ภายในตำหนักหมื่นสมุนไพรรั่วอวี่นั้นได้เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายของการซึมซับ ‘ภูมิปัญญา’ ของเซียนพฤกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ดวงตาของนางเปิดออกพร้อมกับคลื่นพลังที่แผ่พุ่งออกมาภายนอกร่างกายเสียงกึกก้องดังไปทั่วทั้งตำหนักทำให้แม้แต่ซ่งไป่หลางที่กำลังง่วนอยู่กับการควบคุมเตาหลอมโอสถยังอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองไปยังร่างของนาง
ปัง!! รั่วอวี่สัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อร่างกายของนางภูมิปัญญาของเซียนพฤกษานั้นล้ำลึกสุดหยั่ง ทว่ารั่วอวี่กลับสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วขณะเดียวกันยังค้นพบว่ายิ่งนางเข้าใจในศาสตร์พลังธาตุพฤกษาลึกซึ้งมากขึ้นระดับพลังของนางก็ยิ่งเพิ่มพูนและทำให้ระดับพลังของนางก้าวไปยังจุดที่สูงขึ้นตลอดเวลา
เวลานี้แม้จะเอ่ยว่านางสามารถซึมซับภูมิปัญญาทั้งหมดเอาไว้ได้ทว่าสิ่งที่นางทำความเข้าใจได้เวลานี้กลับเป็นเพียงความรู้ส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งเท่านั้นภูมิปัญญาส่วนที่เหลือยังคงถูกปิดผนึกเอาไว้รอจนกว่านางจะสามารถทำความเข้าใจมันได้ในอนาคต
เสียงยินดีของฉู่เย่ดังขึ้น “ระดับพลังของเจ้าพัฒนาขึ้นจากขั้นห้ารวมวิญญาณกลายเป็นขั้นแปดราชันยุทธ์ในทันทีที่เจ้าเข้าใจส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาได้ในอนาคตขอเพียงเจ้าสามารทำความเข้าใจภูมิปัญญาทั้งหมดพลังของเจ้าก็จะก้าวไปยังจุดที่ทัดเทียมกับข้าในอดีตได้เช่นกัน”
แม้จะกำลังทุ่มเทสมาธิส่วนหนึ่งไปกับการปรุงโอสถทว่าซ่งไป่หลางก็ยังสามารถแบ่งสมาธิออกมาเพื่อพูดคุยได้บ้าง “ผู้อาวุโสฉู่เย่ ตามความเข้าใจของข้าระดับพลังของผู้คนสมควรขึ้นอยู่กับการฝึกฝนพลังลมปราณและจิตวิญญาณมิใช่หรือเหตุใดอาศัยภูมิปัญญาของท่าน ระดับพลังของนางจึงได้เพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาลเช่นนี้หรือแท้จริงท่านได้มอบพลังของท่านให้นางผ่านภูมิปัญญานั้น”
“หึหึหากเปลี่ยนเป็นเจ้าหรือผู้อื่นต่อให้สามารถเข้าใจภูมิปัญญาของข้าได้ครบร้อยส่วนก็เพียงแค่เพิ่มพูนความเข้าใจต่อศาสตร์พลังธาตุพฤกษาและการปรุงโอสถเท่านั้นทว่ากับนางนั้นนับว่าเป็นกรณีพิเศษ เจ้าหนูเจ้าอยู่กับนางมานานพอสมควรกลับไม่ค้นพบถึงความแตกต่างเลยงั้นหรือ” ฉู่เย่หัวเราะเบาๆ
“ความแตกต่าง?” ซ่งไป่หลางเริ่มเอะใจ เดิมทีรั่วอวี่นั้นเป็นอัจฉริยะอย่างแน่นอนความสามารถและพรสวรรค์ของนางในด้านศาสตร์พลังธาตุพฤกษานับว่าน่าทึ่งแม้แต่ในสำนักพงไพรก็ยังเป็นอัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุด ต่อให้เป็นจวินเม่ยเจ้าสำนักก็ยังไม่โดดเด่นถึงเพียงนี้เมื่อยังมีอายุเท่ากับนาง
อย่างไรก็ตามซ่งไป่หลางคิดมาตลอดว่าพรสวรรค์และความอัจฉริยะของนางไม่เพียงเกิดจากสิ่งที่ติดตัวนางมาตั้งแต่เกิดแต่ยังเป็นผลมาจากการสั่งสอนของผู้อาวุโสรั่วอีกด้วยคาดเดาจากความเคารพที่เซี่ยหยางมีให้แก่ผู้อาวุโสรั่วระดับของผู้อาวุโสรั่วสมควรสูงส่งยิ่งกว่าจวินเม่ยอีกหลายขั้น
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้อย่างละเอียดซ่งไป่หลางพลันรู้สึกได้ถึงความผิดปกติจริงๆ ในโลกของผู้ฝึกยุทธ์ผู้มีพลังขั้นเหนือมนุษย์สามารถมีอายุขัยได้มากกว่าหนึ่งร้อยปีราชันยุทธ์ยังมากถึงหนึ่งร้อยห้าสิบปี และเหล่าจักรพรรดินั้นมีอายุขัยมากกว่าสองร้อยปีมิต้องเอ่ยถึงระดับที่สูงยิ่งขึ้นอย่างอนุเซียนหรือขั้นอื่นๆเลย ยกตัวอย่างเช่นผู้อาวุโสหลักทั้งสามของสำนักพงไพรต่างก็มีอายุมากกว่าหนึ่งร้อยปีทั้งสิ้นทว่าทั้งหมดกลับยังดูเต็มเปี่ยมด้วยพละกำลังมิได้มีท่าทีคล้ายคลึงกับชายชราสักนิด
ในทางตรงกันข้ามผู้อาวุโสรั่วที่มีระดับพลังสูงส่งเหนือยิ่งกว่าอนุเซียนกลับดูเป็นชายชราที่เข้าใกล้ช่วงสุดท้ายของอายุขัยแล้วผู้หนึ่งบางทีผู้อาวุโสรั่วอาจจะมีอายุเกินกว่าสามหรือสี่ร้อยปีขึ้นไปนั่นหมายความว่าหากผู้อาวุโสรั่วเป็นปู่ของรั่วอวี่จริงๆ อายุของทั้งสองคนก็นับว่าห่างกันมากเกินผิดปกติ
อันที่จริงซ่งไป่หลางไม่เคยรู้เลยว่าบิดามารดาของรั่วอวี่เป็นใครกันแน่ทั้งไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับประวัติภูมิหลังของนางมาก่อนรู้แค่เพียงว่านางอาศัยอยู่ร่วมกับปู่ของนางมาตั้งแต่แบเบาะความรู้และความสามารถทั้งหมดล้วนได้รับสืบทอดมาจากปู่ของนาง
ซ่งไป่หลางยิ่งคิดก็ยิ่งตระหนักถึงความผิดปกติพลังธาตุพฤกษาของรั่วอวี่นั้นให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปแม้แต่ยอดฝีมืออย่างจวินเม่ยกลิ่นอายของพลังธาตุพฤกษาของนางก็ยังไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกแบบเดียวกันนี้มันคล้ายกับว่าพลังธาตุพฤกษาของรั่วอวี่นั้นบริสุทธิ์ยิ่งกว่าและปราศจากสิ่งเจือปนเป็นพลังธาตุพฤกษาที่ไร้สิ่งแปลกปลอมใดๆ
ยังมีท่าทีของอาจารย์ชางไป่เหอแม้หลังจากรู้จักกันแล้วจะพบว่านางมิได้เป็นคนเย็นชาอันใดเพียงแค่เพราะความสนใจทั้งหมดของนางล้วนทุ่มเทให้กับมวลพฤกษาดังนั้นนางจึงหลีกเลี่ยงที่จะยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์กระทั่งกับซ่งไป่หลางในคราแรกนางก็ยังมีท่าทีห่างเหินเป็นอย่างยิ่งแต่ท่าทีที่นางแสดงกับรั่วอวี่กลับแตกต่างออกไป ดูเป็นมิตรและอบอุ่นมากกว่าปกติ
เดิมทีซ่งไป่หลางเพียงแค่ประหลาดใจแต่มิได้เก็บมาคิดอันใดมากนักทว่าเมื่อรวมความรู้สึกประหลาดใจต่างๆเข้าด้วยกันรวมกับคำพูดของฉู่เย่ซ่งไป่หลางก็พลันเกิดความคิดอันน่าตกตะลึงขึ้นประการหนึ่ง
“หรือว่าแท้จริงแล้วนาง…”
“ซ่งไป่หลาง เจ้าเอ่ยถึงเรื่องใด” รั่วอวี่ประหลาดใจนางไม่อาจเข้าใจคำพูดของซ่งไป่หลางและฉู่เย่
“นังหนู เจ้าถูกเลี้ยงดูขึ้นมาแบบมนุษย์ทว่าแท้จริงแล้วเจ้าก็ตระหนักดีว่าตนเองมิใช่มนุษย์ที่แท้จริงเช่นเดียวกับปู่ของเจ้า” ฉู่เย่ถอนหายใจเบาๆ
รั่วอวี่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งนางย่อมตระหนักดีว่าตนเองนั้นแตกต่างจากมนุษย์ทั่วไปนับตั้งแต่ที่ปู่ของนางส่งนางไปยังสำนักพงไพรเมื่อนางได้ทำความรู้จักผู้คนจำนวนมาก นางก็ยิ่งตระหนักถึงความแตกต่างได้ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ
แม้นางจะไม่ได้ใส่ใจมากนักทว่านางก็ยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจของนางมาเป็นเวลานานแล้ว
“ท่านผู้อาวุโสฉู่เย่หรือว่าท่านจะรู้จักภูมิหลังของข้า” รั่วอวี่เอ่ยถามน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย ใจหนึ่งนางรู้สึกหวาดกลัวที่จะรู้ความจริงนางรักปู่ของนางมากและเชื่อว่าความรักนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตามนางกลัวว่าภูมิหลังที่เป็นปริศนาจะบังคับให้นางต้องไปจากปู่ของนาง
“มิต้องกังวลอันใด ตัวตนของเจ้ามิใช่สิ่งที่สร้างปัญหาให้กับเจ้าถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่ใช่มนุษย์และมิได้มีบิดามารดาก็ตาม” ฉู่เย่ตอบกลับ “อันที่จริงจะบอกว่ามิมีบิดาก็ไม่ถูกนักหากยึดถือว่าบิดาคือผู้ให้กำเนิดเช่นนั้นก็อาจจะถือได้ว่าข้าก็คือบิดาที่แท้จริงของเจ้า”
คำพูดของประโยคนี้ของฉู่เย่ทำให้ซ่งไป่หลางและรั่วอวี่ตกตะลึงในทันทีฉู่เย่อธิบายต่ออย่างเชื่องช้า “ทั้งเจ้าและปู่ของเจ้าล้วนถือกำเนิดขึ้นมาก็เพราะข้าและถือกำเนิดขึ้นมาจากสวนสมุนไพรแห่งนี้ ไม่สิกำเนิดขึ้นมาจากต้นมหาพฤกษานี้ต่างหาก”
“กำเนิดจากต้นมหาพฤกษา” รั่วอวี่รู้สึกไร้คำพูด
“เรื่องนี้คงต้องเล่าจากเมื่อครั้งตอนที่ข้าเริ่มปลูกต้นมหาพฤกษาเมล็ดพันธุ์ของต้นมหาพฤกษานั้นเป็นสิ่งที่ข้าได้รับมาจากจิตวิญญาณบรรพกาลที่เจ้าหนูผู้นี้ก็น่าจะรู้จักรวมถึงเคล็ดอักขระเทวะต้นกำเนิดที่เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ข้ามาถึงจุดนี้ก็ล้วนได้รับมาจากจิตวิญญาณบรรพกาลเช่นกัน”
“ตอนนั้นจิตวิญญาณบรรพกาลเล่าให้ข้าฟังว่าต้นมหาพฤกษาเป็นต้นไม้บรรพกาลที่ดำรงอยู่ในยุคสมัยของเทพมารทว่าหลังจากยุคแห่งการล่มสลาย ต้นมหาพฤกษาก็ได้ตายลงก่อนตายมันได้ทิ้งเมล็ดพันธุ์เอาไว้หนึ่งเมล็ด ซึ่งจิตวิญญาณบรรพกาลก็ได้เก็บรักษาเอาไว้จนกระทั่งมอบต่อให้กับข้า”
“ในฐานะของผู้ปรุงโอสถเจ้าควรจะตระหนักดีว่าสมุนไพรและพฤกษาทั้งมวลล้วนมีจิตวิญญาณของพวกมันทว่ามีเพียงพฤกษาไม่กี่ชนิดจึงจะมีจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งและชัดเจนมากพอต้นมหาพฤกษาคือต้นไม้ที่มีจิตวิญญาณแข็งแกร่งและชัดเจนมากที่สุดและก่อนที่มันจะตายมันก็ได้ให้กำเนิดผลมหาพฤกษาขึ้นมาเวลานั้นผลมหาพฤกษาได้จำแลงร่างของมันเป็นเทพพฤกษาและต่อการกับเหล่ามารปีศาจจนสุดท้ายก็ถูกทำลายโดยจอมมารผู้หนึ่ง”
“หลังจากที่ข้าได้รู้ถึงเรื่องนี้ข้าจึงรู้ว่าหากสามารถปลูกต้นมหาพฤกษาให้เติบโตได้ เมื่อมันออกผลผลมหาพฤกษาก็จะกลายเป็นสิ่งมีชีวิต ทว่าตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ข้าสามารถทำให้ผลมหาพฤกษาถือกำเนิดเพียงผลเดียว นั่นก็คือปู่ของเจ้า” คำพูดของฉู่เย่ทำให้รั่วอวี่สั่นสะท้านเล็กน้อยนางไม่นึกเลยว่าปู่ของนางและตัวนางจะมีความเป็นมาเช่นนี้
ฉู่เย่เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเสียใจ“อย่างไรก็ตามข้าเป็นเพียงมนุษย์ผู้หนึ่งจะสามารถปลูกต้นมหาพฤกษาให้สมบูรณ์ได้เช่นใดผลมหาพฤกษาผลแรกกลับไม่สามารถเติบโตขึ้นมาอย่างสมบูรณ์มิอาจกลายเป็นผลมหาพฤกษาที่แข็งแกร่งทรงพลังเทียบเท่าเทพพฤกษาในอดีตได้”
“ข้าใช้เวลาร้อยกว่าปีในการเลี้ยงดูปู่ของเจ้าและถ่ายทอดความรู้ต่างๆให้แก่มัน ข้าจึงรู้ว่าผลมหาพฤกษาจะเติบโตและทรงพลังมากขึ้นเมื่อมันมีความเข้าใจลึกซึ้งต่อศาสตร์พลังธาตุพฤกษานั่นเพราะตัวมันคือพฤกษาที่แท้จริง ยิ่งลึกซึ้งก็ยิ่งเติบโต ยิ่งทวีความแข็งแกร่ง”
“ปู่ของเจ้าเข้าใจถึงความเสียใจของข้าดังนั้นแม้ต้นมหาพฤกษาจะกำลังดำเนินสู่ช่วงเวลาวิกฤติมันก็ยังคงทุ่มเทในการดูแลต้นมหาพฤกษาเพื่อให้กำเนิดผลมหาพฤกษาที่สมบูรณ์แบบจนในที่สุดต้นมหาพฤกษาก็ได้ให้กำเนิดผลมหาพฤกษาขึ้นเมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้ว”
“ซึ่งนั่นก็คือข้า” เสียงของรั่วอวี่เต็มไปด้วยอารมณ์สับสนวุ่นวาย
“ปู่ของเจ้าก็คือญาติของเจ้าจริงๆไม่ใช่ญาติทางสายเลือดแบบเดียวกับมนุษย์ทว่าก็ถือเป็นญาติที่กำเนิดจากรากฐานเดียวกันมีความผูกพันทางวิญญาณอย่างแท้จริง” ฉู่เย่เอ่ยต่อ “และเมื่อเจ้าเข้าสู่สวนสมุนไพรวิเศษข้าก็ตระหนักได้ทันทีว่ามันทำสำเร็จแล้ว เจ้าคือผลมหาพฤกษาที่สมบูรณ์แบบแม้จะถูกเลี้ยงมาในแบบมนุษย์ทว่าในอนาคตเจ้าก็จะข้ามพ้นขอบเขตของมนุษย์และกลายเป็นเทพเจ้าเทียบเท่ากับเทพพฤกษาบรรพกาล” ฉู่เย่ไม่อาจเก็บซ่อนอารมณ์ของมันน้ำเสียงของมันเต็มไปด้วยความสุขและความยินดี
“เจ้าก็คือส่วนหนึ่งของคำทำนายสวรรค์พินาศผลมหาพฤกษาจะทำให้สวรรค์สั่นคลอนและร่วมสรรค์สร้างสวรรค์แห่งใหม่ที่ไร้มลทิน เดิมทีข้าเคยคิดว่าคำทำนายนี้เอ่ยถึงปู่ของเจ้าทว่าน่าเสียดายที่มิใช่ปู่ของเจ้าอาจจะมีพลังที่แข็งแกร่งกว่ามนุษย์ทั่วไปและเทียบเคียงได้กับผู้ที่มีสายโลหิตของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ทว่าก็มิอาจอยู่เหนือกว่าพวกมัน”
“ทว่าเจ้านั้นต่างออกไปตระกูลศักดิ์สิทธิ์เป็นเพียงมนุษย์ที่ได้รับโลหิตศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าทว่าเจ้าคือตัวตนที่จะได้กลายเป็นเทพเจ้าอนาคตของเจ้านั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์จะเทียบเคียงได้”
‘คำทำนายสวรรค์พินาศอีกแล้ว’ ซ่งไป่หลางตกตะลึงอีกครั้งหนึ่งคำทำนายนี้ได้ก่อให้เกิดเรื่องราวต่างๆมากมายเมื่อคำนึงถึงบทต่างๆที่มันล้วนเคยได้ยินมา เซี่ยหยาง ตัวมันเอง ซ่งหงเสวี่ยรั่วอวี่ ฉู่เย่และสำนักพงไพรทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีความเกี่ยวข้องกับคำทำนายสวรรค์พินาศทั้งสิ้น
“เช่นนั้นรั่วอวี่ก็มิใช่มนุษย์แต่เป็นเผ่าพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับภูติพฤกษา มิแปลกใจเลยที่อาจารย์ชางไป่เหอปฏิบัติต่อนางแตกต่างออกไปและพลังธาตุพฤกษาของนางก็บริสุทธิ์อย่างมาก” ซ่งไป่หลางถอนหายใจเบาๆด้วยความทึ่ง “อีกทั้งพลังของนางยังมิได้พัฒนาขึ้นด้วยการบ่มเพาะฝึกฝนดั่งเช่นคนทั่วไปแต่เกิดจากการทำความเข้าใจศาสตร์พลังธาตุพฤกษาสินะ”
ฉู่เย่ตอบรับ “ถูกต้องแล้วยิ่งนางทำความเข้าใจภูมิปัญญาแห่งธาตุพฤกษาได้มากเพียงใดพลังของนางก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นทักษะการต่อสู้ต่างๆก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตามด้วยภูมิปัญญาที่ข้ามีอย่างมากที่สุดก็แค่สามารถทำให้นางมีพลังทัดเทียมกับข้าในอดีตเท่านั้นยังมิอาจไปสู่ระดับเทพพฤกษาบรรพกาลได้”
“เช่นนั้นต้องทำอย่างไรนางถึงจะก้าวไปยังระดับเทพพฤกษาบรรพกาล” ซ่งไป่หลางรู้สึกสนใจเรื่องนี้อย่างมาก ตั้งแต่ที่มันได้รู้จักกับจิตวิญญาณบรรพกาลมันก็รู้สึกว่าเรื่องราวในอดีตนั้นน่าศึกษาเรียนรู้ยิ่งนัก
“เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่อาจรู้ได้ ทว่าจิตวิญญาณบรรพกาลได้แนะนำเรื่องสำคัญเอาไว้นั่นก็คือแม้ว่าสิ่งมีชีวิตในยุคบรรพกาลจะล้มหายตายจากไปเกือบหมดแล้วทว่าสถานที่ที่มีร่องรอยและภูมิปัญญาของยุคบรรพกาลยังไม่ได้หายไปทั้งหมด บางทีมันอาจจะมีภูมิปัญญาบรรพกาลบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับเทพพฤกษาขอเพียงในอนาคตนางสามารถค้นพบมันได้นางก็จะสามารถก้าวข้ามขอบเขตกลายเป็นเทพพฤกษาคนใหม่” ฉู่เย่ตอบอย่างจนปัญญา
ซ่งไป่หลางพยักหน้ารับรู้เรื่องประเภทนี้นับว่าขึ้นอยู่กับโชคชะตาของแต่ละคน หากคำทำนายสวรรค์พินาศมิได้ผิดพลาดแม้รั่วอวี่จะไม่สามารถค้นหาภูมิปัญญาของเทพพฤกษาได้พบแต่นางก็ยังคงเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่สำหรับตระกูลศักดิ์สิทธิ์อยู่ดี
“ผู้อาวุโสฉู่บางทีท่านอาจจะรู้ประโยคทั้งหมดของคำทำนายสวรรค์พินาศ?” ซ่งไป่หลางสอบถามด้วยความคาดหวัง
ทว่าฉู่เย่กลับถอนหายใจออกมา “น่าเสียดายนัก เรื่องนี้ข้ารู้เพียงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับดินแดนเทพพฤกษาและต้นมหาพฤกษาเท่านั้นท่านหญิงน้อยของตระกูลสาปสวรรค์เอ่ยว่าวันใดที่คำทำนายทั้งหมดถูกรวบรวมเป็นหนึ่งเดียวเมื่อนั้นจึงจะเป็นวันที่สวรรค์พินาศสิ้น ดังนั้นข้าไม่คิดว่านางน่าจะแบ่งคำทำนายออกเป็นส่วนๆและส่งมอบให้แก่ผู้ที่ถูกเลือกโดยโชคชะตาที่เกี่ยวเนื่องกับคำทำนายของนางเท่านั้น”
ซ่งไป่หลางลอบตื่นตะลึงเล็กน้อย ‘ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ข้าได้พบเจอกับคำทำนายของตระกูลสาปสวรรค์มามากมายทว่ากลับมิเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน บางทีข้าน่าจะลองพูดคุยเรื่องนี้กับอาจารย์และหากเจอหงเสวี่ยข้าควรถามนางเกี่ยวกับคำทำนายที่นางรู้’
พลังของรั่วอวี่ได้พุ่งทะลุเข้าสู่ขั้นแปดราชันยุทธ์แล้วอีกทั้งระดับพลังของนางยังแตกต่างจากคนทั่วไปซ่งไป่หลางคาดเดาได้เลยว่าแม้ต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือขั้นจักรพรรดิมนุษย์หรือกระทั่งจักรพรรดิปฐพีขึ้นไปนางก็ยังมีโอกาสเอาชนะได้
ซ่งไป่หลางรู้สึกกดดันเล็กน้อยเมื่อนึกถึงเวลาไม่กี่เดือนก่อนหน้าที่คนทั้งสองยังร่วมมือกันต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตมายาและกลุ่มของหั่วฟู่ แม้ว่าเวลานั้นรั่วอวี่จะมีระดับพลังสูงกว่าตนอยู่พอสมควรทว่าในแง่ของระดับความสามารถโดยรวมซ่งไป่หลางยังมีความเชื่อมั่นว่าสามารถเทียบชั้นกับนางได้อยู่บ้างทว่าเวลานี้กลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง พลังของรั่วอวี่นั้นสูงส่งเกินไปเกรงว่าแม้แต่ศิษย์ยอดพฤกษาอันดับหนึ่งอย่างเหยาเสี่ยวฉานก็คงมิอาจเทียบกับนางได้อีกแล้ว
‘ข้าเองก็ต้องฝึกฝนให้หนักยิ่งขึ้น’ ซ่งไป่หลางขมวดคิ้วเล็กน้อยในสภาวะที่กำลังทุ่มเทสมาธิเพื่อปรุงโอสถย่อมไม่เหมาะที่จะฝึกฝนเพิ่มพูนพลังทำให้ซ่งไป่หลางสูญเสียเวลาที่ใช้สำหรับฝึกฝนไปมากกว่าหนึ่งเดือน
เซียนพฤกษาคล้ายรับรู้ถึงความคิดของมัน“หึหึเจ้าหนูอย่าได้คิดว่าตนเองเสียโอกาสอันใด หากเจ้ายังมีพลังเพียงขั้นเหนือมนุษย์ละก็เจ้าอาจจะไม่ได้รับประโยชน์มากนักจากการปรุงโอสถทว่าเวลานี้เจ้ากำลังจะทลายด่านพลังเข้าสู่ขั้นรวมวิญญาณนี่นับว่าเป็นโชคชะตาของเจ้าโดยแท้ ข้าจะดูแลเตาโอสถให้เจ้าชั่วระยะเวลาสิบลมหายใจระหว่างนั้นจงสำรวจห้วงวิญญาณของตนเองให้ละเอียดซะ”
หลังจากที่เซียนพฤกษากล่าวจบซ่งไป่หลางพลันรู้สึกว่าการควบคุมเปลวไฟผ่านอักขระค่ายกลของมันถูกตัดขาดไปชั่วคราวทว่ามันกลับมิได้แตกตื่นตกใจอันใด เนื่องจากแม้ฉู่เย่จะอยู่ในสภาพเศษเสี้ยววิญญาณแต่มันก็มีความเข้าใจในศาสตร์ค่ายกลและการปรุงโอสถลึกซึ้งมิด้อยไปกว่ามันน่าเสียดายที่ฉู่เย่มิอาจใช้พลังของมันได้มากเกินไปมิเช่นนั้นมันคงหลอมโอสถจิตวิญญาณเทวะด้วยตนเองไปนานแล้ว
ซ่งไป่หลางหลับตาลงก่อนจะสำรวจห้วงวิญญาณของตนเองอย่างช้าๆมันพบว่าทะเลสาบที่ก่อตัวขึ้นจากวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ภายในห้วงวิญญาณของมันกำลังสั่นไหวอย่างรุนแรงขณะเดียวกันได้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างมากมายภายในห้วงวิญญาณของมัน
ป่าภายในห้วงวิญญาณเติบโตและขยายวงกว้างขึ้นดวงอาทิตย์ทวีความร้อนแรงและแผดเผา กระแสวารีม้วนตลบสำแดงพลังอันน่าสะพรึงสายลมคมกริบพัดผ่านไปทั่วทั้งห้วงวิญญาณ ผืนปฐพีสั่นสะเทือนอย่างมิอาจยับยั้ง ซ่งไป่หลางตระหนักได้ในทันทีว่านี่คือสัญญาณเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่ขั้นรวมวิญญาณพลังธาตุและห้วงวิญญาณของมันกำลังเติบโตและก้าวเข้าสู่ระดับใหม่อีกขั้นหนึ่งแล้ว