แต่ทางฝั่งลัทธิหมื่นวิญญาณนั้นก็คนละเรื่องเลย
นอกจากพวกระดับสูงอย่างยินว่านเสียแล้ว เหล่าลูกสมุนทั้งหลายที่เมื่อครู่นี้ชูมือขึ้นแสดงความยินดีกันอย่างสนุกสนาน
บัดนี้พอพวกมันเห็นว่าศัตรูสามารถรับการโจมตัวของนายเหนือหัวพวกมันได้ก็ได้แต่ชูมือค้างไว้อย่างนั้น
น่าอึดอัดชะมัดเลย!
ส่วนคนที่รู้สึกตกใจมากที่สุดดย่อมหนีไม่พ้นเมี่ยชางเซิงอยู่แล้ว
ความรู้สึกของเขาตอนนี้เหมือนกับพวกนักเลงหัวไม้ที่คิดจะไปหยอกล้อกับหญิงสาวแต่ก็ถูกคนเขาสวนกลับเข้าใส่ลูกตุ้มน้อยทั้งสองลูกที่ห้อยโตงเตงอยู่ระหว่างขาทั้งสองข้างก็ไม่ปาน
ทั้งตกใจ ทั้งอับอายและเจ็บไข่สุดขีด
เพียงแต่ว่านี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นของความเจ็บปวดทั้งมวลที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันนี้ก็เท่านั้น
ในจังหวะที่ผู้คนทั้งหมดในสนามกำลังอึ้งอยู่นั้นหลินหยางก็ได้เก็บโล่มหาตะวันเข้าไปขณะเดียวกันก็สวมใส่ชุดเกราะราชันเงินขาวเข้าไปจากนั้นก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาพร้อมกับสีหน้าที่ฉายแววอำมหิตสุดสะพรึงออกมา
“ถึงทีของข้าบ้างละ”
สัญลักษณ์รูปพญาวิหคตรงหน้าผากของเขาพลันระเบิดแสงสว่างอันเรืองรองออกมาทำให้ขีดจำกัดความเร็วของหลินหยางเพิ่มสูงขึ้นจนไม่อาจหยั่งถึงได้
หลิงไทที่เป็นรูปสลักเทพอัคคีในร่างกายของเขานั้นตอนนี้ได้เปลี่ยนรูปร่างไปเป็นวิหคเทวะที่กำลังสยายปีกอย่างสง่างามตนหนึ่งแล้ว
สุดยอดหลิงไทแบบพิเศษที่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ได้โดยมีพลังเพลิงอัสนีม่วงเป็นตัวกลางในการส่งพลังแต่ละรูปลักษณ์ก็ล้วนสามารถปลดปล่อยพลังที่ให้ผลลัพธ์ไม่เหมือนกันออกมาได้เป็นยอดวิชาระดับพลังธรรมชาติสุดมหัศจรรย์ที่หลินหยางใช้เวลาฝึกฝนอย่างหนักนานกว่าครึ่งปีถึงจะสามารถใช้ง่านได้ - พลังเทพอัคคีสี่ลักษณ์
ความเร็วในการเคลื่อนที่และตอบสนองที่เพิ่มขึ้นมาอย่างมหาศาลของหลินหยางตอนนี้เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมาจากหนึ่งในวิชาพลังเทพอัคคีสี่ลักษณ์ - ลักษณ์แห่งวิหคแดง
หลินหยางเคลื่อนที่ไปโผล่อยู่ตรงหน้าของเมี่ยชางเซิงในเวลาเพียงเสี้ยวพริบตาเท่านั้น
เมี่ยชางเซิงรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาทั้งตัวทันที
ทำไมถึงได้เร็วขนาดนี้!
และที่น่ากลัวยิ่งไปกว่านั้นคือดาบยาวสีแดงเพลิงเล่มหนึ่งได้ฟาดฟันมาทางหัวของเขาอย่างรุนแรงราวกับจะแหวกฟ้าผ่าปฐพีออกเป็นเสี่ยงๆก็ไม่ปาน
สัญลักษณ์บริเวณหน้าผากของหลินหยางพลันแปรเปลี่ยนไปเป็นรูปของพยัคฆ์อันแสนดุร้ายตัวหนึ่งพละกำลังทั่วทั้งตัวของหลินหยางพลันระเบิดออกมาพลังต่อสู้ของเขาได้ทะยานขึ้นไปจนถึงขีดจำกัดสูงสุดแล้ว
พลังเทพอัคคีสี่ลักษณ์ - ลักษณ์แห่งพยัคฆ์ขาว!
หนึ่งดาบผ่ามิติ!
พยัคฆ์ขาวเป็นอสูรเทวะที่โดดเด่นที่สุดในด้านของการโจมตี
เพลงดาบอันดุดันไร้เทียมทานที่ได้รับการหนุนเสริมจากพลังเทพอัคคีสี่ลักษณ์อีกทั้งยังมีพลังเพลิงอัสนีม่วงที่เป็นเพลิงพิสดารที่ทรงพลังสุดขีดทำให้กระบวนท่านี้ของหลินหยางมีอานุภาพสูงสุดเท่าที่เขาจะสามารถรีดเร้นออกมาได้แล้ว
ตูม
ดาบเพลิงอัสนีอันน่าหวาดกลัวถูกฟาดฟันเข้าใส่เมี่ยชางเซิงราวกับมีหอคอยขนาดมหึมาทุ่มลงมาใส่เขาก็ไม่ปานอานุภาพของเพลงดาบกระบวนท่านี้อยู่ในระดับสูงสุดของระดับโพ่ไห่ขั้นต้นแล้วแต่ว่ามันก็ยังไม่พอที่จะใช้สยบเมี่ยชางเซิงอยู่ดี
“ลูกไม้ตื้นๆ ข้าจะทำลายเพลงดาบเจ้าซะ!”
จอมมารเฒ่าผู้นี้คือผู้ที่สำเร็จวิชานอกรีตสุดพิสดารของลัทธิวิญญาณอสูรได้แล้วหลังจากที่มันหวนคืนจากวัยชรากลับสู่วัยเยาว์แล้วพลังต่อสู้ของกายเนื้อของเขาก็ได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
เขาคว้าเอาดาบโครงกระดูกมือเดียวออกมาเล่มหนึ่งจากนั้นก็รวบรวมพลังชั่วร้ายสีดำมาอยู่ในดาบโครงกระดูก ราวกับว่ามีภูตผีตัวหนึ่งยื่นกรงเล็บวิญญาณออกมาต้านรับดาบเพลิงอัสนีของหลินหยางเอาไว้
“คราวนี้ถึงคราวของเจ้าแล้ว ปลิวไปซะ!”
เมี่ยชางเซิงระเบิดความเกรี้ยวกราดออกมาหวังจะทวงคืนบรรยากาศของผู้อยู่เหนือกว่าที่ถูกหลินหยางพังไปเมื่อครู่ให้กลับคืนมา
แต่น่าเสียดายที่พอดาบทั้งสองปะทะกันแล้วเขาก็รู้ตัวทันทีว่าเขาคิดผิด
ดาบที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยพลังเพลิงอัสนีเล่มนั้นทันทีที่มันกระทบถูกดาบโครงกระดูกดำของเขานั้นก็ราวหิมะที่ถูกแสงแดดสาดส่องก็ไม่ปาน พลังแห่งความชั่วร้ายจากทั่วทั้งตัวของเขาพลันถูกทำให้สลายหายไปอย่างไร้ความปรานี
มันคือการสะกดข่มอย่างไร้เมตตา
พลังเพลิงอัสนีม่วง เป็นถึงเพลิงพิสดารลำดับที่สิบสี่เป็นหนึ่งในพลังที่ทรงอำนาจมากที่สุดในจักรวาลอันไพศาลนี้พลังชั่วร้ายที่เมี่ยชางเซิงฝึกฝนมานั้นไม่มีทางสามารถต่อกรได้เลยแม้แต่น้อย
เปรี้ยง!!
ในลานกว้างแห่งนั้นพลันเกิดเสียงอสนีบาตระเบิดดังขึ้น
ผู้คนเห็นแค่เพียงคมดาบของหลินหยางที่ถูกตวัดลงมาจากนั้นพื้นดินรอบๆ ตัวเมี่ยชางเซิงก็เกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงราวกับมีอสนีบาตปะทุขึ้นจากใต้พื้น
หลังจากที่คมดาบทั้งสองปะทะกันแล้ว หลินหยางก็ทะยานขึ้นไปบนฟ้าจากนั้นก็ม้วนตัวหลายตลบได้อย่างพลิ้วไหวดุจนางแอ่นตัวน้อยแล้วจึงร่อนลงพื้นอย่างสง่างาม
แต่พอผู้คนมองไปทางเมี่ยชางเซิงแล้ว
เอ่อ...
พ่อค้า ไก่ตัวนี้โดนย่างจนเกรียมแล้วช่วยเปลี่ยนตัวใหม่ให้หน่อยได้ไหม?
บอกได้แค่ อนาถ
ค่อนข้างที่จะอนาถเลยทีเดียว
เมี่ยชางเซิงรู้สึกแค่ว่าศักดิ์ศรีของเขาถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดไม่มีชิ้นดี
นี่ตัวเขากำลังถูกเด็กน้อยอายุแค่สิบกว่าขวบคนหนึ่งเล่นงานอยู่หรือนี่?
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”
เซวี่ยเทียนที่อยู่ในฝูงคนพลันระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างดังสนั่น
เขาทนต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ
จอมมารร้ายที่ก่อนหน้านี้ยังทำตัวโอหังอวดดีสุดขีดโม้เหม็นว่าจะสยบฝ่ายธรรมะทั้งหมดเสีย ตอนนี้มันกลับถูกเผาจนดำเมี่ยมราวกับไก่ย่าง
ในใต้หล้านี้มันจะยังมีเรื่องที่สะใจยิ่งกว่านี้อยู่อีกหรือ?
เสียงหัวเราะนี้ ทำเอาเหล่านักรบฝ่ายธรรมะทั้งหลายใจชื้นขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว
ในที่สุดผู้คนก็วางใจได้เปราะหนึ่งแล้ว
ดูท่าทางหลินหยางของพวกเราจะสามารถรับมือไอ้ปีศาจเฒ่านั่นได้เป็นอย่างดีเลย...
ฝั่งของพวกเซวี่ยเทียนหัวเราะแต่ฝั่งของลัทธิหมื่นวิญญาณแทบจะร้องไห้ออกมาแล้ว
“ท่านอาจารย์? ท่านเป็นอะไรหรือเปล่า?”
ผู้คนของลัทธิหมื่นวิญญาณต่างก็รู้สึกว่าวันนี้เป็นวันซวยของพวกเขาจริงๆ
ตอนแรกก็หลงดีใจคิดว่าได้ออกมารังแกผู้คนโดยมีท่านอาจารย์ใหญ่นำทัพแต่ที่ไหนได้ เพิ่งผ่านไปแค่สองกระบวนท่า ท่านอาจารย์ใหญ่ก็ถูกเผาเป็นไก่ย่างไปเสียแล้ว
แล้วพวกเขาล่ะ?
ถ้าจะหนีตอนนี้ยังทันอยู่ไหม?
สีหน้าของพวกลัทธิหมื่นวิญญาณกว่าครึ่งล้วนรู้สึกว่ามันเริ่มไม่ใช่อย่างที่คิดแล้ว
แต่ที่น่าโมโหยิ่งกว่าก็คือคำพูดของหลินหยางที่กล่าวขึ้นหลังจากโรยตัวกลับถึงพื้นแล้วพร้อมกับแกว่งดาบเฟิ่งหวู่ในมือเล่นว่า
“ไอ้หยา ใช้ไฟแรงไปหน่อยแฮะ... ถ้าอย่างนั้น หั่วเอ๋อร์เจ้าเอาไปจัดการหน่อยได้ไหม?”
“หุหุ...” ท่านหั่วเอ๋อร์ที่ในที่สุดก็มองเห็นโอกาสในการออกโรงแล้วก็กล่าวขึ้นด้วยวาจาที่กวนประสาทไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าหลินหยางเลยว่า “ไม่ไหวอะ ปัญหามันไม่ใช่แค่เรื่องเกรียมหรือไม่เกรียมอย่างเดียวนี่สิ...ไอหมอนี่มันหน้าตาทุเรศเกินไปแถมยังกระจอกอีก แค่เห็นมันข้าก็รู้สึกเบื่ออาหารแล้ว!”
ตูม
การด่าประสานกันระหว่างหลินหยางและหั่วเอ๋อร์ทำเอาเมี่ยชางเซิงที่ตัวไหม้เกรียมผู้นี้พลันเกิดเปลวเพลิงสีดำทมิฬลุกโชนออกมาจากทั่วทั้งร่างทันที
ไม่รู้ว่ามันคือพลังฟ้าดินอันทรงพลังหรือเป็นเพลิงแห่งความพิโรธอันไร้ก้นบึ้งของเขาก็ไม่อาจทราบได้เอาเป็นว่าแรงกดดันของเมี่ยชางเซิงก็ได้เพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
ไอ้หมอนี่มันโมโหจนลุกไหม้แล้วจริงๆ ด้วย ลุกเป็นไฟสีดำเลย
“ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ หึหึ ดี! ดีมาก! หลินหยาง! ข้าดูถูกเจ้ามากเกินไปจริงๆ!”
ฟึบฟึบ
เมี่ยชางเซิงที่ทั่วทั้งตัวของเขาลุกไหม้ไปด้วยเปลวเพลิงสีดำแล้วนั้นผิวหนังของเขาที่ถูกเผาจนไหม้เกรียมไปทั่วทั้งตัวก็เริ่มค่อยๆ หลุดลอกออกไปทีละแผ่นจนเผยให้เห็นผิวหนังที่มีสีขาวซีดดังเดิม
เมี่ยชางเซิงสามารถฟื้นฟูกลับมามีสภาพเหมือนเดิมได้ในเวลาสั้นๆเพียงครู่เดียวเท่านั้นอีกทั้งพลังชั่วร้ายและจิตสังหารของมันดูจะแข็งกล้ามากขึ้นยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย
บนใบหน้าของมันตอนนี้มีรอยยิ้มเหี้ยมที่ไม่มีใครมองดูตรงๆ ได้ปรากฏอยู่เป็นความสงบนิ่งที่เกิดขึ้นจากความโกรธเกรี้ยวที่พุ่งทะยานจนทะลุจุดเดือดมาแล้วไม่ว่าใครต่างงก็รู้ว่า
ไอ้มารเฒ่านี่กำลังจะปล่อยของใหญ่ออกมาแล้ว
“หลินหยาง เจ้าจะต้องเสียใจที่มายั่วโมโหข้า...ข้าจะบดขยี้พวกคนที่อยู่ข้างหลังนั่นให้กลายเป็นเนื้อบดทั้งหมดต่อหน้าเจ้าซะ!”
ทุกคำที่ออกมาจากปากเมี่ยชางเซิงนั้นราวกับว่ามันถูกกรีดออกมาจากลำคอของเขาทั้งสิ้น
จากนั้นด้านหลังของเขาก็มีโลงศพสีดำปรากฏขึ้นมาทีละโลงๆ
มาแล้ว
ซากศพอันน่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นกำลังจะเข้าสู่สนามรบแล้ว
เหล่าทหารฝ่ายธรรมะที่อยู่ด้านหลังของหลินหยางนั้นส่วนใหญ่แล้วพวกเขาล้วนเคยผ่านประสบการณ์อันน่าหวาดกลัวดุจฝันร้ายเมื่อครั้งที่ได้เผชิญกับพวกซากศพเหล่านั้นมาแล้วตอนนี้พวกปีศาจร้ายนั่นกำลังจะปรากฏสู่สายตาของผู้คนอีกครั้ง
เพียงแต่ว่าสิ่งที่ทำให้สีหน้าของผู้คนซีดลงก็คือจำนวนของโลงศพที่ปรากฏขึ้นมาที่ด้านหลังของเมี่ยชางเซิง
หนึ่ง สอง... สาม... ห้า... เจ็ด...
สวรรค์!!
ในกลุ่มคนมีคนที่เผลอตะโกนออกมาด้วยความตกใจ
แปดโลง!
มีทั้งหมดแปดโลง
ซากศพแปดตนที่มีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับยอดฝีมือระดับโพ่ไห่ขั้นต้น
ไอ้เวรเมี่ยชางเซิงนี่มันยังมีกำลังรบที่น่ากลัวขนาดนั้นเก็บซ่อนเอาไว้อยู่อีกหรือนี่!!
“ออกมาซะ!!”
เมี่ยชางเซิงส่งเสียงเรียกออกไปจากนั้นก็มีเสียงของโลงศพที่กำลังขยับดังขึ้น ฝาโลงทั้งหมดถูกดีดออกจนปลิวกระเด็นจากนั้นก็มีเงาร่างอันแข็งแกร่งไร้เทียมทานแปดสายดีดตัวออกมาจากโลงศพ
ในบรรดาศพเหล่านั้นมีอยู่สามร่างที่มีลักษณะแบบเดียวกับตัวที่บุกไปโจมตีเผ่าฝูโปอย่างเหี้ยมโหดเป็นซากศพที่มีร่างกายใหญ่โตกำยำซึ่งใช้ในการต่อสู้ระยะประชิดโดยเฉพาะ ถูกเรียกว่า - ศพนักรบ
มีอีกสี่ร่างที่เป็นศพพิษแบบที่เคยโจมตีราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยเมื่อหลายวันก่อนในร่างกายของมันมีพิษที่ร้ายแรงถึงชีวิตอยู่ เป็นประเภทที่น่าปวดหัวมากที่สุด
และร่างสุดท้ายก็คือซากศพวิญญาณที่ถูกควบคุมโดยเมี่ยชางเซิงโดยตรง
ซากศพทั้งแปดที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากโลงศพก็ได้มายืนก้มหัวเงียบๆ อยู่ข้างกายของเมี่ยชางเซิงโดยไม่ขยับตัวเลยสักนิดแต่แรงกดดันอันน่ากลัวที่พวกมันปลดปล่อยออกมานั้นรุนแรงยิ่งกว่าอสูรร้ายทั้งมวล
บรรยากาศในลานกว้างแห่งนี้พลันเย็นเยือกลงจนถึงจุดเยือกแข็ง
ผู้คนทั้งหลายต่างก็รู้ว่าในที่สุดการต่อสู้ใหญ่ครั้งสุดท้ายก็กำลังจะปะทุขึ้นแล้ว
แต่พูดกันตามตรงคือไม่มีใครคิดว่าอีกฝ่ายจะมีซากศพที่น่ากลัวสุดขีดนั่นอยู่ถึงแปดตน
ถึงแม้ว่าเหล่านักรบฝ่ายธรรมะจะมีการเตรียมพร้อมมาอย่างเต็มที่แล้วก็ตามแต่การต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้จะต้องเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากอย่างแสนสาหัสแน่ๆ
ดวงตาสีดำสนิทของเมี่ยชางเซิงตอนนี้ได้แปรเปลี่ยนไปเป็นสีแดงเลือดแล้วพลังชั่วร้ายสีดำทั่วทั้งตัวของมันตอนนี้เข้มข้นจนแทบจะกลั่นตัวเป็นน้ำแล้วพอเขาสะบัดมือแล้วพลังชั่วร้ายอันเข้มข้นก็ได้พุ่งเข้าใส่ร่างกายของซากศพทั้งแปดนั่นไป
จากนั้นซากศพทั้งแปดก็เงยหน้าขึ้นมาทันที ดวงตาของมันพลันเปล่งประกายแสงสีแดงเลือดออกมาราวกับอสูรร้ายแห่งวันสิ้นโลกที่ถูกปลดผนึกออกมา ซึ่งเหล่าพลพรรคฝ่ายธรรมะทั้งหลายก็คืออาหารสดอันหอมหวานที่พวกมันโปรดปรานมากที่สุด
ขณะเดียวกันเหล่าทหารปีศาจของลัทธิหมื่นวิญญาณทั้งหมดหนึ่งหมื่นคนที่ถูกนำโดยยินว่านเสียก็ได้ระเบิดพลังชั่วร้ายของพวกมันออกมาอย่างมหาศาลในเสี้ยวพริบตาเพื่อเตรียมที่จะเปิดศึกครั้งสุดท้าย
ภาพที่เกิดขึ้นตอนนี้ราวกับทะเลปีศาจสีดำทมิฬที่เดือดขึ้นมาอย่างสมบูรณ์พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้าลงไป
“หลินหยาง! ข้าจะคอยดูว่าเจ้าและไอ้พวกมดปลวกนั่นจะต้านทานกองทัพของพวกเราลัทธิหมื่นวิญญาณได้อย่างไร... ฆ่าพวกมันให้หมด!!”