เปลือกตาของเสิ่นชิงหลัวรู้สึกถึงความอบอุ่นของแดดที่สาดส่องเข้ามาจากทางหน้าต่าง เช้าวันนี้อุณหภูมิสูงขึ้น หิมะบางส่วนเริ่มละลายกลายเป็ฤดูหนาวที่อบอุ่น ทำให้รู้สึกสบายตัวมากกว่าวันก่อน
อันที่จริงเสิ่นชิงหลัวตื่นมาครั้งนี้เป็ครั้งที่สอง ด้วยเพราะในครั้งแรกต้องลุกขึ้นมาเตรียมไข่ต้มชาและเคี่ยวน้ำซุป โดยมีผู้ปรุงคือตัวเธอและคนเฝ้าต่อคือแม่เฒ่าเสิ่น ทำให้เสิ่นชิงหลัวพอจะมีเวลาได้งีบต่ออีกสักหน่อย
การเดินทางเข้าตัวเขตใช้เวลาค่อนข้างนาน ถนนหนทางไม่ได้ราบเรียบอีก แม่เฒ่าเสิ่นกลัวว่าหลานสาวจะเหนื่อยเธอจึงรับอาสารับ่ต่อเฝ้าหม้อไข่ต้มชาและโจ๊กเอง และเพราะอากาศอุ่นขึ้นแม่เฒ่าจึงขอตามไปตั้งแผงด้วย
เมื่อมาถึงในเขต เสิ่นชิงหลัวก็ลากเกวียนพาแม่เฒ่าเสิ่นไปยังสถานที่เดิมที่เมื่อวางตั้งแผงขาย แต่กลับพบว่าที่ตรงนั้นมีคนมาตั้งแผงตัดหน้าเธอไปก่อนแล้วอีกทั้งยังขายไข่ต้มชาและน้ำซุปแบบที่เธอขายเมื่อวานเสียด้วย
หญิงสาวเม้มริมฝีปาก เอาเถอะจะช้าจะเร็วเื่แบบนี้ก็ต้องเจอ ไม่มีทางหนีพ้นเพราะวัตถุดิบทุกอย่างเป็ของพื้นๆ ที่ไม่ว่าใครก็หาได้ทำได้
“ไปตรงโน้นกันเถอะค่ะย่า”
เสิ่นชิงหลัวชี้ไปยังที่ว่างที่อยู่ไกลออกไปหน่อย ก่อนจะเริ่มตั้งแผงเหมือนเคย ราคาไข่ต้มชาห้าเครื่องเทศยังคงเหมือนเดิมคือ 3 เหมา 5 เฟิน ส่วนน้ำซุปนั้นจะมีราคาแพงขึ้นหากลูกค้าเลือกใส่โครงไก่ชิ้น แต่ถ้าเป็น้ำซุปหัวไชเท้าและผักกาดราคายังอยู่ที่ 3 เฟินต่อถ้วย
“ร้านนั้นก็ขายไข่ต้มชาเหมือนกันแล้วนี่จะทำอย่างไรดี วันนี้ทำมาตั้ง 50ฟอง” ย่าเสิ่นกล่าวด้วยความเป็กังวล
โชคดีที่เมื่อวานซื้อไข่จากคนในหมู่บ้านมาเพียงแค่นี้ หากซื้อมา 100 ฟองอย่างที่หลานสาว้า วันนี้คงลำบากมากแน่ๆ
เสิ่นชิงหลัวยกยิ้ม “ของอร่อยยังไงก็ขายได้ค่ะ ถึงเขาจะขายตัดราคาเราก็ขายได้”
ใช่แล้วฝ่ายนั้นขายไข่ต้มชาในราคาเพียงฟองละสองเหมาเท่านั้น ส่วนน้ำซุปอยู่ที่ถ้วยละสองเฟิน หากถามว่าอีกฝ่ายได้กำไรไหมก็ต้องตอบตามจริงว่าพอได้กำไรอยู่บ้าง ขายราคานั้นแล้วอยู่ได้ไหม? ก็ต้องตอบว่าอยู่ได้
แต่ฝ่ายนั้นต้องแน่ใจว่าหลังจากหักลบทุนค่าวัตถุดิบแล้ว สิ่งที่ได้คือกำไรไม่ใช่ค่าแรง
คนส่วนใหญ่มักเป็เช่นนี้ ลงมือลงแรงแต่กลับลืมคิดค่าแรงตัวเอง สุดท้ายแล้วแม้ธุรกิจจะไปต่อได้แต่ก็ไม่ยั่งยืน
ลูกค้าที่อยู่บริเวณนั้นเมื่อวานที่ได้ลิ้มรสชาติไข่ต้มชาและน้ำซุปของเสิ่นชิงหลัว วันนี้พวกเขาก็กลับมาอีกครั้ง ก่อนจะยืนหน้าร้านที่เสิ่นชิงหลัวเคยตั้งแผง
“เอาน้ำซุปสองถ้วย ฉันจะเอาไปกินกับวอวอโถว”
“สี่เฟิน”
“ไม่ใช่ว่าหกเฟินเหรอ” ลูกค้าคนนั้นทำหน้าแปลกใจ ก่อนจะสังเกตคนขายใหม่อีกครั้ง
“ไอ้หยา นี่ไม่ใช่คนขายเมื่อวานนี้นี่”
“น้ำซุปมันก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ ดูสิราคาของฉันถูกกว่าตั้งหนึ่งเฟิน ไข่ต้มชาล่ะจะเอาด้วยหรือเปล่า?” แม่ค้าขึ้นเสียงดัง
“ไม่เอาล่ะ น้ำซุปก็ไม่เอาแล้ว”
“ชิ นี่มาก่อกวนกันใช่ไหม! ไม่ซื้อก็ถอยไปโน่น เกะกะขวางหน้าร้านลูกค้าคนอื่นรออยู่”
หลายคนเมื่อเห็นว่าไม่ใช่ร้านค้าเ้าเมื่อวานก็เริ่มลังเล แต่ก็ยังมีหลายคนเช่นกันที่ไม่คิดอะไรมาก อย่างไรเสียราคาก็ดีกว่าเ้าเดิม ขอแค่อิ่มและอุ่นท้องก็เพียงพอแล้ว
ลูกค้าคนที่ถูกไล่ขมวดคิ้ว เม้มปากทำหน้ามุ่ยแล้วบ่นขึ้นอย่างไม่พอใจ
“ทีแรกจะมาซื้อเพราะนึกว่าเป็ร้านที่ขายเมื่อวานต่างหาก ไม่ได้จะมาก่อกวนสักหน่อย”
เ้าของร้านเบะปากใส่ จากนั้นก็ไม่สนใจเขาอีกต่อไป ลูกค้าคนนั้นจึงจำใจเดินจากไป เขาอุตส่าห์เดินตากหิมะมาเพื่อสิ่งนี้เชียวนะ
“สหายสนใจไข่ต้มชาห้าเครื่องเทศร้านฉันไหม วันนี้ซุปเราก็มีโครงไก่ใส่เพิ่มให้ด้วยนะ”
ชายหนุ่มหันตามเสียงเรียก เมื่อเห็นว่ามีอีกร้านที่เพิ่งมาตั้งและยังเป็ร้านที่เขาตามหาอีก สองเท้าจึงเร่งรุดมาโดยเร็ว
“ไอ้หยา คิดว่าจะไม่มาขายเสียแล้ว เมื่อวานซุปอร่อยมาก ฉันเอาผักดองใส่จะได้กินกันหลายคนหน่อย”
เสิ่นชิงหลัวพยักหน้า “เข้าใจแล้วค่ะ แต่ว่าซุปนี้ฉันทำไว้สำหรับเพียงพอต่อหนึ่งคน ถ้ากินกันหลายคนอาจจะไม่พอ”
ชายหนุ่มโบกมือ “ไม่เป็ไรๆ เมื่อวานลองทำกันเองแล้วรสชาติไม่ได้เื่เลย ซื้อกินจะคุ้มกว่าอีกทั้งยังมีพวกหัวไชเท้าใส่ให้ด้วย”
นี่คือผักสดในฤดูหนาว! แม้จะเพียงหัวไชเท้าก็นับว่ามีค่ามาก
จุดประสงค์หลักของเสิ่นชิงหลัวเดิมทีนั้นคือขายให้กับผู้ที่กำลังจะเดินทางหรือรอรถประจำทางบริเวณสถานีขนส่งของที่ขายจึงทำมาสำหรับหนึ่งเสิร์ฟเพื่อที่จะได้รับประทานง่ายๆ เธอไม่ได้คิดถึงเื่ที่จะมีคนนำมันไปเป็กับข้าวเลยสักนิด
“สหายเอาไว้สักสัปดาห์หน้าฉันจะลองเอาอาหารมาขายดู”
“แบบนั้นก็ดีสิ เดี๋ยวสองสามวันนี้ฉันจะมาใหม่ บอกฉันหน่อยก็แล้วกันว่าจะขายที่ตรงนี้หรือตรงไหน” ชายหนุ่มพูดด้วยความดีใจ
หลังจากที่มีลูกค้ารายแรกของวันมาประเดิมจากนั้นลูกค้าก็ทยอยกันเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย มีทั้งลูกค้าเก่าเมื่อวานและพวกขาจร เพียงแต่ขาจรนั้นจะมีน้อยสักหน่อยเพราะส่วนใหญ่เลือกร้านที่ราคาถูกกว่า
“เสี่ยวเลี่ยวทำไมซุปของนายถึงหอมขนาดนั้นล่ะ หัวไชเท้าก็มีตั้งหลายชิ้น ฉันว่าแม่ค้าต้องติดใจนายแหงๆ”
“โถ่วพี่เฝิง ฉันเห็นคนอื่นก็ได้แบบนี้ทั้งนั้น ทีแรกฉันยังคิดว่าแพงน้ำซุปอะไรถ้วยละตั้งหนึ่งเหมา”
ได้ฟังดังนั้นเสิ่นเฝิงก็อุทานด้วยความปวดใจ
“หา นายไปซื้อร้านไหนมาเนี่ย ฉันจ่ายแค่สองเฟินเองนะ ราคาน้ำซุปสองถ้วยของนาย ซื้อไข่ต้มชาที่ฉันถืออยู่ได้เลย”
“แต่มันก็คุ้มนะพี่ นี่ดูสิมีเนื้อด้วย อันที่จริงถ้าซื้อแบบใส่ผักราคาก็ไม่แพงหรอกสามเฟินเอง”
ไม่พูดเปล่าเสี่ยวเลี่ยวเอากระบอกน้ำซุปของตัวเองยื่นไปใกล้ๆ จมูกของอีกฝ่ายเพื่อให้ได้รับกลิ่นเต็มปอด และจะได้เห็นภาพชัดๆ
“เนื้อจริงด้วยว่ะ”
“ใช่ไหมล่ะ ผมเลือกไม่กินไข่ต้มชาเพื่อจะเอาเงินมาซื้อน้ำซุปเพราะมีเนื้อนี่แหละ”
“อร่อยไหม” เสิ่นเฝิงถามอีกฝ่ายด้วยความสงสัยปนอิจฉา ส่วนตัวเองก็กินไข่ต้มชาอันแสนจืดชืดปลอบใจ
“อร่อยโคตร! ดมกลิ่นข้างนอกว่าหอมแล้ว พอได้ดื่มเข้าไปจริงๆ กลิ่นมันติดอยู่ปากสุดยอดชะมัด”
เด็กหนุ่มเสี่ยวเลี่ยวเอ่ยพลางเลียริมฝีปากก่อนจะหยิบโครงไก่ในน้ำซุปมาแทะ ทำเอาคนที่อยู่บริเวณนั้นถึงกับลอบกลืนน้ำลาย
เนื้อ นั่นมันเนื้อเชียวนะ!
“แม่คะ ทำไมคนนั้นถึงมีเนื้อในน้ำซุปด้วยล่ะ” เด็กน้อยที่นั่งรอรถพร้อมกับครอบครัวมองกระบอกน้ำซุปในมือของตัวเอง สลับกับภาพที่เสี่ยวเลี่ยวกำลังแทะโครงไก่
โอ้ว น้ำซุปของเธอดูยากจนเกินไปจริงๆ
“นั่นสิคุณ แม่ค้าเลือกที่รักมักที่ชังหรือเปล่า ที่คุณซื้อมามีหัวไชเท้าแค่ชิ้นเดียวเอง”
นางจางซื่อก้มหน้าด้วยความขุ่นเคือง
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ คุณรออยู่ตรงนี้ฉันจะไปถามแม่ค้าให้รู้เื่!”
ว่าแล้วนางจางซื่อก็เดินปรี่ตรงไปยังร้านไข่ต้มชาและน้ำซุปที่เธอซื้อเมื่อครู่ พร้อมกับกระบอกน้ำซุปของเธอที่ยังไม่ได้ดื่ม
“นี่ทำไมของฉันไม่มีเนื้อบ้างล่ะ เห็นคนที่ซื้อไปตรงนั้นได้เนื้อเยอะมาก!” คำพูดของนางจางซื่อไม่เบา คนจึงหันมามองหล่อนเป็ตาเดียว
เ้าของร้านวัยกลางคนมุ่นคิ้ว ก่อนจะเอ่ยตอบกลับไป
“เราขายน้ำซุปไม่ได้ขายเนื้อ!”
“แต่เมื่อวานเราก็ซื้อน้ำซุปแต่ยังมีเศษเนื้อนิดหน่อยเลยนี่ ทำไมวันนี้ไม่มีแล้วล่ะ” หนึ่งในลูกค้าะโถาม
ถ้าไม่ได้สังเกตหน้าตาของคนขาย การแต่งกายของคนยุคนี้ล้วนคล้ายกันไม่ว่าจะหญิงหรือชาย อีกทั้งนี่คือการค้าขายที่ไม่ได้รับอนุญาต ดังนั้นผู้คนจึงห่อตัวกันเสียมิดชิด จึงไม่แปลกหากคนจะคิดว่าผู้ที่มาตั้งร้านทับที่เดิมของเสิ่นชิงหลัวคือร้านเดิมเมื่อวาน
“เมื่อวานก็เมื่อวาน วันนี้ก็วันนี้! แค่ใส่ผักในน้ำซุปฉันก็แทบจะไม่เหลือกำไรแล้ว จะเอาอะไรมาก!”
การใช้โครงไก่ในการต้มซุปไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ เธอเองก็ใส่ไปเช่นกัน เพียงแต่ราคาของมันก็ไม่ใช่จะถูกอะไร ที่ใส่ไปนี่ก็เพื่อให้คนดื่มได้กลิ่นเนื้อเท่านั้น ส่วนเนื้อใครเขาจะตัดใจตักให้ลูกค้ากันล่ะ รอขายหมดก็ว่าจะเก็บโครงไก่ไว้กินในครอบครัว