คลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี)

    กระแสลมที่เปลี่ยนทิศ และอาณาจักรที่เริ่มขยับตัว

    ติ๊ง!

     

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 07:59:59]

    [ขณะนี้เวลา 19:00 น. ของวันที่ 6 เมษายน]

     

    "เฮือก!"

    ชายหนุ่มหอบหายใจหนักหน่วง เขาดีดตัวลุกขึ้นนั่ง พลางสะบัดศีรษะไล่ความมึนงง 

    'ทำไมช่วงนี้ถึงตื่นมาในท่าเหมือนกุ้งขดตัวตลอดเลยนะ หรือว่าฟูกมันจะยุบตัวจนเป็นแอ่ง?'

    เขาพยายามยันกายลุกขึ้นยืนบนสองขา 

    ความรู้สึกโคลงเคลงในช่วงวินาทีแรกเหมือนคนเมาเรือ 

    แต่เพียงพริบตาเดียว ระบบประสาทสั่งการก็ปรับจูนเข้าที่ 

    อคินบิดขี้เกียจจนกระดูกสันหลังลั่นเสียงดัง กร๊อบ! 

    ความรู้สึกตึงเปรี้ยะแล่นพล่านไปทั่วร่าง ก่อนจะแทนที่ด้วยความกระปรี้กระเปร่าอย่างน่าประหลาด

    ติ๊ง!

    หน้าต่างโฮโลแกรมสีฟ้าสว่างวาบขึ้นตรงหน้า ข้อความที่ปรากฏไม่ได้แข็งกระด้างเหมือนระบบทั่วไป แต่มันดู... มีชีวิตชีวา

     

    [อรุณสวัสดิ์ 'อัศวิน' ผู้ขี้เซา! พระจันทร์ขึ้นโด่งแล้วนะ...]

     

    อคินคลี่ยิ้มออกมาทันทีที่เห็นข้อความนั้น 

    เขารู้สึกเสมอว่าตัวเองพิเศษกว่าคนอื่น เหมือนระบบนี้ถูกสร้างมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ 

    มันมักจะทักทายเขาด้วยถ้อยคำที่เป็นกันเองเสมอ

    "รู้แล้วน่า... ไม่ได้ขี้เซาสักหน่อย ระบบนี่ชอบใส่ร้ายกันจัง"

    เขาบ่นพึมพำอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะหันไปมองสมาชิกปาร์ตี้ที่นั่งเรียงแถวรอเขาอยู่อย่างเป็นระเบียบผิดวิสัยสัตว์ทั่วไป

    เจ้า 'โบ้' สุนัขพันทางสีน้ำตาลแดงนั่งกระดิกหางดิ๊กๆ ลิ้นห้อยด้วยความดีใจ 

    ส่วนแก๊งแมวสามตัว... 'ส้มซ่า' แมวส้มลายเสือที่ดูห้าวหาญ 'ปลาเผา' แมวลายสลิดตัวอ้วนกลม 

    และ 'บัวลอย' แมวสีขาวปลอดผู้เงียบขรึม ทั้งสามตัวจ้องมองเขาด้วยดวงตาวาววับในความมืด

    สายตาเหล่านั้น... อคินรู้สึกไปเองหรือเปล่าไม่รู้ 

    แต่เขาเห็นความ โล่งใจ อยู่ในดวงตาของพวกมัน ราวกับพวกมันกลัวว่าเขาจะไม่ตื่นขึ้นมาอีก

    "มองหน้ากันแบบนี้ หิวกันแล้วล่ะสิ หรืออยากออกไปยืดเส้นยืดสาย?"

    อคินย่อตัวลง ลูบหัวเจ้าส้มซ่าที่เดินเข้ามาเอาหัวถูไถหน้าแข้งเขาอย่างออดอ้อน 

    สัมผัสนุ่มนิ่มของขนสัตว์ทำให้เขารู้สึกสงบใจอย่างประหลาด

    "ไปกันเถอะ... วันนี้เราต้องเคลียร์ของเก่าในกระเป๋าก่อน แล้วค่อยไปลุยงานกันต่อ"

    อคินผิวปากเป็นท่วงทำนองเพลงที่จำไม่ได้ว่าเคยได้ยินจากที่ไหน 

    เดินนำขบวนสัตว์เลี้ยงออกจากบ้านต้นไม้ที่พรางตัวอยู่อย่างแนบเนียนในพุ่มพฤกษา

    ...

    บรรยากาศยามค่ำคืนของค่ายลี้ภัยประตูระยองคึกคักสวนทางกับความมืด 

    แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันและกองไฟส่องสว่างวูบวาบ กลิ่นคาวเลือดสดๆ ผสมปนเปไปกับกลิ่นเหงื่อและกลิ่นยาสูบฉุนจมูก

    เสียงตะโกนต่อรองราคาระหว่างนักล่ากับพ่อค้าคนกลางดังเซ็งแซ่ 

    แต่อคินไม่ได้สนใจเสียงเหล่านั้น เขาเดินตรงดิ่งไปยังเคาน์เตอร์ประจำของสมาคมกิลด์

    "คุณอคินสินะครับ มาตรงตามเวลาที่จดหมายจากสำนักแจ้งไว้เลยนะครับ"

    เจ้าหน้าที่หนุ่มเงยหน้าขึ้นจากกองบัญชี ขยับแว่นสายตาพลางยิ้มต้อนรับเมื่อเห็นชายหนุ่มและขบวนสัตว์เลี้ยง

    "วันนี้มีอะไรมาบ้างครับ?"

    "หมูป่าเขี้ยวศิลา กับ หมาป่าทมิฬ... อ้อ มีเขี้ยวที่สภาพสมบูรณ์ด้วยนะ"

    อคินหยิบกระเป๋ามิติออกมาก่อนจะเปิดปากเทที่ทุกอย่างข้างในออกมากองหน้าเคาน์เตอร์ 

    เจ้าหน้าที่รีบเข้ามาตรวจสอบ ทันทีที่เห็นเขี้ยวโค้งยาวสีขาวมุกที่ยังไม่แตกหัก ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง

    "โอ้โห! สภาพสมบูรณ์มาก! ปกติพวกสายบู๊ชอบทุบหัวจนเขี้ยวแตกหมด คุณอคินนี่มือเบา... เอ้ย แม่นยำสุดยอดเลยครับ สำนักงานให้ราคาดีแน่นอน เดี๋ยวผมจะบันทึกผลงานไว้ให้นะครับ"

    "ขอบคุณครับ... ไว้จะหามาให้อีกนะ"

    อคินก้มศีรษะลา พลางมองดูตัวเลขพอยต์ที่เพิ่มขึ้นด้วยความพึงพอใจ 

    สำหรับเขา แต้มพวกนี้ไม่ใช่ความมั่งคั่ง แต่มันคือหลักประกันความอยู่รอดของ 'ครอบครัว' สี่ขาของเขา

    หลังจากเสร็จธุระ อคินพาทีมมุ่งหน้าไปยัง 'ครัวกลาง' ซึ่งเป็นโรงอาหารขนาดใหญ่ที่ดัดแปลงมาจากโรงงานเก่า 

    คืนนี้บรรยากาศดูแปลกไปกว่าทุกวัน เสียงพูดคุยจอแจไม่ได้เป็นเรื่องการบ่นด่าโชคชะตาหรือโอ้อวดเรื่องการล่า 

    แต่เป็นน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความตื่นเต้นและความหวัง

    อคินเลือกที่นั่งมุมอับสายตาตามความเคยชิน เทอาหารเม็ดให้เหล่าสัตว์เลี้ยง 

    ก่อนจะจัดการกับอาหารของตัวเอง... ปลาย่างเกลือสองตัวและข้าวเปล่า 

    'แปลกดีที่ช่วงหลังมานี้ฉันเบื่อเนื้อสัตว์ใหญ่หรือเนื้ออสูร แต่กลับโหยหาปลาเป็นพิเศษ'

    ระหว่างที่แกะเนื้อปลาเข้าปาก หูของเขาก็ทำงานดีเยี่ยมเกินมนุษย์ 

    เสียงกระซิบกระซาบจากโต๊ะข้างๆ ที่ห่างออกไปเกือบสิบเมตรดังชัดเจนราวกับมาพูดอยู่ข้างหู

    "เห็นขบวนรถเมื่อเย็นไหม? ที่วิ่งฝ่าฝุ่นตลบมาจากทางสัตหีบน่ะ" 

    ชายร่างใหญ่ไว้เคราดกเปิดประเด็น พลางกระดกเหล้าหมักทำเองเข้าปาก

    "เห็นสิโว้ย! รถบรรทุกทหารเรือชัดๆ มากันเต็มอัตราศึกเลย" 

    อีกคนตอบเสียงดัง 

    "ได้ยินพวกหน่วยข่าวลือกันให้แซ่ดว่า พวกเขากำลังจะย้ายฐาน ขนคนไปสมทบที่ 'เมืองท่าจันทบุรี'"

    ชื่อเมืองนั้นทำให้อคินชะงักมือที่กำลังตักข้าว เมืองท่าจันทบุรี... ก็คงจะเ็นค่ายแหลมสิงห์ที่เขาจากมา

    "เมืองท่านั่นน่ะเหรอ... ที่ลือกันว่า ท่านเพทาย กำลังสร้าง?" 

    ชายคนแรกแค่นเสียง 

    "เหอะ! หายหัวไปไหนมาตั้งสองเดือน ตอนที่คลื่นลูกแรกถล่ม พวกเราหนีตายกันแทบรากเลือด ไม่เห็นหัวทหารเรือสักคน มีแต่ท่านเพทายนี่แหละที่กางบาเรียพฤกษาคุ้มครองพวกเรา"

    "เอาน่าๆ" 

    เพื่อนร่วมโต๊ะรีบปราม 

    "มาช้าก็ยังดีกว่าไม่มานะเว้ย แถมได้ข่าววงในมาว่า ท่านเพทายใจกว้างอย่างกับมหาสมุทร ไม่ถือโทษโกรธเคืองที่ทหารมาช้า แถมยังแบ่งเสบียงอาหารให้ด้วย เห็นว่าสภาอนุมัติรับรองให้ทหารเรือพวกนั้นเป็นพลเมืองของอาณาจักรมหาพฤกษาแล้วด้วยนะ"

    "จริงดิ? ถ้าได้อาวุธหนักของทหารมารวมกับเวทมนตร์พฤกษาของท่านเพทาย... มนุษย์เราอาจจะมีหวังยึดโลกคืนก็ได้นะ"

    อคินฟังแล้วก็เคี้ยวข้าวเงียบๆ เขาไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายกับข่าวการเมือง หรือใครจะเป็นใหญ่ในโลกใบใหม่นี้ 

    ไม่ว่าจะเป็นทหารเรือ หรือท่านเพทาย ผู้มีพลังดุจเทพเจ้า

    สำหรับอคิน... โลกจะปกครองด้วยระบอบไหนก็ได้ ขอแค่ให้มันสงบสุขเร็วๆ ขอแค่ไม่มีมอนสเตอร์โผล่มาฆ่าแกงกัน

    "ถ้าโลกสงบ..."

    อคินเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างโรงอาหาร 

    ดวงจันทร์เสี้ยวลอยเด่นอยู่เหนือยอดไม้ ใบหน้าของเขาดูอ่อนโยนลงเมื่อนึกถึงเป้าหมายเดียวที่ทำให้เขายังมีชีวิตอยู่

    "ฉันคงมีโอกาสได้ออกตามหานายสักทีนะ... แต้ม"

    ภาพของแมวสีขาวแต้มดำตัวโปรดผุดขึ้นในความทรงจำ 

    พร้อมกับภาพของ 'คุณศรีนิล' แมวดำลึกลับที่มีแววตาทรงภูมิปัญญา 

    และท่าทีของพวกส้มซ่าที่ดูเหมือนจะรู้อะไรบางอย่างแต่อธิบายไม่ได้ มันคือความหวังเล็กๆ ที่หล่อเลี้ยงจิตใจเขา

    "นายคงยังไม่ตายหรอกใช่ไหม? ฉันเชื่อว่านายเก่ง... บางทีนายอาจจะอยู่กับคุณศรีนิล หรืออาจจะกำลังแอบมองฉันอยู่ที่ไหนสักแห่ง"

    ทันใดนั้น เขารู้สึกถึงสัมผัสสากๆ ที่หลังมือ 

    ส้มซ่าเลิกกินอาหารแล้วกระโดดขึ้นมานั่งบนตัก ใช้ลิ้นเลียมือเขาเบาๆ 

    ดวงตาสีเหลืองคู่นั้นจ้องมองเขาเขม็ง 

    "ไม่ต้องปลอบหรอกน่า ฉันไม่ยอมแพ้ง่ายๆ หรอก" 

    อคินยิ้มบางๆ เกาคางเจ้าส้มซ่าจนมันหลับตาพริ้ม 

    "ไปกันเถอะ... รีบทำงานของเราให้เสร็จ จะได้สร้างโลกที่ปลอดภัยไว้รอรับแต้มกลับบ้าน"

    ...

    [21:30 น.]

    ยิ่งเดินลึกเข้าไปในป่าดิบชื้นโซนสีแดง บริเวณเขตรอยต่อจันทบุรี

    บรรยากาศก็ยิ่งเปลี่ยนไป 

    กลิ่นดินและกลิ่นใบไม้เน่าเปื่อยถูกกลบด้วยกลิ่นฉุนกึกเหมือนกำมะถันและกลิ่นสาบสางที่รุนแรงจนแสบจมูก

    คืนนี้ป่าเงียบผิดปกติ... ไม่มีเสียงจิ้งหรีด ไม่มีเสียงนกกลางคืน มีเพียงความเงียบที่หนักอึ้งและน่าอึดอัด

    อคินย่อตัวลงต่ำโดยสัญชาตญาณ 

    ร่างกายของเขาตอบสนองต่อภัยคุกคามเร็วกว่าความคิด 

    เขาใช้นิ้วแตะรอยเลือดจางๆ บนใบหญ้า... ยังไม่แห้งดี

    "ระวังตัวด้วย..." 

    อคินกระซิบ สัญชาตญาณสัตว์ป่าในตัวเขากรีดร้องเตือนภัยระดับสูงสุด

    เบื้องหน้า ในลานหินกว้างกลางป่า แสงจันทร์สาดส่องเผยให้เห็นร่างมหึมาที่สูงเกือบสามเมตร

    ผิวหนังของมันหยาบกร้านสีฟ้าอมเทา มัดกล้ามเนื้อปูดโปนบิดเบี้ยวเหมือนรากไม้ปีศาจ 

    เขี้ยวยาวโง้งโผล่พ้นริมฝีปากที่เปรอะเปื้อนเลือด 

    มันกำลังนั่งแทะซากกวางโชคร้ายอย่างตะกละตะกลาม ในมือขวากำขวานหินขนาดยักษ์ไว้แน่น

    รอยสักสีดำรูปเกลียวคลื่นพาดผ่านแผ่นหลังกว้าง บ่งบอกสถานะที่ไม่ธรรมดา

    ติ๊ง!

     

    [ออร์คเดียวดาย  เลเวล 45]

    [เจ้านี่มันของจริง! อย่าแลกหมัดตรงๆ ... ใช้ความเร็วของนายจัดการมันซะ!]

     

    "เลเวล 45..." 

    อคินกลืนน้ำลายคอแห้งผาก เขาเพิ่งเลเวล 43 การข้ามรุ่นสู้กับมอนสเตอร์ระดับสูง ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ 

    แต่คำแนะนำของระบบทำให้เขามั่นใจขึ้น

    "ขอบใจที่เตือน... ฉันจะระวัง"

    กร๊อบ!

    เสียงกิ่งไม้หักใต้เท้าทำให้ออร์คตัวนั้นชะงัก มันโยนซากกวางทิ้งแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง 

    เงาทะมึนทาบทับร่างของอคินจนมิด

    "โฮกกกกกก!"

    เสียงคำรามดังก้องป่าจนต้นไม้สั่นสะเทือน แรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้ามา

    "แยกกันโจมตี! โบ้ ล่อความสนใจ! ส้มซ่า ปลาเผา เจาะจุดอ่อน! บัวลอย รอจังหวะตรึงขา!"

    อคินตะโกนสั่งการพร้อมกับพุ่งตัวออกด้านข้าง

    ขวานยักษ์ฟาดลงมาตูมเดียว 

    ตูม!

    พื้นดินตรงที่อคินเคยยืนระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เศษหินกระเด็นบาดแก้มเขาจนเลือดซึม 

    แต่อคินไม่รู้สึกเจ็บ เขาโฟกัสไปที่การเคลื่อนไหว

    โบ้วิ่งวนรอบตัวออร์ค เห่าเสียงดังและฉกกัดที่ข้อเท้าหนาเตอะเพื่อดึงความสนใจ 

    แต่ออร์คผิวหนังหนาเกินกว่าที่กรงเล็บสุนัขจะทำอะไรได้

    มันตวัดขาเตะเปรี้ยงเข้าที่ลำตัวเจ้าโบ้

    "เอ๋ง!"

    ร่างของสุนัขคู่ใจกระเด็นไปกระแทกต้นไม้

    "โบ้!" 

    อคินตะโกนลั่น ความโกรธพลุ่งพล่านจนเลือดในกายเดือดดาล ดวงตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นวาวโรจน์ในชั่ววูบ

    เขาไม่คิดหน้าคิดหลัง พุ่งตัวเข้าใส่ออร์คจากด้านหน้า 

    ยกโล่ขึ้นกระแทกหน้าแข้งของมันเต็มแรง พร้อมตวัดดาบฟันเข้าที่ต้นขา

    เคร้ง!

    เสียงเหมือนเหล็กกระทบหินผา ดาบเหล็กกล้าบิ่นทันทีที่ปะทะกับผิวหนังสีฟ้าที่แข็งแกร่ง 

    ออร์คก้มลงมองเขาด้วยสายตาดูแคลน ก่อนจะง้างหมัดยักษ์เตรียมทุบมดปลวกตัวนี้ให้แหลก

    "ทางนี้โว้ย ไอ้ตัวใหญ่!"

    ฟุ่บ! ฟุ่บ!

    ส้มซ่าและปลาเผากระโจนลงมาจากกิ่งไม้เหนือศีรษะ ร่างกายหมุนควงสว่าน

    อุ้งเท้าของส้มซ่าเปล่งแสงสีแดงจางๆ

    " [กรงเล็บฉีกกระชาก] !"

    ฉึก!

    กรงเล็บอันทรงพลังเจาะทะลุเข้าที่ดวงตาขวาของออร์คอย่างจัง!

    "อ๊ากกกกกก!"

    ออร์คร้องโหยหวน เอามือกุมตาที่เลือดสีน้ำเงินไหลทะลัก 

    ความเจ็บปวดทำให้มันอาละวาดฟาดงวงฟาดงา เหวี่ยงขวานไปทั่วทิศทาง

    "ตอนนี้แหละบัวลอย!"

    เงาไม้รอบทิศพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินเหมือนมีชีวิต เข้าพันธนาการขาของยักษ์คลั่ง

    " [เงาพันธนาการ] !"

    ร่างยักษ์เสียหลักเซถลาเมื่อถูกตรึงขา

    อคินไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย เขาทิ้งโล่ที่บุบบี้เพื่อให้ตัวเบาที่สุด จับดาบด้วยสองมือ รวบรวมสมาธิทั้งหมด

    ในความรู้สึกของอคิน... เขาไม่ได้กำลังจะวิ่งหรือกระโดด แต่เขากำลังจะ ล่า

    กล้ามเนื้อขาเกร็งตัวแน่นแล้วระเบิดพลังออกมา เขาใช้แรงขาทั้งหมดดีดตัวกระโดดพุ่งออกไปราวกับลูกศร

    ระยะทางห้าเมตรถูกย่อเหลือศูนย์ในพริบตา อคินรู้สึกเหมือนโลกบิดเบี้ยววูบหนึ่ง 

    ก่อนจะมาปรากฏตัวอยู่กลางอากาศ ในระดับเดียวกับลำคอของออร์ค

    "ตายซะ!!"

    ฉวะ!!

    ดาบปักลึกลงไปในคอหอย แล้วกระชากผ่านหลอดลมและเส้นเลือดใหญ่ด้วยแรงมหาศาล 

    เลือดสีน้ำเขียวคล้ำสาดกระเซ็นอาบร่างของอคินจนชุ่มโชก 

    กลิ่นคาวเลือดกระตุ้นสัญชาตญาณดิบในตัวเขาให้ตื่นตัวถึงขีดสุด

    ร่างยักษ์กระตุกเกร็ง ดวงตาที่เหลือข้างเดียวเบิกโพลงด้วยความตกใจ 

    ก่อนที่มันจะค่อยๆ ทรุดตัวลงดั่งตึกถล่ม และแน่นิ่งไปในที่สุด

    ติ๊ง!

     

    [ท่านได้รับค่าประสบการณ์จากการสังหารออร์คเดียวดาย เลเวล 45 จำนวน: 3250 แต้ม] 

    [ยินดีด้วย! ระดับเลเวลของท่านเพิ่มขึ้น: 44 >> 45] 

    คล้ายกับเรื่องคลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน