ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 102 เกาะชมฟ้า

            บนทะเลสาบขนาดมหึมานี้มีหมู่เกาะจำนวนมากมายมหาศาลตั้งอยู่ทุกๆ เกาะล้วนเชื่อมต่อถึงกันและแต่ละเกาะต่างก็มีกลุ่มชนเผ่าอาศัยอยู่และก่อตั้งเป็นประเทศของตัวเอง

            ซึ่งกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดจนเป็นดั่งผู้นำบนผืนน้ำแห่งนี้คือกลุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็นดั่งลูกหลานแห่งเทพสมุทรอย่าง “กลุ่มพันธมิตรเผ่าฝูโป”

            ถึงกลุ่มของเผ่าฝูโปนี้จะมีชื่อเรียกว่ากลุ่มพันธมิตรก็ตามแต่ในความเป็นจริงแล้ว ความเข้มแข็งของมันนั้นไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากพวกอาณาจักรมหาอำนาจทั้งหลายเลยอีกทั้งกลุ่มชนเผ่าหมู่เกาะเหล่านี้ต่างก็นับถือและศรัทธาในความเชื่อเรื่องของเทพสมุทรเหมือนกันทำให้ความสัมพันธ์ของแต่ละอาณาจักรบนหมู่เกาะเหล่านี้ต่างก็เหนียวแน่นกันมากจนทำให้แข็งแกร่งมากขึ้นไปอีก

            และเพราะว่าในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานั้นเผ่าฝูโปเคยผลิตยอดฝีมือที่แข็งแกร่งจนชื่อเสียงสั่นสะเทือนไปทั่วทวีปชี่อู่นี้มาแล้วหลายคนทำให้ชนเผ่าของพวกเขานั้นสามารถขึ้นเป็นหนึ่งเหนือทุกชนเผ่าทั้งหมดในผืนทะเลสาบยักษ์แห่งดินแดนภาคใต้ได้

            และตอนนี้เอง ภายในอาณาเขตที่ชนเผ่าฝูโปปกครองอยู่นั้นบนเกาะที่อยู่ส่วนใต้สุดของหมู่เกาะนี้ “เกาะชมฟ้า”มีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่จำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นแบบชั่วคราวตั้งอยู่

            ซึ่งสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เป็นสัญลักษณ์ของดินแดนจากภายนอกอย่างชัดเจนบ้างก็มีหลังคาทรงกลมเหมือนก้อนเค้กด้านบนยังถูกเคลือบเอาไว้ด้วยของล้ำค่าอย่างทองคำอีกด้วยบ้างก็มีลักษณะเป็นพระตำหนักชั่วคราวที่ถูกสร้างขึ้นโดยใช้หยกสีดำที่ไม่รู้จักชื่อเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายอันแสนมืดมนตั้งแต่ด้านในจนถึงด้านนอก

            นอกจากนี้ยังมีกระท่อมที่มีลักษณะของเหล่าชนเผ่าท้องถิ่นพระตำหนักที่สร้างจากไม้ที่ดูปกติกว่าหลังอื่นๆ รวมไปถึงเหล่ากระโจมแบบเหมิงกู่ ที่ดูหรูหราอลังการตั้งอยู่ด้วย

            สิ่งก่อสร้างเหล่านี้สามารถแบ่งออกเป็นห้ากลุ่มได้อย่างชัดเจนโดยทั้งหมดล้วนตั้งอยู่บนเกาะชมฟ้านี้ซึ่งพวกนี้ก็คือเหล่ามหาอำนาจทั้งห้ากลุ่มที่เข้าร่วมการสำรวจทะเลสาบเมฆาอัสนีที่จีหยูยี่เคยพูดถึงเมื่อก่อนหน้านี้

            ราชอาณาจักรเทียนฉาง ราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยชนเผ่าฝูโป กลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าและกลุ่มของลัทธิศาสนาขนาดใหญ่ที่มีพลังอำนาจไม่ได้ด้อยไปกว่าเหล่าอาณาจักรมหาอำนาจเหล่านี้เลยอย่างลัทธิหมื่นวิญญาณ

            ตอนนี้เอง ภายในสิ่งก่อสร้างที่ดูเหมือนพระราชวังแบบโบราณที่สร้างขึ้นมาแบบชั่วคราวอยู่หลายหลังของกลุ่มพันธมิตรใต้หล้านั้นมีอยู่หลังหนึ่งที่อยู่ๆก็เกิดมีแสงของพลังฟ้าดินสว่างวาบขึ้น หลังจากนั้นทหารยามสองนายที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้าของพระราชวังก็รีบประกาศออกไปที่ด้านนอกว่า

            “ประกาศไข่มุกทลายโลกาพาคนมาเพิ่มอีกแล้ว!!”

            เสียงประกาศดังออกไปไกลหลายกิโลเมตรทำให้เหล่าบุคคลระดับสูงของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าเกิดความตื่นตระหนกขึ้นทันที

            ส่วนหลินหยางนั้นก็ค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากช่องว่างมิติพร้อมกับเสียงป่าวประกาศนั้น

            มึนหัวนิดๆ

            นี่เป็นประสบการณ์ครั้งแรกของหลินหยางในการเดินทางไกลผ่านช่องว่างมิติแบบนี้เขาต้องลอยเคว้งอยู่ในมิติเวลานานถึงสามสิบวินาทีเต็มๆ

            ต้องทราบก่อนว่าระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางผ่านช่องว่างมิติจากเมืองชิงเหลียงที่ตั้งอยู่บริเวณชายแดนของอาณาจักรชูอวิ๋นมาจนถึงเมืองอวิ๋นเฉิงซึ่งมีระยะทางหลายหมื่นลี้นั้นอย่างมากก็ใช้เวลาแค่ประมาณหนึ่งวินาทีเท่านั้น ดังนั้นสถานที่ที่เขากำลังยืนอยู่ตอนนี้ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ไกลจากอาณาจักรชูอวิ๋นมากแค่ไหน

            แต่เจ้าหั่วเอ๋อร์ที่ยืนอยู่บนไหล่ของเขาตอนนี้กลับดูคึกคักอักโขพอมาถึงมันก็กระพือปีกออกไปบินว่อนไปทั่วห้องทันที

            “โอ๊ยที่นี่มันเปียกชื้นเกินไปนะ เจ้าหลินอี้น้อย ข้าไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย”

            หลินหยางเองก็สัมผัสได้ถึงความชื้นและกลิ่นของน้ำเกลือที่ลอยมาปะทะใบหน้าของเขาอีกทั้งยังได้ยินเสียงสาดซัดของคลื่นน้ำในทะเลดังขึ้นเบาๆ อยู่ที่ข้างหูเขาด้วยคิดว่าที่ๆ ตัวเขากำลังยืนอยู่นี้น่าจะอยู่ห่างจากทะเลไปไม่ไกลมากนัก

            เขาค่อยๆ ขยับร่างกายตัวเองไปมาอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นไม่ถึงหนึ่งนาที ประตูห้องก็ถูกเปิดออกพร้อมกับเสียงพูดอันคุ้นหูลอยเข้ามา

            “ท่านปล่อยให้พวกเรารอกันนานมากเลยนะคุณชายหลิน ฮ่าฮ่าฮ่า!”

            มีชายหนุ่มร่างกายสูงใหญ่ที่ไว้หนวดเครายาวเฟื้อยผู้หนึ่งเดินเข้ามาข้างในชายผู้นี้ก็คือเถ้าแก่เทพยุทธ์โชคลาภแห่งหอฟ้าสมุทร ณเมืองฮุยยื่อที่มีชื่อจริงว่า กวันสี นั่นเอง

            หลินหยางเคยรู้จักกับกวันสีอยู่แล้วย่อมต้องมีความรู้สึกสนิทชิดเชื้อกับอีกฝ่ายอยู่บ้างจึงกล่าวทักทายอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านเถ้าแก่กวัน หลินหยางคงไม่ได้มาสายเกินไปใช่ไหม”

            “ฮ่าฮ่า ไม่สายไม่สายท่านมาถึงก่อนที่จะออกเรือเป็นรอบที่เก้าในอีกสามวันพอดีเลือกเวลาได้เหมาะสมดีแล้ว”

            “นับว่าโชคดีมากเลยนะนี่”

            “นั่นสิก่อนหน้านี้ท่านเถ้าแก่จียังกังวลอยู่เลยว่า ถ้าคุณชายหลินท่านมาไม่ทันการออกเรือรอบนี้ก็คงรอต้องไปอีกราวๆ ครึ่งเดือนเลยทีเดียว... มาๆ เดี๋ยวข้าจะพาท่านไปหาเหล่าเถ้าแก่ใหญ่ของพวกเรากลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้ากัน”

            เถ้าแก่ใหญ่ หรือก็คือเถ้าแก่ระดับห้าดาวซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจมากที่สุดในกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้า

            จากคำบอกเล่าของจีหยูยี่ที่เคยบอกไว้เมื่อก่อนหน้านี้ทำให้รู้ว่าการออกสำรวจทะเลสาบเมฆาอัสนีคราวนี้ทั้งห้าขุมอำนาจใหญ่ล้วนส่งกองกำลังที่แข็งแกร่งยอดเยี่ยมที่สุดของตัวเองออกมาซึ่งกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าเองก็เช่นกัน

            แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้อาวุโสระดับห้าดาวทั้งเจ็ดคนนั้นเป็นคนอย่างไรกันบ้าง?

            หลินหยางเดินตามกวันสีออกไปจากห้องพร้อมกับคำถามต่างๆในหัวมุ่งหน้าเข้าสู่พระตำหนักหลังหนึ่งที่ดูยิ่งใหญ่อลังการที่สุดในบรรดาสิ่งก่อสร้างทั้งหมดแถวนี้

            ระหว่างทางนั้นหลินหยางเห็นเหล่านักรบของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าแต่ละคนที่อยู่ที่นี่แล้วไม่มีใครที่มีความสามารถระดับต่ำกว่าเซียนเทียนขั้นท้ายเลยแม้แต่คนเดียว จำนวนคนทั้งหมดน่าจะอยู่ที่ประมาณเกือบหนึ่งร้อยคน

            ส่วนพวกระดับหัวหน้าหน่วยหลายคนในนั้นก็ล้วนมีความสามารถสูงถึงระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นแล้วด้วยยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงที่มีฐานะสูงส่งในอาณาจักรชูอวิ๋นนั่นพอมาอยู่ที่นี่กลับเป็นได้แค่นักรบระดับหัวหน้าหน่วยเท่านั้นเอง

             รวมไปถึงยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นอย่างกวันสีผู้นี้เองก็มีหน้าที่เป็นแค่คนมารอต้อนรับหลินหยางเท่านั้น ส่วนผู้มีอำนาจที่แท้จริงนั้นล้วนนั่งรอพวกเขาอยู่ในพระตำหนักกันทั้งนั้น

            ในขณะที่หลินหยางกำลังแอบสังเกตการณ์พื้นที่บริเวณนี้อยู่นั้นกวันสีก็ได้พาเขาเดินมาถึงที่หน้าประตูทางเข้าพระตำหนักแล้วพร้อมกับส่งเสียงขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งแรงชัดเจนว่า “ท่านผู้เฒ่าใหญ่ทั้งสาม คุณชายหลินมาถึงแล้ว”

            “เชิญเขาเข้ามาก่อนเถอะ”

            เสียงที่ตอบรับกลับมานั้นเป็นเสียงที่ไพเราะน่าฟังดั่งเสียงสั่นไหวของกระดิ่งเงิน เป็นเสียงที่หลินหยางค่อนข้างคุ้นหูเสียงของจีหยูยี่นั่นเอง

            ประตูถูกเปิดออกหลินหยางย่างก้าวเข้าสู่ด้านใน ภายในนั้นเป็นห้องโถงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดมหึมา

            มีเก้าอี้สามตัวถูกวางอยู่บนตำแหน่งที่สูงกว่าบนนั้นมีผู้ชายสองคนและผู้หญิงอีกหนึ่งคนกำลังนั่งอยู่ ซึ่งจีหยูยี่คือหนึ่งในนั้น

            ด้านหน้าของเก้าอี้สามตัวนั้นมีเก้าอี้อีกแปดตัวที่ตั้งหันหน้าเข้าหากันเป็นคู่ๆ ทั้งหมดสี่คู่ซึ่งเจ็ดตัวจากทั้งหมดก็ล้วนมีคนนั่งอยู่ก่อนแล้วเหลือเว้นว่างไว้เพียงหนึ่งที่เท่านั้น

            ทันทีที่หลินหยางเดินเข้ามาสายตาของคนทั้งหมดก็หันมาจับจ้องที่ตัวเขาทันที

            สายตาของพวกเขานั้นแฝงไว้ด้วยความสงสัยความแปลกใจ และอื่นๆ อีกหลายความรู้สึกผสมปนกัน แต่โดยรวมแล้วมีอยู่ความรู้สึกแบบหนึ่งที่หลินหยางสามารถสัมผัสได้จากพวกเขาทุกคนเลยก็คือ... ความผิดหวัง

            ถึงขนาดที่มีชายหนุ่มผิวดำรูปร่างกำยำคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ฝั่งซ้ายเอ่ยปากถามขึ้นด้วยความสงสัย

            “เดี๋ยวก่อนนะ จีหยูยี่ไอ้เจ้าหลินหยางที่เจ้าพูดถึงบ่อยๆ นั่น เจ้าหมายถึงไอ้หนูนี่ที่ระดับพลังยังไปไม่ถึงขั้นอวิ้นหลิงเลยคนนี้หรือ??”

            หึๆ...

            ภายในห้องโถงเกิดเสียงหัวเราะแห้งๆ เหมือนกำลังฝืนกลั้นหัวเราะอยู่ดังขึ้น

            หลินหยางที่ยืนเผชิญหน้าอยู่ตรงนั้นยังคงนิ่งสงบ ไม่มีท่าทีร้อนรนอะไร

            ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาก้าวเท้าเข้าไปภายในห้องโถงนี้เขาก็พอจะเดาได้อยู่แล้วว่าจะเกิดเรื่องประมาณนี้ขึ้น

            เพราะว่าเมื่อเทียบกับคนทั้งหมดที่อยู่ในห้องโถงนั้นแล้วตัวเขาเองนั่นแหละที่มีระดับพลังต่ำที่สุดแม้แต่คนที่ทำหน้าที่นำทางให้เขาอย่างกวันสีนั้นยังเป็นถึงยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นเลยหลินหยางที่เป็นแค่ระดับสูงสุดของเซียนเทียนนั้นถ้าไม่โดนดูถูกต่างหากที่เป็นเรื่องแปลก

            ตรงหน้าเขาจีหยูยี่ที่เมินคำพูดของชายผู้นั้นไปโดยสิ้นเชิงก็ลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มพร้อมกับแนะนำตัวหลินหยางให้กับคนอื่นๆ ว่า

            “ทุกท่านข้าขอแนะให้พวกท่านได้รู้จักกับท่านผู้นี้เขาก็คือบุคคลสำคัญของฝ่ายเราที่ข้าเป็นคนไปเชิญเขามาโดยเฉพาะ นามว่าหลินหยางหรือที่ข้าเรียกว่า คุณชายหลิน นั่นเอง”

            โดยที่ไม่รอให้ผู้อื่นตั้งคำถามจีหยูยี่ได้พาหลินหยางมายืนอยู่ตรงหน้าของชายสองคนที่อยู่ข้างๆ นางแล้วก็แนะนำตัวให้หลินหยางฟังว่า

            “คุณชายหลิน ทั้งสองท่านนี้คือผู้นำทีมสำรวจของพวกเรากลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าในการออกผจญภัยครั้งนี้ท่านเถ้าแก่ใหญ่ดาวเหลือง หวงซาง และท่านเถ้าแก่ใหญ่ดาวน้ำงิน หลานไห่”

            หลินหยางมองไปทางผู้ทรงอิทธิพลทั้งสอง

            เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ ด้วย ทั้งสองท่านนี้เป็นตัวตนระดับอวิ้นหลิงขั้นท้าย

            ในทวีปชี่อู่นี้ระดับอวิ้นหลิงขั้นท้ายนั้นแทบจะเรียกได้ว่าเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาเหล่าผู้มีอำนาจทั้งหลาย

            อย่างเถ้าแก่ใหญ่ดาวเหลือง หวงซางท่านนี้ มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอันดับต้นๆ ของทวีปชี่อู่ตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อนแล้ว“แส้ดาวตกสวรรค์” ซึ่งเป็นยุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันนั้น ทำให้เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้ไร้เทียมทานในฐานะผู้ใช้วิชาแส้เลยทีเดียวไม่คิดเลยว่าตอนนี้จะกลายเป็นเถ้าแก่ใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าไปแล้ว แค่มองก็รู้แล้วว่าน่าจะเป็นตัวแทนฝั่งบู๊ที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกเขา

            ดูจากภายนอกแล้วทั้งที่อีกฝ่ายน่าจะมีอายุเกือบครบร้อยปีแล้วแต่เมื่อเอาไปเปรียบเทียบกับผู้เฒ่าที่อายุแปดสิบกว่าปีอย่างอี้ชังไห่แล้วเขากลับดูแข็งแรงกำยำกว่ากันเยอะ

            ถึงเขาจะมีผมขาวโผล่มาให้เห็นอยู่บ้างแล้วก็ตามแต่ดูท่าทางกระดูกและกล้ามเนื้อยังคงแข็งแรงทนทานหัวใจยังคงเต้นอย่างสม่ำเสมอดุจเข็มนาฬิกา แววตาแหลมคมดุจพยัคฆ์ที่กำลังซ่อนเขี้ยวเล็บเป็นตัวตนที่ดูคล้ายกับพยัคฆ์ร้ายที่มากด้วยประสบการณ์ ถึงแม้จะแค่นั่งอยู่เฉยๆก็ดูทรงพลังจนยากหาผู้ใดเปรียบเทียบแล้ว

            ข้างกันนั้น เถ้าแก่ใหญ่ดาวน้ำเงิน หลานไห่เองก็เป็นคนที่มีชื่อเสียงโด่งดังสุดๆ ในทวีปชี่อู่เช่นกัน

            ระดับพลังฝีมือของหลานไห่เองก็อยู่ที่ระดับอวิ้นหลิงขั้นท้ายเหมือนกันแต่ดูจะด้อยกว่าเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับหวงซางแต่หลินหยางสามารถสังเกตเห็นถึงความแตกต่างของสองมือของคนผู้นี้ได้

            เป็นสองมือที่มีลักษณะเฉพาะตัวอันโดดเด่นของผู้เป็นนักการช่างเป็นมือที่เต็มไปด้วยรอยด้านหนาและคราบเขม่าดูแข็งกระด้างและเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง

            ในตอนนั้นเอง จีหยูยี่ที่อยู่ข้างๆ ก็กำลังแนะนำตัวหลานไห่อยู่พอดี“คุณชายหลิน พอพูดถึงเถ้าแก่หลานไห่แล้วในโลกของนักการช่างบนทวีปชี่อู่แห่งนี้ไม่มีใครไม่รู้จักยอดปรมาจารย์ท่านนี้เป็นแน่ไข่มุกทลายโลกาเองก็ได้ท่านเถ้าแก่หลานผู้นี้เป็นคนสร้างขึ้นเช่นกัน”

            อย่างนี้นี่เอง หลินหยางเข้าใจแล้ว

            การที่สามารถสร้างอุปกรณ์ที่ช่วยร่นระยะการเดินทางอันมหาศาลได้ง่ายๆแบบนี้ เกรงว่าความสามารถด้านการช่างของหลานไห่น่าจะเหนือกว่าซ่างกวันหงเสียอีก

            พอแนะนำตัวคนทั้งสองเสร็จแล้วจีหยูยี่ก็แนะนำอีกเจ็ดคนที่เหลือที่อยู่ด้านล่างต่อ

            “พวกเขาเหล่านี้ก็คือสมาชิกที่เข้าร่วมการสำรวจที่พวกเรากลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าเป็นคนเชิญมา...”

            จีหยูยี่ค่อยๆ แนะนำไปทีละคนให้หลินหยางรู้จักผู้ที่ถูกกลุ่มผู้มีอิทธิพลยักษ์ใหญ่อย่างกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าเชิญมาแบบนี้ย่อมต้องไม่ใช่พวกตัวกระจอกธรรมดาๆ แน่นอน

            อย่างไอ้คนที่มีผิวสีดำร่างกำยำที่เมื่อครู่นี้มาถึงก็พูดจาถากถางแบบไม่เกรงใจเลยคนนั้นเขาเป็นถึงโจรสลัดที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆ ของมหาทะเลสาบแห่งดินแดนภาคใต้นี้ผู้คนเรียกเขากันว่า “วายุทมิฬ เซวี่ยเทียน”เป็นยอดฝีมือระดับจุดสูงสุดของอวิ้นหลิงขั้นกลางความสามารถไม่ต่างจากซ่างกวันหงมากนัก

            โจรคุณธรรมผู้นี้เป็นคนที่มีลักษณะนิสัยตรงไปตรงมาเป็นคนหยาบกระด้างที่ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมอะไรทั้งนั้น

            ซึ่งมันก็ไม่แปลกที่เขาจะพูดจาถากถางใส่หลินหยางต่อให้เป็นคนอื่นที่ไม่ใช่หลินหยางแต่มีระดับพลังอยู่แค่ระดับเซียนเทียนแล้วเดินเข้ามาในห้องนี้ เขาก็ย่อมต้องรู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่แล้วอีกทั้งการไปสำรวจในทะเลสาบเมฆาอัสนีเองก็มีความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูงจนอาจจะต้องแลกด้วยชีวิตเลยด้วยซ้ำดังนั้นไม่ว่าใครก็คงไม่อยากจะพาตัวถ่วงแบบนี้ไปด้วยหรอก

            ซึ่งคนอื่นๆ ที่เหลืออยู่นั้น จากที่หลินหยางตรวจสอบดูก็พบว่าอย่างต่ำที่สุดก็มีระดับพลังอยู่ที่อวิ้นหลิงขั้นกลางกันแล้วแถมแต่ละคนก็ล้วนมีทักษะวิชาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของตัวเองและล้วนเป็นคนที่มีชื่อเสียงโด่งดังบนทวีปชี่อู่อีกด้วย

            แต่มีอยู่สองคนในนั้นที่ดึงดูดความสนใจของเขาเอาไว้

            คนแรกเป็นชายหนุ่มวัยรุ่นที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวแรกของฝั่งซ้าย

            คนผู้นี้น่าจะยังมีอายุไม่ถึงสามสิบปีแล้วน่าจะเป็นคนหนุ่มเพียงคนเดียวในห้องนี้ด้วย

            เขาสวมใส่ชุดสีขาวที่คลุมทับไว้ด้วยผ้าคลุมยาวๆสีขาวอีกชั้นหนึ่ง เป็นคนที่หน้าตาหล่อเหลา ดูองอาจและมีเสน่ห์เป็นพวกที่สามารถทำให้หญิงสาวลุ่มหลงได้อย่างง่ายดาย

            แต่สิ่งที่หลินหยางสังเกตเห็นก็คือพลังฟ้าดินที่หมุนเวียนอยู่ในร่างกายของชายผู้นี้เป็นพลังฟ้าดินที่มีสีเป็นสีทองอ่อนๆ

            นี่ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะของพลังฟ้าดินของแต่ละคนที่จะปรากฏขึ้นหลังจากฝึกไปถึงระดับเซียนเทียนแต่เป็นพลังฟ้าดินแบบพิเศษที่เกิดขึ้นมาจากการฝึกฝนวิชาเฉพาะบางอย่างเหมือนกับพวกของหลินไป๋ชวน

            ตอนที่จีหยูยี่กำลังแนะนำตัวชายผู้นี้อยู่นั้นหลินหยางสามารถสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่แปลกไปของอีกฝ่ายด้วยเช่นกัน “คุณชายหลิน ท่านนี้คือคุณชายมู่หยงไป๋ จาก ‘ลัทธิเซิ่ง’ซึ่งเขาเป็นลูกศิษย์ที่มีความสามารถโดดเด่นที่สุดในบรรดาศิษย์รุ่นที่สามของลัทธิด้วยนะ!”

            หลินหยางหันไปพยักหน้าให้กับมู่หยงไป๋

            ในอาณาจักรเล็กๆ อย่างอาณาจักรชูอวิ๋นนั้นเขาไม่เคยได้ยินชื่อของลัทธิเซิ่งนี่เลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่ดูท่าทางแล้วลัทธินี้จะต้องเป็นขุมอำนาจที่ยิ่งใหญ่และทรงพลังไม่แพ้ใครแน่นอน

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน