สองปีผันผ่านดุจสายลม
ในเวลานี้เหล่าอัจฉริยะทั่วหล้าผุดขึ้นราวหน่อไม้หลังฝนพรำ บุปผานานาพันธุ์ผลิบานสะท้านสะเทือนวิถีนับหมื่น
ในหมู่ศิษย์รุ่นเยาว์อัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดย่อมเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจากมู่ฮ่าวแห่งตระกูลมู่
พรสวรรค์ของเขาพุ่งทะยานอย่างก้าวกระโดดทะลวงเข้าสู่ระดับเทพสวรรค์เมื่อปีก่อน!
ทั้งยังได้ประมือกับพญาคุนเผิงทอง ณ แดนใต้นี่คือสมรภูมิที่ผู้คนทั่วหล้าต่างรอคอย!
ศึกนั้นดึงดูดเหล่าผู้ฝึกตนและสิ่งมีชีวิตบรรพกาลนับไม่ถ้วนให้มาเฝ้าชมประลองกันจนฟ้ามืดดินถล่ม ขุนเขาแม่น้ำต่างพังทลาย
ต่อสู้กันนับร้อยกระบวนท่ากว่าจะรู้ผลแพ้ชนะ ในที่สุดพญาคุนเผิงน้อยก็ปราชัยไปอย่างน่าเสียดายจำต้องกลับคืนสู่แดนใต้ มุ่งมั่นจะเข้าสู่ด่านฝึกตนของเผ่าคุนเผิงหากไม่บรรลุเซียนจักไม่ออกจากด่านเด็ดขาด!
และก็ด้วยศึกนี้เองที่เป็นการวางรากฐานชื่อเสียงอันไร้เทียมทานของมู่ฮ่าวในหมู่รุ่นเยาว์โดยสมบูรณ์!
นอกจากนี้ยังมีศิษย์เอกของตระกูลมู่อีกหลายคนที่ท่องไปทั่วแคว้นตงฮวง
มู่เยว่เหยาธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งต้าเยี่ยนรุ่นหนึ่งพลังบ่มเพาะของนางก็ทะยานสู่ระดับเทพสวรรค์แล้วเช่นกัน กายเทพจันทราเติบใหญ่ก่อเกิดปรากฏการณ์พิสดารแห่งยุคบรรพกาลหลายเหตุการณ์เพียงพอที่จะสยบทั่วทั้งแคว้นตงฮวง
ยังมีมู่เฉินและมู่หลางที่สร้างชื่อเสียงของตนเองขึ้นมาได้
มู่เฉินผู้นั้นควบคุมเพลิงวิถีอันแข็งแกร่งที่สุดในโลกหล้าหลายชนิดเชี่ยวชาญในวิถีแห่งเพลิงอย่างยิ่ง จนได้รับการขนานนามจากเหล่าผู้ฝึกตนว่าเทพเพลิงสวรรค์!
ส่วนชื่อเสียงของมู่หลางนั้นกลับออกจะแปลกประหลาดไปสักหน่อยจนถูกผู้คนเอาไปค่อนแขะกันว่า เขาเป็นศิษย์เอกผู้หัวแข็งที่สุดของตระกูลมู่
สาเหตุเกิดจากที่มู่หลางเที่ยวโอ้อวดไปทั่วแคว้นตงฮวงจนไปล่วงเกินตระกูลโบราณแห่งจงโจวเข้าโดยไม่รู้ตัวคู่ต่อสู้ก็เป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่มีชื่อเสียงแห่งจงโจวและถือครองอาวุธกึ่งศักดิ์สิทธิ์
ผู้คนทั่วหล้าเฝ้ารอศึกนั้นอย่างใจจดจ่อผู้ฝึกตนมากมายหลั่งไหลมาชมแต่ศิษย์เอกของตระกูลมู่กลับเดิมพันกับอัจฉริยะแห่งจงโจวว่าจะใช้ศีรษะรับอาวุธของอีกฝ่าย!
อัจฉริยะจากจงโจวก็ไม่เชื่อจึงตอบรับข้อตกลง!
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับทำให้ผู้คนทั่วหล้าต้องตะลึง มู่หลางสวมหมวกสานสีแดงโลหิตแล้วใช้ศีรษะรับอาวุธกึ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นโดยไร้แม้รอยขีดข่วน
ทำให้อัจฉริยะแห่งจงโจวผู้นั้นต้องอับอายขายขี้หน้าชื่อเสียงศิษย์เอกหัวแข็งที่สุดของตระกูลมู่จึงถือกำเนิดขึ้น!
กลายเป็นเรื่องขบขันที่ถูกเล่าขานไปทั่วหล้า
และในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ห้าแคว้นก็เริ่มที่จะระส่ำระสายขึ้นมาสองในสามแห่งราชวงศ์นักฆ่าจากยุคโบราณปรากฏกายอีกครั้งซึ่งคือแดนมนุษย์และแดนโลกันตร์!
พวกมันใช้การฆ่าฟันเพื่อพิสูจน์วิถีวิชาเทพพรางตาและวิชาศักดิ์สิทธิ์แห่งการสังหารนั้นยากจะรับมือ!
กล่าวกันว่าทั่วหล้าฆ่าใครก็ได้!
เมื่อไม่นานมานี้ปรมาจารย์กึ่งเซียนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่แห่งหนึ่งในแคว้นตงฮวงก็ถูกตรึงตายบนหน้าผา พลังปราณเหือดแห้งสร้างความตื่นตระหนกแก่เหล่าผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วน
ไหนจะอดีตจักรพรรดิแห่งจงโจวผู้เคยเสียสละราชบัลลังก์ไปสองรุ่นและกึ่งเซียนแห่งราชวงศ์บรรพกาลก็ถูกนักฆ่าเหล่านั้นตัดศีรษะ และถลกหนังมนุษย์ออกมาไว้ดูต่างหน้า
ชั่วขณะหนึ่งห้าดินแดนทั่วหล้าจึงเต็มไปด้วยความหวาดผวา
หลายๆสำนักใหญ่จึงส่งผู้แข็งแกร่งสูงสุดออกตามหาที่ซ่อนของแดนมนุษย์และแดนโลกันตร์
……
ทะเลไร้สิ้นสุด เกาะเทพหลักแห่งตระกูลมู่
ตูม!!!
ฟากฟ้าสะเทือนปรากฏการณ์อันน่าทึ่งพลันบังเกิด แสงเทพนับหมื่นจั้งทาบทาลงมาลำนำวิถีมัวซัวพันผูกอยู่เหนือเกาะ ราวกับแดนเซียนล่องลอย งามเหนือจริง!
แม้ผู้นำตระกูลมู่เสินฉวนยังถูกรบกวนเห็นได้ชัดว่าตระกูลมู่กำลังจะมีผู้ครองกายพิเศษถือกำเนิด
ต่อมาเขาก็หายวับไปแล้วไปปรากฏกายบนเกาะสายเก้า
คราวนี้ ผู้ที่ถือกำเนิดคือทารกเพศชาย
ร่างกายของเขาถูกห่อหุ้มด้วยพลังแห่งวิถีอันเข้มข้นทั่วทั้งร่างเปล่งแสง ตรงหว่างคิ้วมีเส้นสีทองเข้มพลันคล้ายผนึกพลังศักดิ์สิทธิ์อันยิ่งใหญ่ไว้
“เนตรซ้อนแต่กำเนิด!”
“ลักษณ์แห่งจอมราชันย์!”
เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลมู่ต่างตกตะลึงและดีใจจนเนื้อเต้น!
เมื่อเปิดเนตรซ้อนแล้ววิถีแห่งสวรรค์ก็จะปรากฏ มีคุณสมบัติไร้ผู้ใดเทียมทาน อัจฉริยะแห่งเนตรซ้อนเช่นนี้มีในยุคบรรพกาลเท่านั้นที่จะมีผู้ถือกำเนิดเพียงไม่กี่คน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาล้วนกลายเป็นบุคคลยิ่งใหญ่เทียบเท่าผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตกาล
“ท่านผู้นำตระกูล!”
“ตระกูลมู่ของเรามีจอมราชันย์ถือกำเนิดอีกแล้ว!”
มู่ชิงหยุนผู้อาวุโสสูงสุดตื่นเต้นอย่างยิ่ง ยากจะเก็บซ่อนรอยยิ้มบนใบหน้า
“อืม ดีมาก”
“เด็กคนนี้จงชื่อมู่อี้!”
มู่เสินฉวนแย้มยิ้มอ่อนโยนมอบตราประทับตระกูลให้โดยไม่ลังเล
มันจักต้องนำพาโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ของตระกูลมู่มาสู่ร่างของเด็กผู้นี้
บิดาบังเกิดเกล้าของเด็กผู้นี้เป็นสมาชิกในสายเก้าแห่งตระกูลมู่เมื่อได้ยินว่าท่านผู้นำตระกูลประทานชื่อให้ด้วยตนเอง ก็ดีใจเป็นอย่างยิ่งน้อมรับด้วยความยินดี!
จากนั้นผู้คนจากสายเก้าทั้งหมดต่างก็ได้รับการยกย่อง
ต่อมามู่เสินฉวนก็หายวับไปจากเกาะแห่งนั้นมายังตำหนักอันเงียบสงบที่เหยาซีอาศัยอยู่
หลังจากได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมาสองปีความห่างเหินระหว่างคนทั้งสองก็จางหายไป
ถึงแม้การกระทำจะมิได้ก้าวหน้าไปอย่างชัดเจนแต่ก็ดีกว่าเมื่อก่อนมากแล้ว
นอกจากนี้สมาชิกในตระกูลมู่ส่วนใหญ่ก็ทราบถึงฐานะของเหยาซีแล้ว
พวกเขาให้ความเคารพต่อนางเป็นอย่างมากไม่ว่าจะไปที่ใดก็จะถูกเรียกว่าฮูหยิน
ช่วงแรกเหยาซีก็ยังเขินอายกับคำเรียกขานนี้อยู่บ้างจึงไม่กล้าตอบสนอง แต่พอนานวันเข้าก็ค่อยๆ คุ้นชิน
“ท่านมาแล้ว” ใบหน้างามพิสุทธิ์ของเหยาซีเผยรอยยิ้มนำมือหยกขาวเรียววางลงบนหน้าท้องที่นูนออกมา
หลังจากบ่มเพาะมาเป็นเวลาสองปีพลังชีวิตของกายาวิถีศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหลแต่กำเนิดก็ยิ่งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
คาดว่าอีกครึ่งปีก็จะถือกำเนิดแล้ว
“อืมเมื่อครู่สายเก้าได้ให้กำเนิดเด็กที่มีเนตรซ้อนแต่กำเนิด” มู่เสินฉวนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ราชันย์เนตรซ้อน?”
เหยาซีเผยอริมฝีปากด้วยความตกตะลึง
เห็นได้ชัดว่าไม่ได้แปลกใจกับเรื่องนี้เท่าไรนัก
ต่อมา มู่เสินฉวนก็หยุดสายตาไว้บนร่างของนางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวแช่มช้า
“ก่อนหน้านี้ข้าเคยคิดว่าจะพาเจ้าออกจากแดนใต้เพื่อคลอดบุตร”
“เหตุผลแรกคือในตงฮวงมีเขตต้องห้ามทั้งเจ็ดและมีเหล่าจอมยุทธ์ร้ายกาจอยู่ เกรงว่าจะไม่ดีนัก”
“เหตุผลที่สองคือตระกูลมู่ของเราก็ตั้งรกรากอยู่ในแดนใต้ หากพลังฟ้าดินถูกดูดซับจนหมดจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของตระกูล”
“เจ้าเห็นเป็นอย่างไร”
เหยาซีได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าเหมือนคิดอะไรบางอย่างไปด้วย
“ย่อมไม่มีปัญหา”
“เจ้าคิดไว้แล้วว่าจะไปที่ใด”
“สุดแดนเหนือดีไหม…”
ดวงตาลึกล้ำของมู่เสินฉวนมองไปยังที่ไกลแสนไกลแล้วกล่าวอย่างช้าๆ ว่า “ที่นั่นหนาวเหน็บพื้นที่กว้างใหญ่แต่ผู้คนเบาบาง”
“มีสำนักใหญ่ๆไม่เยอะและมีเพียงสองตระกูลโบราณที่ขยายอำนาจอยู่ทางนั้น”
“หากเกิดความขัดแย้งใดๆ ก็ไม่น่ากลัว”
“ได้เจ้าค่ะ” เหยาซีพยักหน้า