ตอนที่ 52
ความขัดแย้งภายใน
ถ้อยคำของจิ่วโม่พลันต้องหยุดลงด้วยสัญญาณเสียงของหานเฟิง เป็นเพราะที่ด้านหลังมีรถม้าขบวนหนึ่งแล่นมาต่อท้าย หานเฟิงปล่อยสัมผัสวิญญาณออกดู เพียงพบว่าเป็นกลุ่มพ่อค้า ที่มิได้มีความสำเร็จเลิศเลออันใด จากนั้นจึงค่อยพลันได้ยินคนผู้หนึ่งกล่าวคำขึ้น
“ นี่นะหรือนครหลวง มันช่าง… ใหญ่โตยิ่ง” ผู้กล่าวเป็นชายกลางคนร่างผอมสูงที่นั่งอยู่บนรถเทียมม้า
“ ฮา ๆ ๆ ๆ เจ้าพึ่งเคยมาเป็นครั้งแรก พอเห็นแค่ประตูเมืองก็ตกอกตกใจเสียยกใหญ่ เช่นนี้เข้าไปด้านใน เจ้ามิต้องตื่นเต้นจนหัวใจวายตายกันหรอกรึ?” ผู้กล่าวรับเป็นชายกลางคนร่างท้วมที่นั่งอยู่ข้างกัน
“ เจ้าก็พูดไป ข้าเพียงตื่นเต้นนิดๆหน่อยๆก็เท่านั้น ว่าแต่ นี่ก็เย็นมากแล้ว หากแถวก็ยังยาวเหยียด เช่นนี้พวกเราจะผ่านเข้าไปทันก่อนที่ประตูจะปิดได้หรือ?”
“ ข้าคิดว่าทันนะ เพราะหลังอาทิตย์ตก ประตูยังเปิดให้เข้าออกอยู่อีกครึ่งชั่วยาม”
“ โอ้ หากเป็นเช่นนั้นก็ดี ข้าไม่อยากนอนรอนอกกำแพงจนถึงเข้า”
“ ไอ้ที่ว่าไม่อยากรอ แท้จริงเจ้าใช่มีจุดประสงค์อื่นอยู่แล้วกระมัง?...”
“ เจ้าก็พูดไป พวกเราเอาของมาขายไหนเลยจะมีเวลาไปเอ้อระเหยลอยชาย”
“ พูดก็พูดเถอะ หอคณิกาย่านประตูตะวันตกมีแต่สาวงามเด็ดๆทั้งนั้น”
“ จริงเหรอวะ!!!”
“ เพ่ย ข้าเข้าออกนครหลวงมาเป็นสิบครั้ง หากคิดถามถึงหอคณิกา ข้านั้นรู้จักราวกับลายเส้นบนฝ่ามือตัวเอง”
“ เช่นนั้นข้าถามเจ้า เป็นที่ใด มีหญิงงามเด็ดที่สุด”
“ หากถามว่าเป็นที่ใดเด็ดสุด ว่ากันว่า ต้องหอร้อยราตรี...”
“ เช่นนั้นคืนนี้เจ้าพาข้าไปชมดู”
“ เพ่ย อย่าได้คิดฝัน”
“ ทำไม?”
“ หอร้อยราตรีแห่งนั้น เจ้ากับข้า ไม่มีปัญญาแม้แต่จะก้าวเท้าข้ามธรณีประตู”
“ หืม!! แล้วมันทำไมเล่า?”
“ ที่แห่งนั้นต้อนรับเฉพาะแขกพิเศษ”
“ แขกพิเศษ? แขกพิเศษอย่างไร?”
“ เงินต้องถึง หากมิใช่พวกแม่ทัพนายกอง ก็เป็นเจ้ากรมกระทรวงยศใหญ่โต หรือไม่งั้น ก็ต้องเป็นเหล่าราชนิกุลจากในวังโน่นเลย”
“ ราชนิกุล?” ชายผอมพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนจะเปิดปากกล่าวสืบต่อว่า “ มิรู้ว่ามาเยือนนครหลวงทั้งที จะมีบุญได้พบเจอเหล่าราชนิกุลจากวังหลวงกับเขาบ้างหรือเปล่า?”
“ เพ่ย ปากบอกเหล่าราชนิกุล หากใจจริง เป็นเจ้าคิดหวังจะได้ยลโฉมพระพักตร์ขององค์หญิงเยี่ยหลันหรอกกระมัง”
“ หรือเจ้ามิใคร่สนใจชมดู ไอ้ที่กล่าวกันว่า งามนักงามหนา งามยิ่งกว่าเทพธิดาจุติลงมาจากสรวงสวรรค์ แท้จริงแล้ว พระนางจะงามงดได้สักเพียงใด?”
“ เพ่ย โฉมงาม ไหนเลยจะควรค่าแก่ปุถุชนเช่นเราให้ชมมอง เพียงได้เห็นแค่ไรผมของพระนาง ก็นับเป็นบุญวาสนายิ่งแล้ว”
“ ฮา ๆ ๆ ๆ ที่แท้เจ้าเองก็คิดหวังจะได้ยลโฉมองค์หญิงท่าน”
“ แต่จะกล่าวไปดวงชะตาขององค์หญิงท่านก็นับว่าแปลกประหลาด พระนางท่านจากไปตั้งแต่ครั้งแรกคลอด มิคาดคิด ว่าพระนางจะได้มีโอกาสหวนคืนกลับมาเช่นนี้”
“ นั่นจึงนับเป็นบุญวาสนาของอาณาจักรนภาทมิฬเรา เพราะตั้งแต่ที่องค์ชายรองสวรรคต ทั้งสายโลหิตขององค์จักรพรรดิ ก็เหลือเพียงองค์ชายรัชทายาท แต่ยามนี้องค์หญิงสามได้หวนคืนกลับมา จึงนับได้ว่าเป็นวาสนาของอาณาจักรนภาทมิฬเรา”
“ แต่ข้ากลับไม่คิดเช่นนั้น”
“ หืม?!!!...”
“ อันที่จริง…” ชายร่างท้วมกล่าวถึงตรงนี้ก็ยื่นริมฝีปากเข้าใกล้กับชายร่างผอม ก่อนจะกล่าวคำกระซิบกระซาบ คล้ายไม่ต้องการให้กลุ่มคนที่ต่อแถวอยู่ด้านหน้าได้ยิน
แต่เปล่าเลย เพราะสองในสามนั้นมีความสำเร็จที่ไม่ธรรมดา จึงได้ยินความอย่างถนัดชัดเจน
“ มีข่าวลือมาจากในวังว่า องค์หญิงเยี่ยหลัน ที่หวนคืนกลับมาครานี้ ก็เพื่อคิดบัญชีแค้น”
“ บัญชีแค้น!!! นี่เจ้าพูดจริง?...” ชายร่างผอมกล่าวกระซิบกระซาบกลับไป
“ ข้ามิรู้ ข้าเพียงได้ยินมาอีกทอด กล่าวกันว่า ในวังยามนี้ ทั้งขุนนาง ทั้งทหาร ต่างก็แบ่งออกเป็นสองฝักสองฝ่าย หนึ่งคือฝั่งขององค์รัชทายาท ส่วนอีกหนึ่งก็เป็นฝั่งขององค์หญิงเยี่ยหลัน...”
“ หากเป็นดังที่เจ้ากล่าวก็แปลกแล้ว องค์รัชทายาท จะอย่างไรก็ต้องได้สืบทอดบัลลังก์ ส่วนองค์หญิง ที่จะอย่างไรก็เพียงแค่สตรีนางหนึ่ง นางไม่มีวันได้นั่งบัลลังก์จักรพรรดิ แล้วไฉนจึงมีพวกขุนนางทหารเข้าร่วมกับนางได้?”
“ เจ้านี่ไม่รู้อะไร... เบื้องหลังองค์หญิงท่านหาใช่ธรรมดาไม่ พระนางเป็นถึงศิษย์จากแดนผู้พิทักษ์”
“ แดนผู้พิทักษ์!!!”
ชายร่างผอมโพลงขึ้นด้วยความตื่นตระหนก หากกลับถูกเสียง “ ชู่วววว…” ของสหายทำให้สงบลง ซึ่งคำ แดนผู้พิทักษ์ เมื่อครู่ ก็เรียกให้ซวงเอ๋อร์น้อยที่มิได้ทราบถึงเรื่องราวการสนทนาก่อนหน้าหันมอง หากนางก็เพียงแค่หันมองด้วยความสงสัยใคร่รู้ ว่าคนผู้นั้น จะป่าวร้องตะโกนขึ้นมาทำไม นางจึงเพียงแค่เอียงคอมองอยู่ชั่วครู่ก่อนจะหันหน้ากลับไป
“ จ เจ้าว่าเป็นแดนผู้พิทักษ์จริงหรือ” ชายผอมรีบกล่าวกระซิบกระซาบต่อสหาย
“ ข้าไม่รู้ ข้าก็ได้ยินเขาเล่าต่อๆกันมาอีกที เห็นว่าพระนางเป็นศิษย์ของตำหนักนางเซียน”
ตำหนักนางเซียน คำนี้ พอหลุดออกมา ก็พลันให้หานเฟิงที่เงี่ยหูรับฟังอย่างขอไปที พลันรู้สึกสนใจขึ้นมา มันขบคิดว่า เช่นนั้นองค์หญิงผู้นี้คงต้องเคยรู้จักกับเสวี่ยเอ๋อร์เป็นแน่แล้ว
“ ตำหนักนางเซียน มิน่าเล่า จึงได้มีทหารกับพวกขุนนางเข้าร่วมกับพระนาง แต่ว่าก็ว่าเถอะ ที่เจ้าบอกว่านางหวนกลับมาครานี้เพื่อคิดบัญชีแค้นอะไรนั่นนะ จริงหรือ?”
“ เพ่ย ข้าบอกว่าข้าฟังเขาเล่าต่อๆกันมาอีกที ข้าได้ยินมาเช่นนี้ก็เล่าให้เจ้าฟังเช่นนี้ อยากได้ข้อเท็จจริงเจ้าก็ไปถามเอาจากพระนางโน่น...”
“ แล้วบัญชีแค้นที่ว่าละ คืออะไร?...”
“ ไม่รู้โว้ย…”
แล้วจากนั้นสองคนบนรถม้าก็คุยกันเรื่องสัพเพเหระรอเวลาไปเรื่อยเปื่อย หานเฟิงที่ได้ยินก็มิใคร่จะรับรู้รับฟัง เพียงทอดสายตามองแถวที่หดสั้นลง มองกำแพงและซุ้มประตูโอ่อ่าที่เข้าใกล้ขึ้นทุกขณะ
“ เมื่อห้าพันปีก่อน นครหลวง มิใช่ที่นี่...” ผู้กล่าวเป็นซวงเอ๋อร์
“ นครหลวงนภาโลหิตเดิม ยังห่างไกลจากที่นี่นัก” เป็นจิ่วโม่กล่าวคำขึ้น
“ คราแรก ยังเข้าใจว่าเป็นนครหลวงนภาโลหิตเก่า หากเมืองนี้ ยังคล้ายจะมีความทรงจำอยู่บ้าง แต่ก็เปลี่ยนแปลงไปมากเช่นกัน...”
“ เพ่ย ตั้งห้าพันปี หากไม่เปลี่ยนไปเลยสิแปลก ไว้เจ้าเข้าไปด้านใน เจ้าจะได้เห็นอีกหลายสิ่งหลายอย่าง ที่แตกต่างไปจากความทรงจำที่ตกทอดมาของเจ้า...”
คำกล่าวของจิ่วโม่ ไม่เพียงกระทบต่อความคิดของซวงเอ๋อร์ เพราะหานเฟิงในภพที่แล้ว มันก็เคยมาเยือนในที่แห่งนี้ แต่ เป็นสถานที่แห่งนี้ ในอีกหมื่นปีให้หลัง ซึ่งสิ่งต่างๆย่อมแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ดังนั้น การมาเยือนในครานี้ จึงกลายเป็นว่า มันได้มาย้อนชมเรื่องราวสถานที่ในอดีตไป...
กระทั่งที่ดวงอาทิตย์ลาลับ จำนวนคนและรถม้าที่ต่อแถวอยู่ด้านหน้าก็ไม่มากแล้ว จนผ่านไปเกือบจะครึ่งชั่วยาม หานเฟิงและสหายก็มาถึงที่หน้าประตู
“ พวกเจ้าสามคน ไฉนต้องปิดคลุมหน้า” นายทหารที่หน้าประตูวางมาดเขื่องโข กล่าวคำเสียงกร้าว
ไม่มีผู้ใดในกลุ่มของหานเฟิงตอบคำ หากมีเพียงคนร่างสูงผู้หนึ่งที่ยื่นมือออกไป ในมือถือไว้ด้วยห่อผ้าสีดำ ทหารยามเห็นก็มิรีรอ คว้าห่อผ้านั้นมาอย่างเร็วไว กระทั่งที่เปิดออกชมดู ดวงตาก็เบิกกว้างด้วยความปิติยินดี มันมิกล่าวคำใด เพียงปล่อยทั้งสาคนให้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
กระทั่งเดินมาจนไกลแล้ว เสียงของหานเฟิงก็กล่าวขึ้น “ กลับง่ายดายถึงเพียงนี้?”
“ ที่นี่อาณาจักรนภาทมิฬ มิรู้ว่าอาณาจักรเมฆครามเจ้าเป็นเช่นไร แต่กับที่นี่ ของเพียงเงินถึง ทุกที่ ที่มิใช่ในกำแพงวัง เจ้าสามารถไปเยี่ยมเยือน”
“ แล้วเราจะไปที่ใดกันต่อ?” ครานี้ผู้ถามเป็นซวงเอ๋อร์
“ ยังคงเป็นโรงเตี๊ยมสักแห่งก็แล้วกัน...”
ย้อนกลับมาที่หน้าประตูเมือง มองเห็นประตูเมืองบานใหญ่ ที่กำลังถูกปิดลงโดยบรรดาทหาร กระทั่งปิดสนิทจนลั่นดาลลงสลักเสร็จสรรพเรียบร้อย กลับพลันมีเสียงเคาะ ดังขึ้นที่ประตูเล็กด้านข้าง เป็นประตูเข้าออกพิเศษ เพียงใช้สำหรับทหารรักษาการประตู
“ หืม!!!... เป็นผู้ใด ช่างไม่รู้เวล่ำเวลา...”
นายทหารผู้หนึ่งสบถคำอย่างหงุดหงิด ก่อนจะเดินไปส่องดูตรงช่องประตู แต่พอเห็นว่าผู้มาเป็นใคร ก็พลันให้ทหารยามผู้นั้นกลายเป็นแตกตื่นร้อนรน มันรีบปลดคลายสลักประตูอย่างเร่งรีบรนลาน ก่อนที่ประตูเล็กบานนั้นจะเปิดออก ปล่อยให้คนจากภายนอกได้สืบเท้าเดินเข้ามา
“ ค คารวะท่านอสูรวานร”
ผู้มากลับเป็นอสูรวานร มันที่แม้จะเหินบินข้ามผ่านบานแนวรั้วบานประตูเข้ามาได้ แต่ในเมืองกลับมีกฏ กฏห้ามเหินบิน ซึ่งตัวมันที่แม้จะมีสิทธิพิเศษอยู่บ้าง หากยังคงไม่มากพอที่จะกระทำเรื่องราวเช่นนั้นออกมา
อสูรวานรเหลียวมองนายทหารผู้นั้นด้วยสีหน้าสงบนิ่ง หากที่จริง ภายในใจกำลังครุกรุ่นไปด้วยโทสะ เป็นมันติดตามเป้าหมายไม่พบ มันได้คลาดจากร่องรอยของเป้าหมายตั้งแต่ห้าวันก่อน ซึ่งมันเองก็ไม่รู้ ว่าเป้าหมายที่มันตามล่าใช้วิธีการเช่นไร จึงหลบหนีไปได้อย่างสิ้นเชิง ตลอดทั้งห้าวันมานี้ มันจึงตระเวนค้นหาทั้งในป่า ทั้งตามเมืองตามหมู่บ้าน หากทำอย่างไรก็ไม่พบเจอ
อสูรวานรชักสายตากลับ หากทันใดนั้น นายทหารผู้นั้นก็พลั้งเผลอทำของบางสิ่งร่วงหล่น เห็นแวบๆว่าเป็นห่อผ้า หากเสียง ที่กระทบพื้นกลับดังคล้ายว่าภายในจะบรรจุไว้ด้วยวัตถุที่เป็นโลหะ จึงพาให้อสูรวานรรู้สึกสนใจขึ้นมา
“ นั่นอันใด?”
“ อ เอ่อ… คือ… เอ่อ...”
นายทหารผู้นั้นกลับกลายเป็นอ้ำอึ้ง ทหารเฝ้ายามมีกฏเรื่องมิให้มีการรับสินบน หากเบื้องบนก็ทำเป็นลืมตาข้าง หลับตาข้าง หากมิพบเห็นต่อหน้าต่อตาก็ถือว่าแล้วกันไป
“ ข้ารู้ว่าเจ้ารับสินบน หากเพียงถามว่า ด้านในบรรจุไว้ด้วยสิ่งใด?”
“ ท ทองคำขอรับ”
“ ทองคำ?!!! เอามาให้ข้าชมดู”
นายทหารผู้นั้นรีบก้มเก็บห่อผ้าขึ้นมาโดยพลัน ก่อนจะยื่นส่งให้กับอสูรวานร และทันทีที่อสูรวานรเปิดออกดู รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความยินดีก็พลันต้องปรากฏขึ้นมา
“ มันอยู่ที่นี่…”
หานเฟิงตัดสินใจพาทุกคนเข้าไปนั่งพักในเหลาสุรา สั่งอาหารและเครื่องดื่มมากินกันพอสมควร ซึ่งในเหลาสุราแห่งนี้ ก็ปรากฏเห็นเป็นบรรดายอดยุทธ์มากมาย จึงทำให้ทั้งจิ่วโม่และหานเฟิง ไม่อาจเปิดเผยใบหน้าออกมา จำต้องสวมชุดคลุมไว้อยู่เช่นนั้น แต่การแต่งตัวของพวกมัน ก็หาได้เรียกหาสายตาสนอกสนใจของผู้คนแต่อย่างใด เพราะการปกปิดตัวตนเช่นนี้ มีให้พบเห็นอยู่ทั่วไปตามถนนหนทาง
“ นี่ เจ้าหนู…”
เสียงกล่าวจากจิ่วโม่ดังขึ้น เรียกให้หานเฟิงที่กำลังง่วนอยู่กับอาหารตรงหน้าต้องเหลียวมอง สำหรับคำ “ เจ้าหนู” ที่ออกจากปากของจิ่วโม่นี้ เป็นหานเฟิงรับทราบเข้าใจมานานแล้ว ว่าเป็นคำเรียกของตนเอง เพราะถ้าจิ่วโม่เรียกหาซวงเอ๋อร์ จะแทนชื่อนางด้วยคำว่า “ นังหนู”
“ ...เจ้าได้ยินหรือไม่?”
“ ได้ยินอันใด?”
“ ตรงนั้น ตรงนั้น แล้วก็ตรงนั้น” จิ่วโม่ชี้นิ้วไปยังโต๊ะสามตัว ก่อนจะเรียกหาสายตาไม่เข้าใจจากหานเฟิง
“ เพ่ย เจ้ามิได้ยินพวกมันพูดคุยกันรึ?”
“ แล้ว?”
“ ยังจะแล้วอีก... พวกมันล้วนพูดคุยกันแต่เรื่องภายในวัง เรื่องขององค์หญิงเยี่ยหลันอะไรนั่น ที่ตั้งป้อมเผชิญหน้ากับองค์ชายรัชทายาทนั่นนะ”
“ แล้ว?”
“ เพ่ย นี่เป็นเจ้าโง่งมจริงๆใช่หรือไม่?”
“ เจ้าสิโง่งม เป็นเจ้าต้องการสิ่งใดจากข้าก็บอกกล่าวออกมาตรงๆ”
“ องค์หญิงสามกับองค์ชายรัชทายาทตั้งป้อมเผชิญหน้ากัน นั่นหมายความว่า ในวัง กำลังเกิดเรื่องขัดแย้งภายใน”
“ แล้วเจ้าจะไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับเรื่องของพวกมันพี่น้อง พวกมันจะทะเลาะตบตีกัน นั่นเกี่ยวอันใดกับพวกเรา...”
“ ย่อมเกี่ยว เกี่ยวทั้งต่อข้า และต่อเจ้าเป็นอย่างยิ่ง”
“ อย่างไร?”
“ เพ่ย เจ้านี่โง่งมจริงๆใช่หรือไม่?...” หากเห็นว่าครานี้หานเฟิงเพียงจับจ้องมองมันนิ่งๆ ไม่ต่อคำ จึงจำให้จิ่วโม่ต้องกล่าวอธิบายขึ้นมาด้วยตัวเอง
“ ในอดีต ล้วนเป็นตระกูลของเจ้าและเผ่าของข้า ที่ถูกพวกมันตระกูลเยี่ย สร้างความเดือดร้อนจนผู้คนตกตาย ดังนั้น จึงนับได้ว่า พวกเราต่างก็มีบัญชีหนี้แค้นต่อพวกมัน…”
“ นับรวมข้าด้วย...” กลับเป็นเสียงใสของซวงเอ๋อร์ที่กล่าวแทรกขึ้นมา แม้นางจะไม่ค่อยเข้าใจว่าสองคนนี้คุยเรื่องอะไรกันอยู่ก่อน แต่ก็พอจะจับใจความได้บางส่วน จึงรู้สึกว่าเรื่องสมควรจะข้องเกี่ยวกับตนเช่นกัน
“ เพ่ย เจ้าไม่เกี่ยว เผ่าพันธ์เจ้าเป็นถูกปีศาจกุหลาบอะไรนั่นทุบทำลาย หาใช่ฝีมือตระกูลเยี่ย...”
ที่จิ่วโม่ทราบรู้เรื่องราว ล้วนเป็นได้สนทนากับซวงเอ๋อร์ในภายหลัง
“ แต่ต้นตระกูลข้าก็เคยเป็นองครักษ์โลหิตเหมือนกันนะ…”
“ องครักษ์โลหิตอันใดล้วนไม่มีอีกแล้ว เรื่องราวครานี้ ล้วนเป็นหนี้แค้นในหนหลังของข้า”
จิ่วโม่กล่าวแย้ง หากพอหันไปมองหานเฟิง กลับเห็นว่ามันก้มหน้าก้มตาง่วนอยู่กับอาหารตรงหน้า หาได้สนใจเรื่องราวที่พูดคุยกันก่อนหน้าเลยแม้แต่น้อย
“ เฮ้... เจ้าหนู หยุดกิน แล้วมาฟังข้าพูดให้จบ”
หานเฟิงได้ยินคำก็จำต้องวางมือ ก่อนจะหันหน้ามองจิ่วโม่อย่างระอา
“ ถึงไหนแล้ว? อ่อ... เป็นพวกเราต่างก็มีหนี้แค้นต่อตระกูลเยี่ย ดังนั้น ภายในตระกูลเยี่ยที่ขณะนี้คลื่นลมกำลังก่อตัว พวกเราสมควรช่วยสุมไฟเข้าไป เร่งให้พายุลูกนี้โหมกระหน่ำ”
“ ข้าไม่ว่าง”
คำตอบของหานเฟิงสั้นกระชับ กล่าวจบก็หันไปตั้งหน้าตั้งตาทานอาหารต่อ พลันเรียกเสียงโอดครวญของจิ่วโม่ให้ดังมา
“ โถ่ๆ ๆ ๆ เจ้าหนู โอกาสดีๆแบบนี้ไม่ใช่ว่าจะได้เจอกันบ่อยๆนะ”
หานเฟิงได้ยินคำก็ถึงกับต้องถอนหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย จึกกล่าวกลับไปว่า “ หากเจ้าคิดสนใจ ก็อยู่ที่นี่ต่อ ดำเนินแผนการของเจ้า ส่วนข้า คงต้องขอตัว เพราะข้ามีเป้าหมายในการเดินทางของข้า ที่ชัดเจน...”
“ แต่…”
จิ่วโม่กล่าวความขึ้น หากได้ยินเพียงแค่คำว่า “ แต่” เพราะถ้อยความต่อมา กลับต้องถูกเสียงระเบิดของผนังอาคารกลบกลืนไป...