงกดดันจากกระบี่เล่มนี้ได้ ใบหน้าอันหล่อเหลาของเย่เสวียนเปลี่ยนเป็นน่ากลัว ดวงตาของเขาปรากฏเปลวไฟอันคลุ้มคลั่งในชั่วพริบตา
“เพลงกระบี่เก้าประสาน!!”
เย่เสวียนคำรามออกมาอย่างบ้าคลั่ง
ฟึมมมมม!!
เมื่อปลดปล่อยเคล็ดวิชาออกมา รัศมีที่เหมือนคลื่นปั่นป่วนก็แผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง
ในเวลาเดียวกัน แสงกระบี่สีแดงโลหิตก็พวยพุ่งสู่ท้องนภา
แม้แต่กระบี่ยักษ์สีดำทมิฬบนท้องฟ้าก็ยังถูกบดบังจนมิด
กลิ่นอายกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวมุ่งตรงสู่ท้องฟ้า ทำให้ผืนดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
ในขณะที่เย่เสวียนเป็นจุดศูนย์กลางของรัศมีอันแหลมคมที่มองไม่เห็น รัศมีนั้นมันได้สั่นสะเทือนราวกับคลื่นกระทบฝั่ง
วินาทีนั้นลมได้พัดโหมกระหน่ำ ไม่ว่าคลื่นพลังนี้จะกวาดไปที่ใด ทุกสิ่งจะถูกทำลายจนกลายเป็นซากในทันใด
รุนแรง!!
ยากต่อกร!!
นี่คือกระบวนท่าที่สองของเพลงกระบี่เก้าประสาน ‘คลื่นกระทบฝั่ง’
และนี่คือพลังที่แท้จริงของกระบี่เซียนเหิน!!
ทันทีที่ใช้กระบวนท่านี้ออกมาจะปลดปล่อยคลื่นพลังออกมาเป็นชุดเปรียบเสมือนคลื่นซัดเข้าหาฝั่ง
เมื่อมองไปรอบ ๆ ตัวของ เย่เสวียน จะมีปราณสีแดงห่อหุ้มตัวเขาอยู่ ราวกับร่างที่กำลังลุกไหม้
เสื้อผ้าของเขาเริ่มฉีกขาด แขนเริ่มสั่นสะท้าน เส้นเลือดเริ่มปูดโปนบนผิวหนัง
ในไม่ช้าร่างกายของเขาก็เต็มไปด้วยหยาดโลหิตจนน่าตกตะลึง
สำหรับความแข็งแกร่งในปัจจุบันของเขา พูดได้ว่ายังไม่สามารถใช้เพลงกระบี่เก้าประสานกระบวนท่าที่สองนี้ได้
หากปลดปล่อยมันออกมาผู้ใช้จะถูกพลังกลืนกิน จนท้ายที่สุดร่างกายจะเหลือเพียงเถ้าถ่าน
แต่แล้วอย่างไร ตอนนี้ยังเลือกอะไรได้อีก?
ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยว การแสดงออกของเขาดูน่ากลัว ดวงตาแดงก่ำ ฟันขบกันแน่น ร่างกายสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่ ทว่ามือของเขายังคงกุมกระบี่เซียนเหินไว้แน่น
เงื่อนไขการปลดปล่อยกระบวนท่าที่สอง คลื่นกระทบฝั่ง กล่าวได้ว่าเจ็บปวดทรมานเกินบรรยาย มันเหมือนกับมีใบมีดเฉียบคมเฉือนลงบนร่างกายของเขาอย่างต่อเนื่อง เวลานี้เขาแทบจะประคองสติไม่อยู่แล้วด้วยซ้ำ
หากเขาไม่ได้ฝึกฝนวิชากระบี่พร้อมกับพรสวรรค์ในวิถีแห่งกระบี่ตั้งแต่เกิด อีกทั้งยังมีความสามารถในการกลืนกินปราณกระบี่ติดตัวมา เขาคงถูกปราณกระบี่ฉีกกระชากเป็นชิ้น ๆ นานแล้ว
“บัดซบ ไอ้เด็กนี่เสียสติไปแล้ว มันยอมทิ้งชีวิตของตัวเอง!” แววตาของจางสงที่มองดูเย่เสวียน ปรากฏความประหลาดใจขึ้นมา