ขณะที่ทางหย่าเฟยได้เริ่มดำเนินการเพื่อที่จะช่วยเหลือหวงเยี่ยด้วยวิธีการของตนเอง
ในทางกลับกัน ทางตระกูลจินหรือตัวของจินไห่ผู้เป็นผู้นำตระกูลก็ไม่อยู่นิ่งเฉย
ใบหน้าของชายวัยกลางคนผู้นั้นเคร่งขรึมจนเส้นเลือดข้างขมับปูดโปน เมื่อทราบว่าโครงการซุสไม่อาจกำจัดไอ้เด็กเวรหวงเยี่ยได้ตามที่คาดหวัง ความขุ่นเคืองภายในไม่ได้ลดลง แต่ยิ่งทวีคูณจนแทบเผาไหม้เหตุผลทั้งหมด
เขายืนอยู่ภายในห้องทำงานที่ตกแต่งด้วยโลหะสีเงินเข้ม แววตานั้นฝงความเด็ดขาดอันไร้ปรานี
“เมื่อวิธีตรงไปตรงมาใช้ไม่ได้..”
“งั้นต้องใช้กฎระเบียบเป็นดาบ”
เขาหยิบเครื่องมือสื่อสารขึ้นมาอย่างไม่ลังเล ใช้เส้นสายของตนเอง ส่งเรื่องนี้เข้าไปยังสมาพันธ์นักล่ามังกรแห่งทวีปเหนือโดยตรง โดยอาศัยการสนับสนุนจากเทพสงครามหลายคนซึ่งมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับตระกูลของเขา
ต้องกล่าวก่อนว่าสมาพันธ์นักล่ามังกรไม่ใช่องค์กรธรรมดา พวกเขาเป็นโครงสร้างอำนาจที่แผ่ขยายไปทั่วทั้งทวีปทั้งห้าของอารยธรรมเผ่าพันธุ์มนุษย์ สาขาของมันกระจายอยู่ตามเมืองใหญ่ เมืองรอง และฐานป้องกันชายแดน ครอบคลุมทั่วทุกอาณาเขตที่มนุษย์เหยียบยืน
ทว่าท่ามกลางสาขานับไม่ถ้วน สมาพันธ์นักล่ามังกรสาขาหลักกลับมีเพียงห้าแห่งเท่านั้นที่ถือเป็นศูนย์กลางแท้จริงของอารยธรรม พวกมันตั้งอยู่ภายในทวีปทางเหนือ ทวีปทางใต้ ทวีปตะวันออก ทวีปตะวันตก และทวีปศูนย์กลาง เสมือนเสาหลักห้าต้นที่ค้ำจุนท้องฟ้าของมนุษยชาติ
ในบรรดานั้น สมาพันธ์นักล่ามังกรสาขาหลักแห่งทวีปเหนือได้รับสมญานามว่า “มังกรแห่งทิศอุดร” สะท้อนถึงความแข็งแกร่งอันทรงอำนาจ
ภายในนั้นมีเทพสงครามประจำการอยู่กว่าสามสิบคน แต่ละคนล้วนเป็นยอดฝีมือที่ผ่านศึกใหญ่ไม่รู้กี่ครั้ง นอกจากนี้ยังมีราชันย์สงครามอีกนับร้อย ซึ่งถือเป็นกระดูกสันหลังของแนวป้องกันมนุษย์
พวกเขาเป็นดั่งเสาหลักของอารยธรรมมนุษย์ ไม่ใช่เพียงผู้ต่อกรกับเผ่าพันธุ์มังกรเท่านั้น หากยังมีสถานะในการพิพากษาความชั่วร้าย
ไม่ว่าจะมาจากมังกรหรือมนุษย์ด้วยกันเอง อำนาจของพวกเขาเป็นทั้งโล่และคมดาบ
เมื่อเรื่องของหวงเยี่ยถูกส่งเข้าสู่ที่ประชุมภายในมังกรแห่งทิศอุดร
บรรยากาศในห้องประชุมจึงตึงเครียดอย่างยิ่ง โต๊ะยาวสีดำสะท้อนเงาของผู้มีอำนาจหลายสิบชีวิตที่นั่งเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ เทพสงครามผู้เป็นผู้สนับสนุนของจินไห่เป็นผู้เปิดประเด็น เสียงของเขาดังชัดเจนกลางห้องประชุม
“การกระทำของหวงเยี่ยผู้นี้ ถือว่าเป็นภัยต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วยกันเอง”
“เขาได้สังหารนักล่ามังกรร่วมเผ่าพันธุ์ในทางที่มิชอบ!”
คำกล่าวนั้นถูกโยนลงกลางวงอย่างหนักหน่วง ราวกับก้อนหินที่กระแทกผิวน้ำจนเกิดคลื่นกระเพื่อมไปทั่ว ทว่าไม่ใช่ทุกคนจะเห็นพ้อง บรรดาเทพสงครามอีกหลายคนต่างขมวดคิ้ว ก่อนหนึ่งในนั้นจะกล่าวตอบอย่างไม่รีบร้อน
“ภายนอกกำแพงเมืองมนุษย์น่ะ สถานการณ์เช่นนั้นไม่มีกฎระเบียบหรือข้อบัญญัติใดๆด้วยซ้ำ!”
“สนามรบนอกเขตป้องกันไม่อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่ชัดเจน”
“หากเป็นเช่นนั้น.. หวงเยี่ยซื่อจื่อคนนี้ก็ไม่ต้องถูกตัดสินโทษความผิดอะไร”
คำพูดดังกล่าวทำให้บรรยากาศภายในห้องประชุมแบ่งออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน
ฝ่ายหนึ่งยืนกรานว่าการกระทำดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อระเบียบ
อีกฝ่ายมองว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นนอกเขตอำนาจกฎหมาย จึงไม่อาจตัดสินด้วยกรอบเดียวกัน
เสียงโต้แย้งดังขึ้นสลับกันอย่างต่อเนื่อง เหล่าเทพสงครามต่างหยิบยกหลักเกณฑ์ ข้อบังคับ และตัวอย่างจากอดีตมาสนับสนุนจุดยืนของตน การประชุมกินเวลาไปกว่าครึ่งชั่วโมงโดยไร้ข้อสรุป เสียงสนทนาหนักแน่นปะทะกันราวกับคมดาบกระทบกันกลางอากาศ
สุดท้ายเทพสงครามที่นั่งอยู่หัวโต๊ะจึงยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนเงียบ
เสียงทั้งห้องค่อยๆดับลง เหลือเพียงความเงียบที่กดดันราวกับก่อนพายุหิมะ
“ในเมื่อสถานที่เกิดเหตุอยู่นอกกำแพงเมือง และไม่มีข้อบัญญัติชัดเจนกำหนดความผิดในกรณีเช่นนั้น เขาจะไม่ถูกพิพากษาประหารชีวิต!”
คำประกาศนั้นทำให้บางคนผ่อนคลายลง ทว่าอีกหลายคนยังคงนิ่งเฉย รอถ้อยคำถัดไป
“อย่างไรก็ตาม.. การกระทำดังกล่าวได้สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของนักล่ามังกร เพื่อรักษาระเบียบและความมั่นคง จึงมีมติให้ควบคุมตัวเด็กคนนี้ไว้ภายใต้การดูแลของสมาพันธ์ และสถานที่ควบคุมตัวคือคุกมังกรโลหิต ถูกควบคุมตัวเป็นเวลา 10 ปีด้วยกัน!”
“ปิดการประชุม!”
คำตัดสินสุดท้ายถูกบันทึกลงในระบบทันที
เมื่อผลลัพธ์ของการประชุมถูกส่งไปยังจินไห่ ใบหน้าของเขาก็คลี่ออกเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
เสียงหัวเราะดังลั่นออกมาจากลำคออย่างไม่ปิดบัง
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”
“ถึงจะไม่อาจสังหารไอ้เด็กเวรนี้ได้ แต่มันคงต้องเน่าตายอยู่ภายในคุกมังกรโลหิตเป็นแน่!”
ดวงตาของเขาเปล่งประกายพึงพอใจราวกับได้เห็นศัตรูถูกโยนลงหลุมลึกที่ไม่มีวันปีนขึ้นมาได้
เขาหันไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาที่รอคำสั่งอยู่ด้านข้าง
“เพราะงั้นให้สมาพันธ์นักล่ามังกรเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยเทพอสูรเร็วเข้า รีบไปนำไอ้เด็กเวรนั้นเข้าคุกซะ!”
คำสั่งถูกเปล่งออกมาอย่างเฉียบขาดและเต็มไปด้วยความตื่นเต้นเลยก็ว่าได้
...
หลังจากนั้นเวลาก็ผ่านไปหลายวัน
กระแสข่าวเกี่ยวกับคำตัดสินของสมาพันธ์นักล่ามังกรแห่งทิศอุดรได้แพร่สะพัดไปทั่วมหาวิทยาลัยเทพอสูรอย่างรวดเร็ว
จากเสียงกระซิบในหอพัก สู่การสนทนาเคร่งเครียดในห้องประชุมคณาจารย์
และในที่สุดก็กลายเป็นแรงกดดันที่แผ่คลุมทั้งสถาบันดุจหมอกหนาทึบยามรุ่งสาง
ไม่มีผู้ใดกล่าวออกมาตรงๆว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นอยุติธรรมเพียงใด แต่ทุกสายตาล้วนสะท้อนคำถามเดียวกัน
เหตุใดเด็กหนุ่มผู้เพิ่งฟื้นจากบาดแผลถึงต้องถูกผลักเข้าสู่สถานที่ที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนั้น
ในที่สุด ทางสมาพันธ์นักล่ามังกรแห่งทิศอุดรก็ได้ส่งกองกำลังมายังมหาวิทยาลัยเทพอสูรโดยตรง เสียงเครื่องยนต์ลอยต่ำดังครางอยู่เหนือท้องฟ้า เงายานพาหนะสีเข้มทอดยาวลงบนลานกลางมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน
“อะไรกัน เจ้าชายน้อยถูกจับ?!”
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น? ทำไมสมาพันธ์สาขาหลักถึงได้ส่งคนมาจับกุมเขากันละ?”
“ดูนั่นสิ! ท่านผู้อำนวยการ ท่านหลงอิน รวมถึงเหล่าคณบดีต่างออกมากันทั้งหมด นี่มันเกิดอะไรกันขึ้นกันแน่!”
เหล่านักเรียนที่มุงดูอยู่ห่างๆต่างกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว บรรยากาศเงียบงันราวกับก่อนเกิดพายุใหญ่
ในขณะนั้น หวงเยี่ยยืนอยู่เคียงข้างผู้เป็นอาจารย์อย่างหวูเหยียนจี
ผู้อำนวยการหย่าเฟย หลงอิน รวมถึงคณบดีคนอื่นๆที่มายืนประจันหน้ากับตัวแทนสมาพันธ์โดยตรง
ชายหนุ่มไม่ได้มีสีหน้าตื่นตระหนก ต่อให้มหาวิทยาลัยเทพอสูรจะยืนกรานเพียงใด ก็ไม่อาจล้มล้างคำสั่งของศูนย์กลางอำนาจได้ในทันที
หวูเหยียนจีเอื้อมมือไปตบไหล่ลูกศิษย์ของตน แฝงความห่วงใยที่ไม่ต้องเอ่ยเป็นคำยาวเหยียด
“ไม่ต้องเป็นกังวลไปนะศิษย์รัก”
“เจ้าจะไม่ได้ติดอยู่ในคุกมังกรโลหิตเป็นเวลา 10 ปีแน่ๆ”
“ท่านผู้อำนวยการได้ใช้เส้นสายของตนเองดำเนินการไปแล้ว”
“เต็มที่ก็แค่หนึ่งเดือน.. หรือเพียงไม่กี่วันก็เป็นได้ เพราะงั้นอดทนหน่อยนะศิษย์รัก!”
คำพูดของชายวัยกลางคนฟังดูมั่นใจ ทว่าเสียงที่สั่นเล็กน้อยกลับเผยความวิตกที่ซ่อนอยู่ลึกๆ
หวูเหยียนจีหวาดกลัวต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเด็กคนนี้ หวงเยี่ยเพิ่งฟื้นคืนจากอาการบาดเจ็บ ร่างกายยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ แต่กลับต้องถูกจินไห่ใช้เส้นสายของตน กดดันผ่านอำนาจของเทพสงครามจนผลสรุปเอนเอียงไปในทิศทางเช่นนี้
หย่าเฟยยืนอยู่ด้านข้าง นางไม่ได้กล่าวปลอบโยนเพิ่มเติม เพียงแต่ความตั้งใจที่ซ่อนอยู่ภายในนั้นหนักแน่นเกินกว่าจะสั่นคลอนง่ายๆ
ส่วนหลงอินก็กำหมัดแน่นไปด้วยความโกรธ เล็บแทบจิกเข้าสู่ฝ่ามือของตนเอง
“ถ้ามันกล้าทำอะไรเกินขอบเขต.. ข้าจะไม่ยอมอยู่เฉยแน่!”
คำพูดของนางแฝงกลิ่นอายของราชันย์ที่กำลังคุกรุ่น
ทว่าตัวของหวงเยี่ยกลับเผยรอยยิ้มเล็กๆ ท่าทางดูผ่อนคลายเกินกว่าที่ทุกคนคาดคิด
“คุกมังกรโลหิตเหรอ?”
“สถานที่คุมขังนักล่ามังกรที่ทำผิดร้ายแรงจนต้องได้รับโทษทัณฑ์ตลอดชีวิต!”
“ภายในสถานที่แห่งนั้นแทบจะไม่มีกฎเกณฑ์และจะทำอะไรก็ได้”
“แต่สำหรับข้าแล้ว.. มันอาจเป็นเรื่องที่ดีกว่าก็ได้นะ?”
คำตอบนั้นทำให้หวูเหยียนจีถึงกับชะงักไปชั่วขณะ ก่อนที่จะส่ายหัวออกมาอย่างจนปัญญา
จนกระทั่งระบบกลืนกินมังกรเอ่ยขึ้นมาอย่างอดกลั้นความตื่นเต้นไม่อยู่
【นี่ท่านจะไปสังหารเหล่าอาชญากรทั้งหมดภายในคุกมังกรโลหิตหรือยังไงคะ?】
【ถ้าสังหารพวกมันหมดได้ ท่านจะต้องได้รับแต้มวิญญาณที่มากมายมหาศาลแน่ๆ】
【เหมือนไปเที่ยวอะไรประมาณนั่นอะ】
เสียงใสของระบบทำให้มุมปากของหวงเยี่ยแสยะขึ้นเล็กน้อย
เพราะทั้งสองมีความคิดตรงกันโดยไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม
ตอนแรกหวงเยี่ยยังไม่รู้เลยว่าจะไปหาแต้มวิญญาณที่มากมายเพื่อพัฒนาตนเองจากที่ใด โลกภายนอกกำแพงเมืองเต็มไปด้วยอันตราย แต่ไม่ได้ง่ายดายพอจะไล่ล่าโดยไม่ถูกจับตามอง ทว่าคุกมังกรโลหิตนั้นแตกต่างออกไป
สถานที่ที่แทบไร้กฎเกณฑ์ สถานที่ที่ผู้กระทำผิดร้ายแรงถูกโยนเข้าไปโดยไม่มีใครสนใจ สถานที่ที่ความแข็งแกร่งคือกฎเพียงหนึ่งเดียว