ได้อริยะมาไว้ระดับบารมีอีกคน จามรเทวีเสริมภาพพจน์
ป่าวประกาศต่อราษฎร อันทายาทองค์เลอสรวงมีเพียงแค่โอรสเดียว
ผู้จะครองสถาบันกษัตริย์ ยึดเหนี่ยวความศรัทธา
กิจวาระพระนางลดองค์ ลงเยี่ยมเยียนประชาราช
พร้อมด้วยอริยะ เด็กน้อยต้องอยู่ภายใต้ผ้าปิดตรงเขี้ยวแหลม
ทั้งกางร่มฉัตรตลอดเวลา เพื่อสร้างความเชื่อถือ
ต่อมวลซึ่งเอนเอียงไปทางท้าวเทศ ขณะนี้ต่างเล่าขานถึงผู้มีบุญเชื้อพระวงศ์แท้จริง
ฉายแววแห่งการพัฒนา นำร่องปลดปล่อยชนชั้นล่างให้เป็นไท
ด้านท้าวรณชัยได้ความคิด ตรงจะหาสิ่งมาค้านต้านความนิยมฝั่งตรงข้าม
เลยดึงเอาอริยะคืนสู่สถานะ โดยยอมเจรจากับมังคลา
อันทุกอย่างผ่านมาเริ่มต้นใหม่ในฐานะ ราชครูของรัชทายาท
อีกยังล้างคดีให้ ก่อเป็นสัญญาใจตราบใดอริยะมีความสำคัญ
มังคลาเองย่อมรู้สึกปลอดภัย เพราะถึงอย่างไรตนกุมความลับของเด็กน้อยไว้
ในเรื่องราวพิสดารซึ่งแทบไม่มีใครจะเชื่อ แต่นั่นก็ทำให้จามรเทวีหวั่นในเรื่องเผ่าพันธุ์อสูร
เห็นความสามารถกำกับอริยะได้ ในตัวมังคลา พระนางจึงหวังพึ่งพาอีกแรง
และได้ผลตรงเข้าหาชาวบ้าน ทั้งโปรยทานหว่านเม็ดเงินยามลงพื้นที่
เสียงสรรเสริญจากชุมชน ทำให้อริยะกลายเป็นบุคคลมีอิทธิพลต่อใจทันที
“น้องนางเห็นบ่ บาดหนิ”
ท้าวรณชัยทักในคำพูด เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ลุกคืบ เอาตัวอริยะมาใช้งาน
“แฮกกะคึว่ามาร พออีหลีแล้วจบเจืออยู่เด้”
ข้อวิจารณ์ซึ่งจามรเทวีนึกไม่ถึง ลูกอสูรตนนี้พอมีดีอยู่บ้าง
“บักมังคลา เป็นจังได๋หล่ะ”
ที่ถามไถ่เพราะระแวงกลัวแว้งกัดอีกรอบ ท้าวรณชัยไม่เคยไว้ใจสักที
“เบิ่งทรงสิหลาบหละตี๊ งวดนี่เว้าหยังกะฟังง่ายขึ้น”
พระนางตอบให้รู้ตำแหน่งราชครู คงจะมีหน้ามีตาสำหรับมังคลา
“จังได๋กะประมาทมัน บ่ได่เด้อบักหนิ”
เห็นกำพืดกันมาก่อน ท้าวรณชัยจึงเอ่ยมุมสันดานที่อันตราย
ควบความทะเยอทะยานไม่น้อย ขั้นมังคลาเคยเป็นใหญ่มาแล้ว
“ยากหยัง เฮากะยกองค์หญิงจารนี จารเกศ ให้มันไปจักคน”
ความคิดจามรเทวี จะใช้หลักเดียวกับบิดาของพระนาง
เอาธิดามาแลกถ่วงดุลมังคลา เพื่อไม่ให้ทำอะไรเกินขอบเขตเขยหลวง
“สิคึบ่น้อ”
รู้เต็มอกองค์หญิงทั้งสองเป็นลูกสาวตน ท้าวรณชัยยังกังวลอนาคต
“สิเว้ากับจารนีก่อน”
เห็นแววบางอย่างจากการพิจารณา จามรเทวีเอ่ยขึ้น
“จังซั่น กะแล้วแต่น้องนางโลด”
ถือให้เป็นการตัดสินใจของจามรเทวี ในเรื่องนี้
เนื่องท้าวรณชัยยังต้องปกปิดความจริง ซึ่งไม่อยากให้เรื่องราวถูกเปิดเผย
...ฝั่งพันธมิตรของพรรคพวกประชาธิปไตย คิดการณ์ไกล
ประสงค์แยกตัวเป็นอิสระจากรัฐศรีจนาศะ อาณาจักรส่วนกลาง
รวบรวมสมาคมจัดตั้งภาคีขึ้นมาเอง ในรูปแบบองคาพยพที่สอดคล้อง
สูงสุดคือชาติมวลประชากร รองลงมาศาสนาอันควรมี
คงไว้ในสถาบันกษัตรา ท้าวฟ้าฟื้นคือตัวแทน
เริ่มจากสามนครประกาศความเป็นไท ตักสิลาสารคาม
ฟ้าแดดสงยางกาฬสินธุ์ และขามแก่นแดนคูน
ช่วงสงบจบศึกกับท้าวรณชัย จึงเข้าสู่ระยะจัดตั้งคณะปกครอง
รากฐานมาจากความปรองดอง วางผังระบุตัวผู้มีบทบาท
มุ่งพัฒนาสิทธิและเสรีภาพ ทั้งนำพาบ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง
ผ่านมติส่วนมากจากลงคะแนนนับ แต่งตั้งท้าวเทศเป็นที่ปรึกษาทุกด้าน
และยังไม่หมดเท่านี้ ต่างปวารณาจะสร้างอาณาจักรแห่งใหม่ขึ้นมา
เผื่อไว้ในวันข้างหน้า ทางท้าวรณชัยคงไม่ปล่อยไปง่าย ๆ
ต้องยกกองทัพมาราวีตลอดแน่ เพื่อไม่ให้พ่ายแพ้
จึงจำเป็นขยับขยายอาณาเขต หาแนวร่วมกลุ่มที่มีอุดมการณ์เดียวกัน
วางแผนตะลุยแดนราบสูง ภูมิทัศน์มีสายน้ำขนาดใหญ่ไหลผ่าน
เส้นแนวสันเทือกเขาล้อม ตรงกลางเป็นแอ่งกะทะสกลบริเวณกว้าง
แหล่งรวมหลากหลายชาติพันธุ์ ประการสำคัญยังไม่มีสังกัดในอาณัติใคร
ขบวนบุกเบิก บักลายสือขึ้นมาเป็นผู้นำอย่างเต็มตัว
ฝูงวัวเทียมเกวียน กองคาราวานแถวยาวเหยียด
หมู่มวลเชื่อมั่น แสวงหาถิ่นลงหลักปักฐาน ก่อตั้งชุมชนอันแข็งแกร่ง
“พวกเฮาพักแฮม ม่องนี่หละเนาะ”
นึกประหลาดใจในแสงวิบวับจากแหวนที่สวมนิ้ว
ลายสือมองไปรอบ ๆ หาข้อสงสัยถึงสื่อเตือนภัย อันไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น
ท่ามกลางป่าดง ไม่ไกลกันนักมีเขตหวงห้ามหมู่บ้านร้าง ซ่อนอยู่ในหุบเขา
สัญชาตญาณสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือก ที่แทรกผ่านผิว
“จักเป็นจังได๋ พ่อเทวดาว่าบ่”
ขนลุกตั้งชัน ตาลุนเอ่ยตามความรู้สึกพิลึกแปลก ๆ
“บ่มีหยังดอก แนวพวกเฮามาดี”
ลายสือคล้ายเปรยบอกเจ้าที่ ขอแค่อาศัยพักนอนแรมทาง
กิตติศักดิ์แถบดงสิงขอน เสือหาญได้ยินมาบ้างในความลี้ลับ
“ข่อยให้แบ่งกันเฝ้ายามแล้ว เอ้าหนิอ้ายลุน”
มีที่ไหนเสือหาญยื่นผ้าถุงให้ใส่ บอกเป็นนัยแก้เคล็ด
กรณีเป็นผู้ชายส่วนใหญ่ หลับไหลตายปริศนา
ถนัดสายเล่นแร่แปรธาตุยังหัวเราะ ตาลุนฉุนเฉียวท้าทาย
“บ่ะ! มึงกะเชื่อซั่นตี๊ หาญ”
อุตส่าห์หวังดีหามาให้ลายสืออีกคน แนะสวมไว้พรางตัวแต่งเป็นหญิง
“ของจังซี่ กันไว้ก่อนเถาะ”
บางคนแนะให้ใช้ผ้าขาวม้าพันนุ่ง ทำเหมือนผ้าถุงก็ได้
“เฒ่าปานนี่ กูจักสิญ่านหยังหละเว้ย”
ตาลุนนึกตะหงิดอยากลองของ พ่นคำพูดเชิงบ่นเรื่อยเปื่อย
จนลายสือออกตัว คลี่ผ้าถุงซึ่งคุ้นตา น่าจะเป็นของแม่ที่เผื่อแผ่ให้หยิบยืม
“คั่นเฮ็ดแล้ว ให้พวกพ้องซำบายใจ กะใส่สาถ่อนั่นแหล่ว”
ในเมื่อเสือหาญจัดแจงเป็นธุระ หามาจากบรรดาผู้หญิงที่ร่วมขบวนด้วย
“จังได๋ คึบ่เฒ่าพ่ออาจารย์”
สวมใส่ทำเป็นตัวอย่าง จากนั้นลายสือหันมาถามกันเอง
“สิให้กูหยำหมาก ปากแดงนำบ่”
ยอมทิ้งความกระอักกระอ่วน เพื่อความสมจริง ตาลุนกึ่งประชดกับเสือหาญ
“ซัมนี่ ซุมผีแม่ม่ายกะบ่อยากได่เจ่าดอก”
ทันใดเสือหาญหลุดปากพูดออกมาจนได้ ในสิ่งควรระวัง
เรื่องทั้งเรื่องฟังมาอีกทีจากบักสกล คนชำนาญถิ่นนี้
“ห่วย ๆ ฟ้าวไปบอกกันเด้อ เด็กน้อยผู้ชายกะบ่เว้น”
เป็นตาลุนรีบกระตือรือร้น เพราะ*ตำนานผีแม่หม้าย
ถูกเล่าลือขจรขจายไกลถึงด่านศิลา บ้านเดื่อเช่นกัน จึงเร่งเสือหาญ
“ข่อยเอิ้นมาตุ้มกัน ก่อนตะเวนตกดินแล้ว”
อดีตโจรกลายเป็นกองเวรยาม เสือหาญได้หน้าที่อีกอย่างคอยป้องกันภัย
“กูสิเฮ็ดจังได๋ บาดหนิ”
พึมพำทำตัวไม่ถูก ตาลุนกะใช้คาถาเป่าครอบบริเวณจุดพัก
จะทันเวลาหรือไม่ กับความกระชิดใกล้ทุกขณะ
“บ่ต้องเฮ็ดหยังดอก อีหยังสิพ้อกะต้องพ้อตั๊ว คั่นหลีกบ่ม้ม”
นิสัยชอบพิสูจน์หาความจริง บักลายสือมีมาแต่ไหนแต่ไร
จึงบอกไปให้ตาลุนไม่ต้องคิดมาก ถ้าสถานการณ์มาถึง
“โอ๊ยน้อ ท้าวจังแม่นสมเป็นลูกแถน แต่อาจารย์ห่วงซุม บ่มีของดีคุ้มคิงแมะ”
กระวนกระวายความหมายตาลุน เอ่ยยังคนในขบวนเกวียนต่างหาก
ที่ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ติดตัว เลยกังวลจะพลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วย
พลันลายสือนึกทำผ้ายันต์แจกทุกคน ให้มีของขลังพกไว้ยามคับขัน อันพอช่วยได้ในเรื่องปาฏิหาริย์
เหนือสิ่งใดในตอนนี้ ต้องเตรียมตัวรับมือกับปัญหาที่กำลังเข้ามาทำร้าย
...บรรยากาศโพล้เพล้ปลายแสงตะวันลับตา หลังจากตากผ้าอ้อมเสร็จ
วิญญาณผีแม่หม้ายเริ่มอาละวาด พากันออกล่าเหยื่อ
จับกลุ่มตรงดิ่งมาถึงที่พักแรมของกองเกวียนคาราวาน
“อีใบ มึงพาพวกมันไปทางพุ้น”
เหมือนกับแบ่งงานกัน ตัวการนางสำเป็นหัวหน้าคณะผีแม่ม่าย
“อีฝน อีสอ มากับกู”
กระจายล้อมกรอบ รอบบริเวณลักษณะจะไม่มีใครหนีไปได้
อิทธิฤทธิ์มาจากความอาฆาต ในพฤติกรรมชายที่รัก
ซึ่งแต่งงานอยู่กินฉันท์ผัว เมีย จนกระทั่งตั้งครรภ์
ผัวของมันก็เผยสันดาน ตีตัวออกห่างไปติดหญิงสาวอีกคน
สมคบลอบมีสัมพันธ์กัน อีสำช้ำใจในความเจ้าชู้ของผัว
ช่วงจวนเจียนใกล้คลอด หนีหายไม่กลับมาหามันอีกเลย
แรมสิบห้าค่ำ อีสำเจ็บท้องจะคลอดลูก หมอตำแยพยายามสุดกำลัง
ท้ายแล้วอีสำตายท้องกลม แต่วิญญาณมันลอยล่องไปหาผัวจนเจอ
พบกับภาพบาดตา ขณะผัวของมันนอนหลับกกกอดเมียใหม่
ทนไม่ได้ในสิ่งที่เห็น จึงฉุดกระชากวิญญาณผัวชั่วออกจากร่าง
ผีอีสำแก้แค้น ลากเอาผัวกลับมาเป็นทาสรับใช้ ล่ามโซ่อยู่กับมันตลอดไป
จุดเริ่มต้นของการรวมตัวพวกผีแม่ม่าย ต่างช่วงมีชีวิตถูกกระทำโดยชายที่เป็นผัว
บ้างตบตีทรมานหรือนอกใจ จนทำให้สะสมความคลั่งแค้น
พอตายไปวิญญาณของพวกนาง จึงวนเวียนคอยที่จะสรรหาผู้ชายคนใหม่มาเป็นผัวทดแทน
ผลัดเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ก่อเกิดตำนานอาถรรพ์เป็นที่โจษจัน
“เอ้า! มึงเห็นคึกูบ่ อีฝน”
สับสนจนอีสำแยกไม่ออกใครหญิง ใครชาย
เพราะผ้าถุงที่สวมใส่และดอกไม้ทัดหู ยังไม่พอเท่านั้น
ทุกคนทาหน้าดำจากคราบเขม่าถ่าน ทำให้ขี้ริ้วขี้เหร่ไม่ชวนพิศมัย
แม้แต่ผีแม่หม้ายเองชักลังเล มาเจอกับสารรูปหลอกตา
“โคตรแม่มึงเอ้ย มีตะผู้ขี้ฮ้าย ๆ ม่องนี่”
ผีอีฝนสถบไม่สบอารมณ์ มองหาคนถูกใจมันไม่มี
“เอาจังได๋ดีเฮา”
ผีอีใบกลับมาถามกับหัวหน้า เนื่องแต่ละคนไม่เต็มชายทั้งนั้น
ขนาดตาแก่อายุมาก ยังออกท่าทางตุ้งติ้ง จะให้มันพิศวาสอย่างไร
“รึว่า พวกมันสิ*ต้มเฮา”
ผีอีสอพยายามจับผิด จะเป็นไปได้หรือไม่ทั้งหมดเหมือนจงใจจัดฉาก
ผีแม่หม้ายรวมกลุ่มประชุมหาสาเหตุ วิธีที่จะได้ผู้ชาย
ทางด้านอีกฝ่ายก็ไม่เบา สรรหาสิ่งมาทำให้ไขว้เขว
“ฮ้อนคัก ๆ เนาะจำปา”
งานนี้บักแปขอสวมบทบาทเอง อาการของมันบ่นว่าร้อนกับจำปา
พลางถลกเสื้อชั้นนอกออก ทำเนียนเหลือเพียงผ้าทบพันเคียนหน้าอกกันอุจาด
สังเกตท่าทางจริตติดสวย จำปาแทบจะกลั้นขำไม่ไหว
ละครที่ซักซ้อมกันไว้ เพื่อผีแม่หม้ายถอดใจไม่เอาวิญญาณ
ส่วนบุกพองนอนทั้งผ้าถุง มันลงทุนแต้มเล็บสีเปล่งปลั่ง
ด้วยกลีบดอกไม้ป่าหาได้แถวนั้น คู่หูต่างวัยบักขุยพาเล่นสนุก
เด็ดจากต้นเอามาตำ คั้นน้ำทาตกแต่งตามเล็บมือ เล็บเท้า ติดทนงดงาม
ผู้ชายทุกคนภายในขบวน ต่างทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองรอด
งัดภูมิปัญญามาสู้กับสิ่งที่ตามองไม่เห็น เน้นกลลวงบังหน้าถึงแม้ว่าจะเป็นผี
ไม่มีเก้อเขินเอินอายกัน อันแสดงว่ากล้าพอทำให้ผ่านเหตุการณ์ร้าย ๆ
“บ่เป็นตะซิแตก ป่ะ ๆ ผัวเฮาถ่าอยู่”
ประโยคอีสำผู้นำคณะ ส่ายหัวกับสภาพตรงหน้า
ชวนบรรดาผีแม่หม้ายกลับคืนเรือนชาน ซบอกผัวเก่ายังจะดีกว่า.
*ตำนานผีแม่หม้าย หรือผีแม่ฮ้าง เป็นความเชื่อเรื่องผีตายท้องกลม
ซึ่งวิญญาณหญิงสาว ที่ตายแล้วได้ออกอาละวาด
ตามหาคนจะไปเป็นสามีในเมืองผี มักเกิดกับแต่ผู้ชาย
ลักษณะนอนตายกะทันหัน อันไม่ทราบสาเหตุในเวลากลางคืน
หรือเรียกว่าโรคไหลตาย โดยภูมิปัญญาชาวบ้านแก้เคล็ด
ด้วยการนำปลัดขิกสีแดง และแต่งหุ่นผู้หญิงมาวางไว้หน้าบ้าน
เป็นความเชื่อพื้นบ้าน ผีแม่หม้ายจะเลือกเอาเฉพาะผู้ชายที่แข็งแรง
หรือผู้ชายที่มีครอบครัวแล้ว ไปเป็นสามีในปรโลก
แนวคิดของชาวบ้าน ถ้าใครไม่อยากให้ลูกชายเสียชีวิต
ต้องสร้างหุ่นชายหนุ่มแก้เคล็ด ห้อยไว้ตรงหน้าบ้าน
ตำนานนี้ถูกนำมาอธิบาย ในปรากฏการณ์ ไหลตาย กรณีเกิดขึ้นเฉพาะภาคอีสาน
การแพร่กระจายข่าวสาร ความเชื่อนี้โด่งดังมากในภาคอีสาน
มุมมองวิทยาศาสตร์และสังคม
เหตุผลทางการแพทย์ การไหลตายมักเชื่อมโยงกับภาวะการขาดธาตุอาหาร
โดยเฉพาะโพแทสเซียม หรือโรคหัวใจ ไม่ใช่วิญญาณถูกผีแม่หม้ายขโมยลักพาไป
การวิเคราะห์ทางสังคม นักวิชาการมองว่าผีแม่หม้ายเป็นกลไกอย่างหนึ่ง
สร้างความเชื่อร่วมกันของสังคม เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ
ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคม เกี่ยวกับข่าวสารที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว
ตำนานผีแม่หม้ายจึงเป็นทั้งเรื่องเล่าลี้ลับ ซึ่งสืบทอดกันมา
สำหรับเป็นอุบายของคนโบราณ ใช้เพื่อความสบายใจ
ในการรับมือกับเหตุการณ์ตาย ไม่ทราบสาเหตุนั่นเอง
*ต้ม ภาษาอีสานยังหมายถึงการหลอกลวง
(อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)
...ข้อมูลบางส่วนใช้ประกอบ เพื่อความบันเทิงเท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณ.