คุณหนูนางร้ายของท่านแม่ทัพ

    ตามติด

     

    เสียงดนตรีอันแผ่วหวานจากเครื่องสายบรรเลงคลอเบา ๆ กลางท้องพระโรงอันยิ่งใหญ่ แสงจากโคมทองนับร้อยสะท้อนกับเสื้อผ้าของเหล่าขุนนางและสตรีในราชสำนักจนพร่างพราวราวหมู่ดาว กลิ่นบุปผาอบหอมอบอวลทั่วบริเวณงานเลี้ยงคืนนี้และในบรรดาผู้มาร่วมงานนั้น ไม่มีคู่ใดโดดเด่นสะดุดสายตาเท่ากับ “แม่ทัพชิวจิ้นอัน” กับ “ครอบครัวเสนาบดีคุณเฉิน” อีกแล้ว

    เสียงกระซิบดังไปทั่ว เมื่อหญิงสาวก้าวเข้ามาในท้องพระโรงพร้อมกับชิวจิ้นอัน เฉินฟางซินงามสะกดตายิ่งนัก ผ้าคลุมบางเบาพลิ้วตามแรงลม กลีบผมม้วนเป็นวงเรียบหรูประดับหยกขาวระยิบระยับ แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนตะลึงไม่ใช่เพียงความงามของนางแต่เป็นลายปักบนชุดของนางที่เหมือนกับเสื้อคลุมของแม่ทัพชิวจิ้นอันราวกับถูกออกแบบมาให้เป็นคู่กัน มิเพียงเท่านั้นบนชุดเสนาบดีเฉิน ฮูหยินเฉินและบุตรชายเองก็เช่นกัน แม่ทัพหนุ่มหันไปมองคู่หมั้นตนเองอย่างอ่อนโยน ต่างจากสายตาที่เขาใช้กับคนอื่นโดยสิ้นเชิง

    เสียงซุบซิบต่างเล่าลือว่า ชิวจิ้นอันแม่ทัพผู้เย็นชา ไม่เคยยิ้มให้ใครแต่กลับมองสตรีผู้นี้ราวกับกลัวว่าเพียงกะพริบตาแล้วนางจะหายไปหญิงสาวได้แยกไปทักทายผู้อาวุโสตามสมควร เมื่อเฉินฟางซินค้อมศีรษะคำนับขุนนางผู้อาวุโสคนหนึ่ง มือหนาของชิวจิ้นอันกลับแตะหลังนางเบา ๆ ราวกับเตือนว่า “พอแล้ว” หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้น หันมามองเขาพลางยิ้มเอ็นดู

    “อาอิง… ข้าแค่ทักทาย”

    “ไม่ต้อง… เขามองเจ้ามากเกินไป…ข้าไม่ชอบ”

    น้ำเสียงเรียบเย็นแต่แฝงแรงหึงจนคนฟังแทบจะหัวเราะไม่ออก หลังจากนั้นไม่ว่าจะไปมุมไหน โต๊ะของแม่ทัพฝ่ายเหนือหรือโต๊ะของเหล่าขุนนางสตรีก็จะมีชิวจิ้นอันจะตามไปด้วยทุกก้าว แม้แต่ยามที่นางเอื้อมมือหยิบถ้วยชา เขาก็ยื่นถ้วยใหม่ให้ก่อน หากนางจะนั่งเขาก็จัดเก้าอี้ให้ และสายตาเย็นคมของเขากวาดไปทั่วเหมือนประกาศเงียบ ๆ ว่า

    “นางเป็นของข้า ใครกล้าแตะต้อง…เตรียมฝังทั้งตระกูล”

    นั่นจึงทำให้มิมีบุรุษใดกล้าเข้าใกล้นางแม้สักคน เฉินซีฮัน จางหยุนผิง เฉินไฉ่หงและเฉินจื่อเซี่ยมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม

    “ตอนนี้เรื่องเถียนเถียนคงวางใจได้แล้ว”

    “เจ้าค่ะ/ขอรับ”

     

    ขณะเสียงขลุ่ยบรรเลงเปลี่ยนทำนอง เงาร่างสูงโปร่งเดินอ้อมมุมเสาเข้ามา ฝูเหวินห้าวที่ดำรงตำแหน่งขุนนางในตระกูลกั๋วกงแม้จะเป็นหนุ่มรูปงาม แต่ในงานเขากลับมิมองสตรีใด…ยกเว้นนาง ในสายตาเขายังมีประกายบางอย่าง… ที่แม้เจ้าตัวจะพยายามซ่อนก็ไม่สามารถปิดได้มิด

    “ซินเออร์ ข้ามีเรื่องจะพูดด้วย…”

    แต่ยังไม่ทันจบประโยคร่างสูงของชิวจิ้นอันได้ขยับมาขวางไว้ สายตาคมกล้าเยือกเย็นราวกับคมดาบเฉือนกลางอากาศ

    “ขอโทษที่ขัดจังหวะ”

    เขาพูดเสียงเรียบ

    “นางไม่มีเรื่องใดต้องพูดกับเจ้าอีก”

    “ข้าแค่…”

    ฝูเหวินห้าวพยายามจะอธิบาย

    “ข้าได้ยินแล้ว”

    ชิวจิ้นอันตอบพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ที่ไม่ได้อบอุ่นแม้แต่น้อย บรรยากาศรอบตัวเย็นวาบจนผู้คนรอบ ๆ ต้องเบือนหน้าหนี แม้แต่ฝูเหวินห้าวเองยังรู้สึกเหมือนถูกแรงกดดันบีบให้ถอยโดยไม่รู้ตัว เฉินฟางซินมองเหตุการณ์อย่างจนใจก่อนเอ่ยเสียงเบาแต่มีแววขัน

    “อาอิง…ท่านคิดว่าข้าจะหนีท่านไปไหนหรือ”

    “ข้าไม่คิด…แต่ข้าไม่เสี่ยง”

    คำตอบของเขาเรียบง่าย แต่ดวงตากลับแน่วแน่และร้อนแรงจนหัวใจนางสะท้าน หลังจากนั้นไม่ว่าใครจะพยายามเข้าใกล้เฉินฟางซินเพียงแค่สบตากับชิวจิ้นอันครั้งเดียว…ก็ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรงอีกเลย เหล่าสตรีที่แต่ก่อนเคยซุบซิบนินทานาง บัดนี้กลับยิ้มแหยและก้มหน้าหลบ เหล่าขุนนางที่คิดจะเชิญดื่มก็ถอยกลับอย่างพร้อมเพรียง งานเลี้ยงทั้งงานดูเหมือนจะกลายเป็นงานเลี้ยงของทั้งสองเพียงคู่เดียว เฉินฟางซินหัวเราะเบา ๆ พลางเอ่ยอย่างล้อเลียน

    “ท่านทำให้ข้ากลายเป็นจุดศูนย์กลางเสียแล้ว”

    “ข้าเพียงกันลมกันฝนให้เจ้า”

    เขาตอบอย่างหน้าตาย

    “แต่ดูท่าจะกันแม้กระทั่งแสงตะวันด้วยกระมัง”

    นางแกล้งเหน็บ

    “ถ้าแสงนั้นจะทำให้เจ้าต้องหรี่ตา…ข้าก็ยินดีบังให้”

    เสียงหัวเราะของนางแผ่วเบาแต่หัวใจกลับเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก ด้วยมิเคยได้รับอะไรเช่นนี้มาก่อนจากบุรุษที่…ได้ชื่อว่าเป็นสามี

    ทางอีกฟากของท้องพระโรง บิดามารดาและพี่ชายน้องชายของเฉินฟางซินมองภาพนั้นอยู่เงียบ ๆ เฉินไฉ่หง พี่ชายคนโตเอ่ยพลางหัวเราะเบา

    “แม่ทัพชิวดูเหมือนจะยอมศิโรราบให้เถียนเถียนของพวกเราโดยสิ้นเชิง”

    บิดาพยักหน้าด้วยสีหน้ายินดี

    “ดีแล้ว…ชายเช่นนั้นถึงจะคู่ควรกับบุตรีข้า”

    มารดายิ้มอ่อน น้ำตาเอ่อเพราะความสุข

    “ข้าขอแค่ให้เถียนถียนมีคนดูแลเช่นนี้ไปตลอด…เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว”

    ยามค่ำคล้อยเสียงพิณสุดท้ายจางหาย ผู้คนเริ่มทยอยออกจากท้องพระโรง แต่แม่ทัพหนุ่มยังไม่ยอมปล่อยมือคู่หมั้นตน

    “อาอิง…เจ้าจ้องข้าอีกแล้ว”

    “ข้ากลัวว่าถ้าคลาดสายตาแม้เพียงชั่วหายใจ เจ้าจะถูกสายลมพัดไป”

    “หึ…เจ้าเป็นแม่ทัพหรือเงาของข้ากันแน่”

    “แล้วแต่เจ้าจะเรียก ตราบใดที่ข้ายังได้อยู่ข้างเจ้า”

    เขากล่าวเสียงทุ้มต่ำ ก่อนจะก้มลงกระซิบใกล้หูนาง

    “ชุดนี้…เจ้าใส่แล้วงามมาก แต่คราวหน้าข้าขอให้เจ้าปักเพียงเพื่อข้าเท่านั้น”

    แก้มของเฉินฟางซินร้อนผ่าว ขณะนั้นเองเสียงหัวเราะแผ่วเบาของนางได้ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัด

    และภาพของแม่ทัพผู้เย็นชา ที่ยืนกางร่มให้หญิงงามเพียงคนเดียว… กลายเป็นภาพที่ผู้คนในราชสำนักไม่มีวันลืม ทุกการกระทำของทั้งสองได้ทำให้ทั้งหนึ่งบุรุษที่แอบมองพวกเขายิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ

    “พวกเขาช่างเหมาะสมกันจริง ๆ”

    “ข้าเพิ่งเคยเห็นเขายิ้มเช่นนี้ และตามติดสตรีเช่นนี้เป็นครั้งแรก…ต่อไปนี้หัวใจของเขาจะได้มีที่พักเสียที”