ขวานยักษ์ที่หมุนคว้างกลางอากาศประหนึ่งเคียวยมทูตทุกที่ที่ขวานผ่านไปไม่มีสิ่งใดต้านทานได้ เมื่อต้องเผชิญกับขวานยักษ์นี้เหล่าทหารราบเกราะหนักก็เหมือนเต้าหู้นิ่มๆ บนจานที่ถูกมีดแหลมคมผ่าออกเป็นสองส่วนอย่างง่ายดาย ดวงตาของพวกเขาฉายแววตกตะลึง ยามมองร่างของตัวเองที่ถูกตัดออกเป็นสองส่วนครึ่งท่อนล่างของเขายังคงวิ่งไปด้านหน้า แต่ครึ่งท่อนบนกลับอยู่กับที่พลังมหาศาลทะลุผ่านร่างของเหล่าทหารราบไม่ว่าจะเป็นอวัยวะหรือชุดเกราะอาวุธแตกกระจายปลิวว่อนไปทั่วเลือดพุ่งขึ้นมาเหมือนจะย้อมท้องฟ้าให้กลายเป็นสีแดง ไม่มีใครต้านทานขวานแห่งความตายนี้ได้เสียงร้องโหยหวนดังก้องสนามรบบางคนที่แขนขาขาดแต่ยังไม่ตายก็ได้แต่คืบคลานอยู่บนพื้นพลางร้องคร่ำครวญไม่ขาดสาย...
นี่คือนรกบนดิน
ไม่ใช่ว่าเหล่านักรบธาตุดินไม่เคยมีประสบการณ์ในสนามรบแต่นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นฉากนองเลือดที่โหดร้ายแบบนี้ข้างกายของเขามีขาที่ถูกตัดตกอยู่ ขาข้างนี้เป็นของสหายร่วมรบที่เขารู้จักดี เมื่อไม่กี่นาทีก่อนพวกเขายังร่วมหัวเราะยินดีวิ่งตามหลังกันมาด้วยความตื่นเต้นยังใช้ดาบเคาะเกราะอกตัวเองสร้างความฮึกเหิม แทบจะทนไม่ไหวที่จะได้วิ่งไปปล้นเมืองแซมบอร์ดแต่มาตอนนี้ ความหวังของพวกเขากลายเป็นเพียงกลุ่มควันที่สลายหายไปในอากาศชีวิตที่สดใหม่ของพวกเขาได้กลายเป็นเศษชิ้นเนื้อแล้ว
พลังของขวานยักษ์น่ากลัวเกินไป ขวานยักษ์ทั้งสามสิบเล่มนี้ได้สร้างเส้นทางแห่งความตายยาวประมาณห้าหกเมตร ก่อนจะร่วงลงสู่พื้น
การโจมตีเพียงครั้งเดียวสามารถคร่าชีวิตทหารราบเกราะหนักแห่งอาณาจักรเซินฮัวถึงหนึ่งส่วนสี่
ร่างของผู้รอดชีวิตที่เหลือต่างชโลมด้วยฝนเลือดชุดเกราะกับใบหน้าของพวกเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยเศษเนื้อเละๆ และเศษกระดูก ความตายและเลือดที่ไหลเจิ่งนองสิ่งเหล่านี้ทำให้พวกเขาหวาดกลัวจนตัวแข็งทื่อเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดทรมานของเหล่าสหายดังอื้ออึงอยู่ในหูทำให้ทหารของกองทัพพันธมิตรที่กำลังจะเข้าโจมตีพากันหวาดกลัวและลังเลขึ้นมา แต่ไม่นานพวกเขาก็โห่ร้องออกมาพลางวิ่งไปด้านหน้าด้วยขวัญกำลังใจที่เปี่ยมล้น
เพราะตอนนี้ พวกเขากำลังเผชิญหน้ากับเหล่าทหารสามสิบนายที่ไร้ซึ่งอาวุธในมืออยู่
“สังหารพวกมันแก้แค้นให้พี่น้องเรา!”
ทหารธาตุดินลุกขึ้นมาจากพื้นก่อนจะพุ่งไปด้านหน้าด้วยความโกรธเกรี้ยว
แต่แล้ว
การกระทำต่อมาของเหล่าชายฉกรรจ์ทั้งสามสิบคนก็ทำให้พวกทหารพันธมิตรที่คิดจะแก้แค้นต้องกระอักเลือดพวกเขาเห็นพวกชายฉกรรจ์ทั้งหมดจู่ๆ ก็รวมกลุ่มกันแล้วแบ่งเป็นสองแถว แถวละสิบห้าคน จากนั้นก็หันหลังวิ่งหนีไป เพราะไม่มีภาระอย่างขวานยักษ์ คนพวกนี้จึงวิ่งไวยิ่งกว่ากระต่ายไม่ช้าก็ทิ้งระยะห่างจากพวกกองทัพพันธมิตร วิ่งเข้าไปในทุ่งหญ้าสีเหลืองทองแล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“ไอ้พวกขี้ขลาดตาขาว!”
“ไอ้พวกน่ารังเกียจ!”
“อย่าหนีนะ!”
“ไอ้แมลงชั้นต่ำ!!!”
ทหารพันธมิตรและพวกราชามองร่างที่หลบหนีไปด้วยความโมโหลมหายใจของพวกเขาติดขัดจนแทบจะกระอักเลือดออกมา พวกเขาต้องสูญเสียทหารเป็นจำนวนมากเพราะถูกขวานของพวกมันพุ่งเข้าใส่แต่ไม่ทันที่พวกเขาจะได้ตอบโต้กลับ พวกมันก็วิ่งหนีหายไปในทุ่งหญ้าเสียก่อนเหมือนกำลังจะง้างหมัดชกแล้วจู่ๆ เป้าหมายก็หายไปแล้วแบบนี้จะไม่ให้พวกเขารู้สึกคลั่งขึ้นมาได้อย่างไร
โชคดีที่ราชาแห่งเมืองแซมบอร์ดยังไม่ได้หนีไป
ซุนเฟยกลายเป็นเป้าหมายในการแก้แค้นของทุกคน
“โจมตีมัน! สังหารราชาพวกมันซะ!”
เหล่าทหารพันธมิตรที่อยู่ในสภาพบ้าคลั่งก็โห่ร้องออกมาดวงตาของพวกเขาแดงก่ำเหมือนกระต่ายพวกเขาสาบานเลยว่า ถ้าจับตัวราชาสมควรตายคนนั้นได้จะใช้ขวานยักษ์นี้แหละแยกร่างมันเป็นชิ้นๆ
ตรงข้ามกัน
บนเนินเขาก็มีธงสีแดงสะบัดขึ้นอีกครั้ง
โล่เหล็กยักษ์หลายสิบอันที่อยู่ด้านหน้าสุดก็เริ่มเคลื่อนไหวแต่ที่ทำให้แปลกใจคือ ทิศทางที่พวกเขาเคลื่อนไหวไม่ใช่การมารวมตัวกันอยู่ตรงกลางเพื่อสร้างตำแหน่งป้องกันแต่แยกออกออกเป็นสองฝั่งปล่อยให้เหล่าเทศกิจอีกห้าสิบคนและราชาของตัวเองเผชิญหน้ากับคมหอกดาบจากเหล่าพันธมิตรที่กำลังวิ่งเข้ามา
รูปขบวนของเมืองแซมบอร์ดตอนนี้เป็นตัวอักษร ‘เว้า’ (凹) รูปขบวนนี้ไม่ได้ทำให้ผู้คนรู้ว่าเป็นการป้องกันแต่อย่างใดแต่มันกลับทำให้พวกเขารู้สึกว่ามันเหมือนกำลังอ้าแขนรอให้สาวน้อยวิ่งเข้ามาในอ้อมกอดจนแทบจะทนไม่ไหวราวกับว่าพวกเขากำลังรอให้ฝั่งตรงข้ามที่กำลังบ้าคลั่งวิ่งเข้ามาทำลายตัวเอง
ซุนเฟยตบหลังเจ้าสุนัขยักษ์สีดำเบาๆให้มันค่อยๆ ถอยกลับไปยังเนินเขาที่อยู่ห่างออกไป
การกระทำนี้ตกอยู่ในสายตาของเหล่าพันธมิตรทั้งเก้า พวกเขาตีความไปว่าซุนเฟยกำลังจะหนี จึงรีบเร่งฝีเท้าวิ่งเข้ามายิ่งกว่าเดิม
แต่สำหรับซุนเฟยแล้วเขาก็แค่อยากจะไปยืนอยู่กับพวกเด็กๆ เท่านั้นเอง
เด็กพวกนี้เป็นนักเรียนหัวกะทิที่ถูกคัดเลือกออกมาโรงเรียนแซมบอร์ด ส่วนใหญ่เป็นเด็กยากจนที่รู้ความ พวกเขาได้รับ ‘ทุนการศึกษาขององค์ราชา’สำหรับซุนเฟยแล้ว พวกเขาต่างเป็นรากฐานสำคัญของเมืองแซมบอร์ดในอนาคตดังนั้น วันนี้เขาจึงพาพวกเด็กๆ เข้ามาในสนามรบที่อันตรายก็เพื่อให้พวกเขารับรู้ถึงความโหดร้ายของสงครามและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
“เด็กน้อย พวกเจ้าไม่ต้องกลัวตอนนี้จงเปิดตาของพวกเจ้า ดูฉากตรงหน้าให้ดี ดูว่าบิดาของพวกเจ้ากำลังต่อสู้กับผู้รุกรานที่น่ารังเกียจพวกนั้นอย่างไร และจงรับรู้ถึงบรรยากาศในสนามรบด้วยหัวใจของเจ้าเอง เพราะสักวันหนึ่งพวกเจ้าก็ต้องทำเหมือนที่บิดาของพวกเจ้าทำเพื่อปกป้องคนรักและครอบครัวของตัวเองต้องหยิบดาบกำหอกลุกขึ้นสู้ในสนามรบ จำไว้นะ นักเรียนโรงเรียนแซมบอร์ดทุกคนเป็นทหารที่ต่ำต้อยแต่กล้าหาญดีกว่าเป็นนายทหารสูงใหญ่แต่ขี้ขลาด คนพวกนั้นมันไม่ต่างอะไรกับหนูท่อ!”
ซุนเฟยพูดขณะที่กวาดสายตามองไปยังร่างของเด็กๆ ทุกคนก่อนจะถามเสียงดังว่า“เข้าใจไหม?”
“เข้าใจครับ! ผู้อำนวยการ!” พวกเด็กๆ ต่างตอบกลับมาอย่างพร้อมเพรียงดวงตาของพวกเด็กๆ ไม่ปกปิดถึงความเคารพและเทิดทูนทำให้ซุนเฟยรู้สึกเหมือนตัวเองจะลอยได้
ในที่สุดกองทัพพันธมิตรก็วิ่งมาถึงแนวหน้าของเมืองแซมบอร์ดระยะห่างพวกเขามีไม่ถึงสิบเมตรเหล่าเทศกิจทั้งห้าสิบคนต่างยืนอยู่ที่เดิมอย่างมั่นคง ในมือกำโล่และหอกแน่นอยู่ในท่าทางเตรียมพร้อม
“สังหารพวกมันซะ!”
สายตาของเหล่าข้าศึกสว่างวาบประหนึ่งได้รับชัยชนะนักรบธาตุดินที่อยู่ด้านหน้าสุดตะโกนออกมาปลุกขวัญกำลังใจเหล่าทหารด้วยกัน
แต่ในตอนนี้เองก็เกิดเหตุการณ์แปลกๆ ขึ้นอย่างกะทันหัน
ท้องฟ้าแจ่มใสไร้ซึ่งก้อนเมฆ จู่ๆ ก็มีแสงสว่างสดใสขึ้นมากะทันหันเหมือนมีพระอาทิตย์จำนวนนับไม่ถ้วนอยู่บนท้องฟ้า
ราวกับว่าพวกเขารู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างนักรบธาตุดินเงยหน้าขึ้นอย่างแปลกใจ จากนั้นก็ปรากฏภาพสะท้อนกับตาดำของพวกเขาทำให้รอยยิ้มของพวกเขาแข็งค้าง ความสิ้นหวังผุดขึ้นมาไม่ขาดสาย ดวงตาของพวกเขาฉายให้เห็นถึงความหวาดกลัวที่ควบคุมไม่ได้“ไม่...”
ตูม!
ฉึกๆ!
ฟิ้ว!
วินาทีต่อมาแสงสว่างสดใสเหล่านั้นก็ร่วงลงมาสู่พื้นดิน ภัยพิบัติร้ายแรงได้เกิดขึ้น สะเก็ดระเบิดไฟ เกล็ดน้ำแข็งกระแสไฟฟ้าที่น่ากลัวและหมอกพิษได้เข้าปกคลุมเหล่ากองทัพพันธมิตรที่พุ่งเข้ามาเปลวไฟ น้ำแข็ง สายฟ้าและพิษ สิ่งเหล่านี้ได้คร่าชีวิตพวกเขาเป็นจำนวนมากเสียงร้องโหยหวนและกรีดร้องดังระงมขึ้นมา...
“นักเวท! พวกเขามีนักเวท...”
“กับดักมันเป็นกับดัก...รีบถอยเร็ว!!!”
“แม่จ๋า ช่วยด้วยช่วยด้วย...”
“อา ขาข้า ข้าไม่เห็นขาข้า...”
ความหวังและความแค้นของเหล่าพันธมิตรถูกทำลายลงในพริบตานักรบธาตุดินสองดาวที่วิ่งนำหน้าต่างหลบไม่ทันสักคนตอนนี้พวกเขาถูกลูกธนูน้ำแข็ง ลูกธนูไฟ และลูกธนูสายฟ้าปักทั่วร่างร่างของพวกเขาแข็งทื่อก่อนจะค่อยๆ แตกกระจายกลายเป็นเศษเนื้อกองหนึ่ง แม้แต่คลื่นพลังธาตุดินสองดาวของพวกเขาก็ไม่อาจช่วยชีวิตพวกเขาได้เลยชุดเกราะหนักที่ภูมิใจนักหนาก็ไม่อาจต้านทานการโจมตีได้แม้แต่ดอกเดียว
ด้านหลังของพวกเขา ทหารราบเกราะหนักของอาณาจักรเซินฮัวประสบกับหายนะครั้งใหญ่ยิ่งกว่าใคร
เหล็กเป็นตัวนำไฟฟ้า น้ำแข็ง และไฟที่ดีที่สุดทำให้มันสามารถแผ่กระจายไปได้อย่างรวดเร็วบนชุดเกราะหนัก เหล่าทหารราบเกราะหนักร้อยกว่านายที่โชคดีรอดชีวิตจากการถูกขวานฟันก่อนหน้านี้ในตอนนี้พวกเขาไม่สามารถป้องกันตัวเองจากการโจมตีครั้งนี้ได้ชุดเกราะหนักที่เคยเป็นอาวุธป้องกัน แต่ตอนนี้มันได้กลายเป็นอาวุธสำหรับสังหารเจ้าของมันแล้วเพียงพริบตาเดียวพวกเขาก็ถูกทำลายอย่างรวดเร็วก่อนที่จะถึงทหารแซมบอร์ดที่อยู่แนวหน้าเพียงสิบเมตร ทหารที่โชคร้ายบางคน หากไม่ได้ตายเพราะลูกธนูก็ต้องทนทรมานกับความหนาวเย็นจนแข็งตายหรือถูกเผาจากชุดเกราะของตัวเอง
ตาชั่งแห่งชัยชนะก็ถูกพลิกคว่ำในทันที
และจนถึงตอนนี้ เหล่าทหารกองทัพพันธมิตรและพวกราชาก็พบแหล่งที่มาของธนูเวทที่น่ากลัวพวกนี้ ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่เหล่า ‘สนม’ บนรถม้าทั้งหกคันที่จอดอยู่บนเนินเขาถึงได้มีพลังเวทที่แข็งแกร่งกระจายอยู่รอบกายมือเรียวสวยง้างสายคันธนูยาว คอยปล่อยลูกธนูที่แฝงด้วยเวทมนตร์อันน่ากลัวลูกธนูที่พวกนางปล่อยออกมาเหมือนเคียวแห่งความตาย กำลังง้างขึ้นเพื่อสังหารเหล่าดวงวิญญาณที่โชคร้ายลูกธนูนับไม่ถ้วนพุ่งออกมาโจมตีเหล่าทหารพันธมิตรไม่ขาดสาย
“สวรรค์...นั่นเป็นนักธนูเวทมนตร์ทั้งยี่สิบหกคนเลยหรือ?”
ทุกคนตัวแข็งทื่อเหมือนโดนสายฟ้าผ่ากลางร่างหัวสมองพลันว่างเปล่า
ใบหน้าของเหล่าราชาแห่งอาณาจักรทั้งเก้าพลันซีดเซียวพวกเขามองไปยังพวกเหยื่อที่น่ารักสดใสในความคิดของเขา ที่ตอนนี้ได้กลายร่างเป็นยมทูตคอยง้างธนูคร่าชีวิตทหารพวกเขาทีละคน!
เร็วมาก!
นักธนูสาวพวกนี้ยิงธนูได้เร็วมาก
พวกเขาเห็นเพียงเงาเรือนลางสีดำที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วในอากาศธนูถูกยิงออกมาอย่างต่อเนื่อง ในเวลาไม่ถึงสิบวินาที เกรงว่าพวกนางทั้งยี่สิบหกคนคงยิงธนูเวทมนตร์ไปแล้วมากกว่าหนึ่งพันดอก!
นี่เป็นลูกธนูเวทมนตร์ที่น่ากลัวมาก!
--------------------------------