ท่านจ้าวเหนือฟ้าผู้ยิ่งใหญ่ นี่ยังคงเป็เื่ของเ้าหนุ่มสินรุ้งอยู่
เมื่อไม่กี่วันก่อนมันเพิ่งทำให้ท่านตาของมันตบะแตก ไม่บ่อยครั้งนักที่จะมีใครทำให้อาจารย์แสงปัญญาเดือดพล่านได้ถึงเพียงนี้
คืนนั้นเวลาล่วงเที่ยงคืนไปแล้ว พอดีกับที่อาจารย์มีชื่อผู้นั้นเกิดปวดเบา มันลุกออกมาจากห้องนอน คิดเดินไปปลดทุกข์ในห้องน้ำที่ด้านหลังของตัวเรือน พอดีกับที่เห็นแสงตะเกียงในห้องของเ้าหนุ่มสินรุ้งยังคงสว่างอยู่
ผู้เป็ตารู้สึกดีกับหลานชายคนนี้มากเป็พิเศษอยู่แล้ว เนื่องจากลูกชายทั้งสองของมันไม่มีใครฉลาดหลักแหลมเลยสักคน เด็กที่เกิดจากลูกชายพวกนั้นก็กลับเป็หลานสาวที่ห่วงแต่แต่งตัวเสียนี่ เมื่อเห็นว่าหลานชายของตนคนนี้มีปัญญาเป็พร์ ก็พานรู้สึกดีไปว่าตัวเองยังมีเชื้อพันธุ์ปัญญาหลงเหลืออยู่ หากตอนนี้มีคนกล่าวถึงบุตรสาวไม่รักดีของมัน แสงปัญญาก็ไม่ได้รู้สึกระคายหูอีกต่อไปแล้ว
หลังจากที่สอนปากเปล่ามานานพอควร แสงปัญญาก็รู้สึกว่าไม่ได้การ เห็นได้ชัดว่าสินรุ้งมีพร์ที่แท้ เมื่อได้ฟังบทปรัชญาหนึ่งประโยคสามารถขยายความหาความหมายที่ซ่อนอยู่ออกมาได้อีกอย่างน้อยสองประโยค จะให้ใช้ปากถ่ายทอดแบบนี้ต่อไป ผู้เป็ทั้งท่านอาจารย์และท่านตารู้สึกละอายแก่ใจที่ไม่ได้ส่งเสริมผู้มีปัญญา มันจึงใช้วิธีเดียวกับฟ้าไขแสง แสร้งทำตำราตกพื้นไว้ เ้าหลานชายก็รู้ดีเก็บไปอ่าน เมื่ออ่านจบก็เอาตำราไปวางคืนบนโต๊ะ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ดูความกลอกกลิ้งของพวกมันเถิด ท่านจ้าวผู้ยิ่งใหญ่ พอผ่านไปอีกไม่นานฝ่ายอาจารย์คงได้ถือหนังสือมานั่งอ่านออกเสียงข้าง ๆ แสร้งทำทีเป็พูดคนเดียวแล้ว
แสงปัญญาเห็นในห้องสินรุ้งมีแสงสว่าง ก็อดคิดชมเชยไม่ได้ หลังจากปลดทุกข์เรียบร้อยแล้วเดินกลับมา ยังคงเห็นแสงตะเกียงสว่างอยู่ จึงคิดแง้มประตูแอบดูหลานชายตั้งใจอ่านตำราพอให้รู้สึกชุ่มชื่นใจ
แต่พอแง้มประตูออกดูก็เห็นว่าที่โต๊ะอ่านหนังสือไม่มีผู้ใด มิหนำซ้ำภายในห้องก็คล้ายว่าจะไม่มีคนอยู่ แสงปัญญาเกิดความประหลาดใจขึ้นจึงถือวิสาสะเดินเข้าไป พบว่าไม่มีใครอยู่ในห้องนั้นจริง ๆ และบานหน้าต่างถูกเปิดแง้มอยู่
เมื่อผู้เป็ตาไปสำรวจที่โต๊ะหนังสือ ก็เห็นหนังสือที่มันแสร้งทำตกไว้วางอยู่ ที่ข้างกันนั้น เป็ตะเกียงน้ำมันที่ไส้ตะเกียงเหลือสั้นมากแล้ว คาดว่าอีกไม่นานแสงตะเกียงก็คงดับลง ที่ใต้โต๊ะมีชุดนอนชุดหนึ่งพับอย่างเป็ระเบียบวางอยู่ข้างถังใส่น้ำ แสงปัญญาเห็นดังนั้นก็ยิ่งสงสัยใจเข้าไปอีก จึงถือวิสาสะสำรวจโต๊ะของหลานชายต่อ พบว่าในลิ้นชักนอกจากจะม้วนกระดาษแล้ว ยังมีผงสมุนไพรหลายชนิดและถุงใส่เงินอยู่ เมื่อแกะออกดูก็ต้องเบิกตาโต ด้วยภายในมีเหรียญทองหลายสิบเหรียญ และเหรียญเงินอัดแน่นอยู่เป็จำนวนมาก
ท่านเ้าเหนือฟ้าผู้เสวยทิพย์ เหรียญเงินเพียงสามเหรียญสามารถใช้แลกอาหารชนิดธรรมดาในเมืองหลวงได้จานหนึ่ง เหรียญเงินหนึ่งร้อยเหรียญมีค่าเท่าเหรียญทองหนึ่งเหรียญ ตระกูลสุวรรณวารีจัดข้าวปลาอาหารครบสามมื้อ เสื้อผ้าเครื่องใช้ล้วนเตรียมไว้ให้โดยไม่ขาดตกบกพร่อง จึงไม่ได้จ่ายเงินให้บุตรหลานคนใดเป็พิเศษ ถึงแม้ผู้เป็ตาหรือญาติผู้ใหญ่คนอื่นจะให้เงินแก่สินรุ้งบ้างในวันสำคัญเช่นวันขึ้นปีใหม่ แต่มันก็ไม่มีทางที่จะเก็บสะสมเงินทองได้มากถึงเพียงนี้แน่
เมื่อเห็นเช่นนั้นแสงปัญญาก็ใ พลันฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าถึงแม้หลานชายของตนจะใฝ่รู้และรู้จักวางตัว แต่มันก็จับกลุ่มเติบโตร่วมกันมากับพวกญาติผู้ชายเ่าั้ ย่อมมีความห้าวความทโมนบ้างเป็ธรรมดา ไม่แน่ว่าอาจใช้ปัญญาที่มีทำเื่เลวร้ายขึ้น เมื่อในหัวคิดสะระตะได้เช่นนี้ผู้เป็ตาก็ทิ้งตัวลงบนเตียง นอนรอว่าเมื่อไหร่ที่หลานของตนเองจะกลับมา
แต่อย่างไรมันก็อายุมากแล้ว เมื่อได้เอนหลังลงสักครู่ก็เผลอหลับไป เวลาผ่านไปจนเกือบรุ่งสาง ก็เกิดเสียงบานหน้าต่างขยับเปิดเบา ๆ พร้อมกลิ่นสุราคละคลุ้งปลุกแสงปัญญาให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง บัณฑิตชราลืมตาขึ้นมาพอดีกับที่เห็นหลานชายของตนกำลังหิ้วถังน้ำ ใต้วงแขนสองข้างหนีบชุดนอนกับกระปุกสมุนไพรเอาไว้ แต่ยังไม่ทันที่ผู้เป็ตาจะได้ร้องเรียก สินรุ้งก็ปีนหน้าต่างออกไปยังด้านนอกอีกครั้ง
คราวนี้ใช้เวลาไม่นานมันก็ปีนหน้าต่างกลับมา กลิ่นกายหอมด้วยสมุนไพร ที่ก้นถังไม้มีเสื้อผ้าเปียกชุ่มม้วนเป็ก้อนกลมอยู่ ตัวของสินรุ้งเองก็ผลัดเปลี่ยนเป็ชุดนอนตัวใหม่เรียบร้อยแล้ว
ใบหน้าอารมณ์ดีของมันต้องชะงักค้างเมื่อหันกลับมาเห็นชายที่นั่งปั้นสีหน้าเคร่งเครียดอยู่บนเตียง “ท่านอาจารย์ตา” สินรุ้งเรียกหาแสงปัญญาอย่างนี้ “ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่...”
ข้าแต่ท่านจ้าวเหนือฟ้า กระหม่อมได้ยินมันพูดตะกุกตะกักเช่นนี้จริง เด็กหนุ่มใจหวั่นหวาดนั่นช่างน่าขันยิ่งนัก ในยามกะทันหัน แม้แต่สมองอันปราดเปรื่องของมันก็ยังคิดหาคำพูดออกมาไม่ได้
แสงปัญญาจ้องมองหลานชายคนโปรดด้วยท่าทางราวกับไม่เคยเห็นมันมาก่อนในชีวิต “เ้าไปไหนมา นี่เ้า...” มันตวาด ก่อนไล่สายตาสำรวจสภาพของเด็กหนุ่มตรงหน้า “นี่เ้าไปดื่มสุรามาอย่างนั้นหรือ”
สินรุ้งชะงักไป ดวงตากลอกกลิ้งไปมาราวกับกำลังพยายามหาข้อแก้ตัว แต่ท้ายที่สุดก็ไม่มีสิ่งใดออกมานอกจากคำว่า “ขอรับ” คำหนึ่ง
ลูกตาของแสงปัญญาแทบถลนออกจากเบ้า มันหอบหายใจแรงขณะแค่นเสียงถามออกมาว่า “ไปยัง... ไปยังที่ใด”
สินรุ้งอึกอักตอบกลับไปว่า “ย่อมเป็ที่ร้าน... ร้านจำหน่ายสุรา”
ฝ่ายผู้เป็ตาแยกเขี้ยว “อย่ามาเล่นลิ้นกับข้า สินรุ้ง เ้าไปยังร้านสุราใด”
สินรุ้งลอบกลืนน้ำลาย แม้ยังคงปั้นสีหน้าให้ราบเรียบได้แต่ในใจของมันนั้นแทบกรีดร้องออกมาแล้วด้วยไม่เคยเห็นผู้เป็ตาดูเดือดดาลมากเท่านี้มาก่อน มันหลุบตาต่ำขณะเอ่ยตอบ “เป็... เป็ร้านกุหลาบบ้านพิราบป่า”
เชื่อว่าไม่มีใครในกรุงไตรสุวรรณที่ไม่รู้จักร้านกุหลาบบ้านพิราบป่า ทางการเรียกสถานแบบนี้ว่าร้านกำเนิดรัก พวกมนุษย์เหล่านี้ช่างไม่เจียมตัว พวกมันจะกำเนิดรักอันใด ปัญญาชนทั้งหลายต่างรู้ทั่วกันทั้งนั้นว่า ความรักทั้งหลายในสามภพนั้นล้วนถูกบันดาลจากท่านจ้าวเหนือฟ้าทั้งสิ้น ร้านกลางคืนที่ตั้งชื่อสวยหรูของมันไม่ต่างอะไรกับซ่องโสเภณี เพียงแต่ปกปิดมิดชิดและมากด้วยพิธีการกว่าเท่านั้น
สีหน้าของแสงปัญญาบ่งบอกให้หลานชายรู้ว่ามันรู้จักร้านกำเนิดรักแห่งนั้นดี ผู้เป็ตาลุกขึ้นยืน รูจมูกบานออกด้วยความโกรธ ริมฝีปากคู่นั้นสั่นระริก “เ้าเอาเงินจากที่ใดไปเที่ยวที่นั่น” เมื่อเห็นอีกฝ่ายอ้าปากจะตอบ มันก็รีบพูดขัดคอต่อ “อย่าบอกนะว่าเ้าใช้เงินเก็บ ข้าไม่เชื่อ”
สีรุ้งปั้นยิ้มแห้ง ๆ ตอบกลับไปว่า “ท่านอาจารย์ตา หลานใช้เงินเก็บของหลานเองจริง ๆ ท่าน...”
แสงปัญญาพูดขัดขึ้นมาทันทีว่า “ข้าไม่เชื่อ เ้าอย่ามา...”
“ท่านอาจารย์ตา ฟังหลานอธิบายก่อน” เด็กหนุ่มรีบร่ำร้องเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายคล้ายไม่้าฟังคำอธิบาย “ท่านอาจารย์ตา หลานไม่ได้คิดไปหาความสำราญถ่ายเดียว หลาน... หลานมีความคิดที่จะหาเงินด้วย”
ดวงตาของแสงปัญญาหรี่เล็กลง แต่จังหวะหายใจดูดีขึ้น คล้ายกับสนใจสิ่งที่หลานชายพูดออกมา “เ้าหาเงินอย่างนั้นหรือ” มันถาม “หาอย่างไร หาจากใคร ใช่... ใช่เ้าทำสิ่งผิดกฎหมายบ้านเมืองหรือไม่”
“หลานย่อมไม่ได้ทำผิดกฎหมายบ้านเมืองแต่อย่างใด” สีหน้าของสินรุ้งดูดีขึ้นเมื่อเห็นท่านตาของมันใจเย็นลง “หลานหาเงินจากเหล่าสตรีที่ร้าน”
เมื่อตอบออกมาเช่นนี้ก็รู้ตัวว่าพูดผิดไป “หลานไม่ได้หมายความเช่นนั้น ท่านอาจารย์ตา” มันรีบร้องออกมาเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าคล้ายจะเป็ลม “ท่านอาจารย์ตาทำใจดี ๆ เอาไว้ก่อนขอรับ หลานเล่าแล้ว หลานจะเล่าทุกอย่างให้ท่านฟัง”
หลังจากปลุกปลอบผู้มีศักดิ์เป็ตาอยู่ครู่หนึ่งจนกลับมาเป็ปกติแล้ว สินรุ้งก็เริ่มเล่าถึงการผจญภัยของมันออกมาให้อีกฝ่ายฟัง
มันออกเที่ยวมาหลายเดือนแล้ว นับั้แ่ลูกพี่ของมันอายุได้สิบเจ็ด ในครั้งแรกเด็กหนุ่มเพียงหาโอกาสปีนออกนอกหน้าต่างไปสมทบกับฟ้าไขแสงและพวกใน่กลางดึกแล้วกลับมาก่อนรุ่งสาง แต่เมื่อกลับมาจากท่องราตรีวันแรกนั้นก็รู้สึกผิดท่า
ด้วยเสื้อผ้า ตัวและปากล้วนมีกลิ่นสุราติดมาด้วยจึงต้องทำทีเป็ไม่สบาย ดังนั้นเมื่อมีแผนออกไปเที่ยวอีก มันจึงต้องหาทางแก้ไข
ในเื่ของการเตรียมสมุนไพรดับกลิ่นสุรานั้นสินรุ้งคิดได้แต่แรก หากแต่ปัญหาสำคัญคือเวลาที่ฟ้าไขแสงเลือกออกเที่ยวนั้นยังไม่ดึกมากนัก แค่คำนวณเวลาว่าบิดามารดานอนหลับหมดแล้วก็เป็อันใช้ได้ แต่คนที่อยู่ในคฤหาสน์ฝั่งของสินรุ้งนั้นนอนดึกกว่ามาก ถ้ามีใครเกิดเปิดประตูเข้ามาแล้วไม่พบตัวความต้องแตกแน่ หลังจากที่ขบคิดอยู่นาน มันก็ยังหาวิธีแก้ไขไม่ได้ เด็กหนุ่มจึงหันเหความสนใจไปยังเื่อื่น คิดจุดตะเกียงอ่านตำรา
ท่านจ้าวแห่งปัญญา ในตอนที่สายตาของเ้าหนุ่มสินรุ้งนั่นมองไปเห็นตะเกียงบนโต๊ะหนังสือ สีหน้าของมันไม่ต่างอะไรกับตอนที่พระองค์ประทานไฟให้กับบรรพบุรุษของมันเป็ครั้งแรก มันรีบตรงไปหยิบตะเกียงมาพิเคราะห์ ตะเกียงดวงนั้นใช้ไส้ตะเกียงสำหรับอ่านหนังสือ ถ้าเป็ไส้ใหม่จะสามารถจุดทิ้งไว้ได้ทั้งคืนโดยไม่ดับ เมื่อคิดได้ดังนั้นมันก็รีบควานหาไส้ตะเกียงใหม่ในลิ้นชัก วัดความยาวของไส้ตะเกียง แล้วคำนวณเวลาที่เหมาะสม
เ้าหนุ่มนั่นกลอกกลิ้งนัก มันจงใจตัดแต่งไส้ตะเกียงให้ห้องสว่างอยู่ครึ่งคืน แสร้งทำเป็ว่ามันกำลังอ่านตำราอยู่ คนบ้านนี้รู้ดีว่ามันแอบร่ำเรียนหนังสือ แต่ก็ไม่มีใครคิดเปิดโปงด้วยเห็นว่าไม่ใช่เื่คอขาดบาดตาย ถ้ามันทำทีเป็อ่านตำราอยู่ ก็ย่อมไม่มีใครคิดเข้าไปยุ่ง ด้วยกลัวว่าพอเห็นความผิดคาตาแล้วจะวางท่าไม่ถูก จะนิ่งเฉยก็ผิดมโนธรรม จะไปแจ้งทางการให้มาจับลูกหลานของตนเอง ก็ยิ่งรู้สึกผิดมโนธรรมเข้าไปอีก
ยิ่งตัวอาจารย์มันยิ่งแล้วใหญ่ แค่จะส่งหนังสือเล่มหนึ่งให้อ่านยังต้องทำทีเป็ลืมหล่นเอาไว้ จะเน้นให้อ่านตรงไหนยังต้องทำเผลอมีใบไม้สอดคั่นหน้าอยู่ ถ้าเห็นมันจุดตะเกียงอ่านหนังสือ ไหนเลยจะกล้าเข้ามายุ่ง
รับสารภาพถึงตรงนี้แสงปัญญาก็โกรธจนหน้าเขียวคล้ำ กัดฟันถามต่อ “แล้วเื่หาเงินของเ้าเล่า เ้าทำเช่นไรถึงได้มีเงินสะสมมากขนาดนั้น”
“เงินสะสม” สินรุ้งทวนคำ เลิกคิ้วสูง “นี่ท่านอาจารย์ตาได้รื้อค้นลิ้นชักของหลานหรือขอรับ”
เมื่อเห็นสีหน้าของผู้เป็ตา เ้าหนุ่มสินรุ้งก็ก้มหน้าเล่าสืบต่อโดยไม่กล้าเอ่ยปากทวงถามอะไรอีก