“เดี๋ยวสิครับท่านฟานเซล!”
“สรุปคือเราจะทิ้งพวกเขางั้นหรือคะ?..”
“ท่าน ผอ.”
“อาจารย์ใหญ่..เราจะทิ้งพวกเขาไม่ได้นะ”
“รบกวนทบทวนใหม่อีกรอบเถอะครับท่านฟานเซล”
อาจารย์หลายคนมีท่าทีคัดค้านขึ้นทันควัน..แม้กระทั่งคนที่ปฎิเสธเรื่องให้ความช่วยเหลือก็ยังตกใจ
ฟานเซล ฟอน แคโรไลน์ เขาคือขุนนางชั้นสูงผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์ใหญ่หรือผู้อำนวยการของโรงเรียนอัศวินเวทมนตร์แห่งนี้นั่นเอง
“ฉันแค่บอกว่าให้จบการประชุมเฉยๆ แต่ไม่ได้บอกว่าจะทิ้งพวกเขาเลยนะ”
อาจารย์หลายคนทำหน้าสงสัยขึ้นมาทันที
“หมายความว่ายังไงน่ะครับ?”
“พวกเราในตอนนี้ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะช่วยเหลือพวกเขาได้ อีกอย่างบุคลากรของอาณาจักรไม่ว่าจะกองทหารแม่ทัพหรือองครักษ์ที่มีเลเวลถึง40ก็มีไม่มากด้วย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกที่มีเลเวลเกินกว่านั้นหรือแตะ50เลย ในขณะที่เอเรนมีเลเวลถึง64 ถ้าหากเอเรนช่วยออกมาไม่ได้ ในอาณาจักรนี้ก็ไม่มีใครช่วยพวกเขาได้แล้วล่ะ”
ก่อนหน้านี้อาณาจักรเบลฟาร์สสูญเสียบุคลากรสำคัญอย่างทีมกู้ภัยและทีมสำรวจไปมากพอแล้ว ซึ่งพวกเขาทุกคนล้วนมีเลเวลไม่แพ้พวกระดับแม่ทัพของกองทหารอาณาจักรเลย ฉะนั้นการต้องเสียพวกเขาไปมากกว่านี้ในภารกิจที่ยังไงก็สำเร็จได้ยากจะทำให้อาณาจักรเบลฟาร์สอ่อนแอลง และเสี่ยงต่อการถูกอาณาจักรอื่นเข้ารุกรานได้ ซึ่งนั่นเป็นผลลัพธ์ที่ไม่คุ้มเสียแม้แต่น้อย
ทว่าคำพูดของอาจารย์ใหญ่ที่บอกว่าจะไม่ทิ้ง แต่สุดท้ายก็เป็นการบอกอ้อมๆให้ทิ้งอยู่ดี
“นั่นสินะครับ..สุดท้ายก็คงต้องทำใจ”
“เห้ยๆเดี๋ยวสิ...ฉันยังไม่ได้พูดว่าจะทิ้งพวกเขาสักหน่อยนะ…เห้ออ…ทำไมพวกคนหนุ่มสาวในยุคหลังนี้ชอบมโนกันไปเองจริงๆ”
ฟานเซลชายดูมีอายุกล่าวแบบนั้น
“ถ้างั้นมันหมายความว่ายังไงล่ะครับ..ที่บอกว่าจะไม่ทิ้งน่ะ..ท่าน ผอ. กระผมอยากให้ท่านช่วยแถลงไขให้ละเอียดด้วยครับ”
“สิ่งที่ฉันจะบอกก็คือ..พวกเราไม่คิดจะทิ้งพวกเขา..แต่พวกเราจะเชื่อมั่นในตัวพวกเขาต่างหาก”
“เชื่อมั่น?”
“ใช่แล้วล่ะ…เชื่อมันในตัวของเอเรนและเชื่อมั่นในตัวของกลุ่มเด็กซุกซนพวกนั้นที่ก่อเรื่องวุ่นวายในโรงเรียนบ่อยๆไงล่ะ..ว่ายังไงพวกเขาต้องรอดกลับมาได้แน่ๆ..และนี่ก็จะเป็นบททดสอบครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตที่จะเปลี่ยนตัวพวกเขาให้เป็นอัศวินจอมเวทย์ที่แท้จริง”
ฟานเซลกล่าวด้วยใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
***
ผนังหินสีดำสนิทท่ามกลางความมืด
เสียงกระทบกันของอาวุธดังจนแก้วหูแทบฉีก
สะเก็ดไฟเสียดสีฟุ้งกระจายเป็นหย่อมๆ
แสงสกิลจากสีของพลังเวทอันก่อกำเนิดจากอาวุธของแต่ละฝ่ายลากผ่านวืดวาดไปมาคล้ายการแสงไฟในการละเล่นยามราตรี…แต่สิ่งนี้ไม่ใช่การละเล่นใดๆทั้งนั้น
กลิ่นไอของจิตสังหารและกลิ่นคาวเลือดแผ่ซ่านไปทั่วท่ามกลางอุณหภูมิที่ลดต่ำลงจนเย็นเฉียบ
ขวาน2คมห่อหุ้มด้วยแสงสกิลสีม่วงสับลงมาจนเกิดคลื่นสายลมหวีดหวิว
‘ชิ..ไอเวรตะไลเอ้ยยย….มือชาไปหมดแล้ว’
เรเวลใช้หอกปัดการโจมตีจากขวานใหญ่แล้วเบี่ยงออกไปด้านข้าง..นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้
หลังจากจัดการสกูร์ชิพและเคลียร์เรื่องมานาโพชั่นเรียบร้อย พวกเขาตัดสินใจมุ่งหน้าไปตามเส้นทางของข้อมูลที่ถูกใส่ไว้ในหัว แน่นอนว่าไม่ได้ไปทางนั้นตรงๆแต่เลือกที่จะอ้อมไปแทน โดยอาศัยแผนที่3มิติของเซซิเลียเพื่อหลีกเลี่ยงในการเผชิญหน้ากับสัตว์ปีศาจจำนวนมากๆในคราวเดียว เพราะพลังเวทและมานาโพชั่นอาจมีไม่พอได้
และในตอนนี้พวกเขาก็กำลังเผชิญกับสัตว์ปีศาจรูปร่างสุดพิลึกเหมือนสัตว์ในนิทานเกือบ10ตัว
---------------------
[เซนทอร์]
สัตวปีศาจ: LV52
เผ่า: สัตว์ผสม (สายพันธ์ุกึ่งบริสุทธิ์)
รายละเอียด: -
--------------------
สัตว์ปีศาจร่างกายเป็นม้าแต่ลำตัวและหัวเป็นคน
ถ้าจะอธิบายง่ายๆก็คือเอาม้าตัดคอออก แล้วเอาคนที่ถูกตัดขาออกไปจนเหลือแค่ครึ่งตัวมาต่อกันนั่นแหละ นับว่าประหลาดดีแท้ แต่ฝีมือเล่นเอาขำไม่ออกเลย
เรเวลหลบขวานที่เหวี่ยงเข้ามาไม่รู้กี่รอบ ส่วนที่หลบไม่ทันก็ใช้หอกปัดไปโดยรับแบบปล่อยผ่าน
ตอนนั้นเองมีธนูเหล็กยิงออกมา จนได้ยินเสียงหวิวของสายลมพุ่งเข้ามาทางมุมซ้าย
มือซ้ายของเรเวลหุ้มด้วยออร่าสีรุ้งแล้วปัดลูกธนูนั้นทิ้งทันที แต่เซนทอร์ที่อยู่รอบๆก็ไม่ได้ตกใจแม้แต่น้อย
->สะสม BC 7 (+1)
‘เล็งจุดอับงั้นรึ..ฉลาดดีนิ’
ตอนนี้มีเซนทอร์สัตว์ปีศาจครึ่งคนครึ่งม้ากว่า8ตัวกำลังล้อมรอบทีมของเรเวลอยู่ บางตัวถือธนู บางตัวถือขวานใหญ่2คม บางตัวถือดาบ2มือ และบางตัวถือหอก
รูอันอยู่ตรงกลางคอยร่ายเวทสนับสนุน ถึงแบบนั้นก็ต้องคอยหลบลูกธนูของเซนทอร์ที่เป็นลูกหลงยิงเข้ามาด้วย ส่วนเซเลน่า เซซิเลีย และเรเวลกำลังรับมืออย่างยากลำบาก ไม่สามารถฆ่าแบบพริบตาได้เหมือนที่คิด คงต้องบอกว่าหลังจากชนะสกูร์ชิพได้ พวกเขาดูถูกสัตว์ปีศาจมากเกินไป จนความมั่นใจเกินตัวนั่นจะกลายเป็นดาบ2คมที่คอยเด็ดชีวิตพวกเขาเสียเอง
“ตอนนี้พวกเรากำลังถูกล้อม..กำลังอยู่ในยุทธศาสตร์ที่เสียเปรียบต้องรีบฝ่าออกไปก่อน…ขึ้นสู้แบบนี้คงมีตายกันสักคนแน่” เรเวลกล่าวออกมาแบบนั้น
“เออออพูดง่ายเนอะ…ถ้างั้นจะฝ่าออกไปยังไงล่ะ…อึก…”
เซเลน่าใช้สกิล<ซอร์ดเบรด> อาร์ติเฟกซ์ถุงมือสีแดงเปลี่ยนกลายเป็นดาบยาวสีแดงห่อหุ้มทั้งแขน พยายามรับการโจมตีจากดาบ2มือ ตอนนั้นเองมีเซนทอร์อีกตัวถือหอกแล้วขว้างเข้ามา
“ชิ”
เซเลน่าใช้มืออีกข้างร่ายสกิลยิงบอลเพลิงสายฟ้าพุ่งเข้าไปทำลายหอกเล่มนั้น และพุ่งต่อไปเข้าไปหาเซนทอร์ตัวที่ขว้างหอกมา
“!”
สัตว์ปีศาจเห็นว่าหลบไม่ทันจึงรีบไขว้แขนป้องกัน
‘ตู้มมม’
เกิดควันรอยฟุ้งและมีสายฟ้าแลบไปมา ส่วนเซนทอร์ตัวนั้นแค่แขนหักและมีรอยไหม้นิดหน่อย แม้จะไม่ถึงตายแต่คงจับอาวุธไม่ได้อีกแล้ว...มั้งนะ
‘เวทไฟ-ฟินิกซ์ออร่าวิงเกิล’
ปีกสีแดงคล้ายปีกของนกฟินิกซ์งอกออกมาจากกลางหลังของเซเลน่า1ปีก ถึงจะแค่ปีกซ้ายเท่านั้น แต่ไม่ว่าใครมองดูแล้วเซเลน่าในลุคนี้ก็ดูทั้งน่ารักและเท่ไม่เบา
ปีกซ้ายที่งอกกลางหลังแผ่ขยายอย่างสง่างามปลดปล่อยประกายเพลิงสีแดงอันมองแล้วน่าลุ่มหลง พร้อมกับขนนกที่เรียงตัวอย่างสวยปราณีตบนปีกค่อยๆส่งอนุภาคแสงสีส้มเข้มออกมาหลอมรวมกับประกายแสงสีแดง
‘เวทไฟ-เอนชานต์ไฟเยอร์อบิลิตี้’
ขาข้างขวาของเซเลน่าหุ้มด้วยเปลวไฟแห่งฟินิกซ์
เธอถีบพื้นเร่งความเร็วก้มหลบดาบคู่ของเซนทอร์ที่เหวี่ยงกวาดในแนวนอนจากนั้นไปโผล่ด้านข้างซึ่งเป็นจุดอับ
ถุงมือสีแดงข้างขวาของเซเลน่าหุ้มด้วยแสงสกิลสีแดง
‘เวทไฟ-อิมแพ็คพันซ์’
หมัดชกเข้าไปที่สีข้างของศัตรูเต็มแรงจนศัตรูถอยกรูดไปหลายเมตรแล้วเกิดระเบิดขึ้น
“แฮ่กๆๆ….อึก”
เซเลน่าหอบหายใจด้วยความเหนื่อย
ปีกของของนกฟินิกซ์ซึ่งเป็นสัตว์เทวะในตำนานค่อยๆสลายหายไปจากด้านหลัง
แน่นอนว่าหากร่ายสกิลถี่ๆย่อมทำให้ได้เปรียบและชนะได้เร็วขึ้น แต่ทว่ามีความจริงอย่างหนึ่งที่เด็กหนุ่มสาวเหล่านี้พึ่งค้นพบ
ความจริงที่ว่าการต่อสู้แบบนี้ไม่ใช่การฝึกซ้อม ไม่ใช่การประลอง และไม่ใช่การเก็บเลเวลกับมอนสเตอร์ธรรมดาเหมือนที่ผ่านๆมา แต่สิ่งที่พวกเธอกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้คล้ายกับว่ามันคือสงครามขนาดย่อม
ในการประลอง การฝึกซ้อม หรือการสอบเข้าโรงเรียนอัศวินเวทมนตร์นั้น เป็นการต่อสู้แบบ 1-1 ภายในเวลาที่จำกัด ซึ่งเวลาที่จำกัดและมีคู่ต่อสู้เพียงแค่คนเดียวนั้นทำให้ใช้พลังเวทโดยการสาดสกิลเท่าไหร่ก็ได้จนแทบไม่ต้องกังวลเรื่องพลังเวทหมด แต่สิ่งที่เผชิญอยู่ตรงหน้านั้นไม่ใช่
ส่วนการเก็บเลเวลที่ผ่านมาบนพื้นดินนั้นได้มีผู้ออกแบบไว้ให้แล้ว นั่นคือ
1.ศัตรูที่สู้ด้วยไม่ได้เก่งมากมาย
2.ใช้เพียงแค่1สกิลก็จัดการได้หลายตัว
3.ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสกิลก็สามารถฆ่าได้สบายๆเช่นกัน
4.ต่อให้ใช้พลังเวทหมดก็ไม่ต้องกลัวตาย เพราะการฝึก/เก็บเลเวลมีผู้ดูแลหรือผู้ควบคุมคอยคำนวนเรื่องความปลอดภัยไว้ให้แล้วว่าห้องนี้ ทีมนี้ คนนี้ พลังเวทจะหมดเมื่อไหร่ พักตอนไหน กลับตอนไหน ถึงจะเหมาะสม นอกจากนี้เพื่อนร่วมทีมอื่นๆที่อยู่ด้วยก็มีจำนวนที่เยอะมากพอ นั่นคือไปกันทั้งห้องแถม ยังมีระยะห่างจากกันไม่มาก หากเกิดอะไรขึ้นก็ขอความช่วยเหลือได้เร็วและได้ทัน
แต่ทว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้ ไม่ได้เข้าเงื่อนไขสักกะช้อเดียว
เซเลน่ากระโดดถอยออกมา แล้วหยิบยาเม็ดสีใสซึ่งเป็นมานาโพชั่นที่อยู่ในถุงเวทมนตร์ขึ้นมากิน
เข่าเธอข้างหนึ่งของทรุดลงไปกับพื้น ท่ามกลางเสียงหอบหายใจที่ยังไม่หาย
“ไหวมั้ย..เซเลน่า”
เซซิเลียที่กำลังรับมือกับเซนทอร์อีก2ตัวอยู่ถามด้วยความเป็นห่วง โดยที่ตัวเธอไม่ได้หันมามองและกำลังจดจ่ออยู่กับการต่อสู้เบื้องหน้า
การชะงักไปของเซเลน่าเพียงครู่เดียวอาจทำให้คนอื่นๆในทีมต้องรับภาระหนักขึ้น เพราะต้องรับมือกับจำนวนศัตรูที่เท่าเดิมแต่จำนวนเพื่อนร่วมทีมที่สู้ได้กลับลดลง
“อือ..ไหวอยู่เซซิเลีย..เธอรับมือทางนั้นไปเลย..ไม่ต้องเป็นห่วงทางนี้"
“ท่านเซเลน่าครับ”
รูอันวิ่งเข้ามาร่ายเวทรักษาให้
“นายเก็บพลังเวทไว้เถอะ”
เซเลน่าโบกมือปฎิเสธ บอกว่าเธอไม่ได้บาดเจ็บ
จากนั้นหยิบเม็ดยาสีใสขึ้นมากินอีกครั้ง จนสีหน้าของเธอเริ่มดีขึ้น
‘มานาโพชั่นของเราลดลงไปเยอะพอสมควร..คงจะใช้สกิลเปลืองมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว’
“เอาล่ะ..มาต่อกันเถอะ..ไอ้พวกตัวประหลาดทั้งหลาย”
เด็กสาวผมสีแดงยาวสลวยใบหน้างดงามตะโกนออกมาด้วยน้ำเสียงอันห้าวหาญพร้อมกับสูดหายใจเข้าลึกๆเต็มปอด
เซนทอร์ที่กระเด็นแล้วระเบิดไปเมื่อกี้ใช้ขาที่เป็นขาของม้าพยุงตัวลุกขึ้นมาแล้วจับดาบคู่ที่ตกอยู่ข้างกายพร้อมสู้อีกครั้ง ผิวหนังสีน้ำตาลเข้ม มีเส้นขนที่ไหม้เกรียมเล็กน้อย และมีดวงตาสีแดงฉานสถิตอยู่ในเบ้าตาที่คล้ายของมนุษย์