ทั้งฮั่วยี่และจางฉุนต่อสู้กันอย่างสูสีมาเป็นระยะเวลานาน ในขณะนั้นเองก็ไม่ใช่ว่าคนอื่นจะอยู่เฉยอีกต่อไป ปีศาจโลหิตสาวที่มีนามว่า จางลี่ พุ่งตรงมาหมายจะสังหารลั่วอู่หลินซึ่งเป็นตัวปัญหา แน่นอนว่าโดนฮั่วหลิงและฮั่วหยุนป้องกันเอาไว้ ในขณะเดียวกันทั้งซูฮ่าวและหยินเสี่ยวปาที่แย่งชิงอาวุธระดับปฐพีขั้นสูงมาได้มายมายและระดับกึ่งสวรรค์หนึ่งชิ้นก็ได้พุ่งทะยานหายไปพร้อมกับขุมกำลังที่เหลือรอดในทันที
เพราะจากที่พวกเขาคาดเดาสถาการณ์ ไม่มีทางเลยที่พวกเขาจะสามารถแย่งชิงอาวุธระดับกึ่งสวรรค์มาได้มากกว่านี้ อีกทั้งกองกำลังยังเสียหายหนักมาก การที่จะรั้งอยู่ต่อไปอาจจะมีผลร้ายมากกว่าผลดี เมื่อตัดสินใจได้เช่นนี้พวกเขาจึงไม่ลังเลใจที่จะถอย
"ศิษย์น้อง เจ้าว่าพวกเขาจะชนะไหม"หยางเหมยกุ้ยกล่าวถาม ทว่านางเห็นเพียงรอยยิ้มของศิษย์น้องเล็กของนางเท่านั้น
ในเวลาเดียวกันตอนนี้จางฉุนพลันเหนื่อยหอบอย่างช่วยไม่ได้ ส่วนฮั่วยี่นั้นเขาได้รับการเสริมกำลังอยู่ตลอดเวลาจึงไม่ได้เหนื่อยอะไรมากมาย
สถานการณ์เริ่มกลับมาเป็นฝั่งมนุษย์อีกครั้งที่ได้เปรียบ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำหรือสมาชิกต่างๆก็ล้วนแต่มีขวัญและกำลังใจที่เพิ่มขึ้น ลั่วอู่หลินตอนนี้เสมือนกับเป็นนักบุญของพวกเขาเลยทีเดียว
"บัดซบๆ!"จางฉุนอุทานด้วยความโกรธแค้น ทว่าคมกระบี่ของฮั่วยี่ก็พุ่งเข้าใส่เขาอย่างรวดเร็วจะเกิดรอยแผลขนาดใหญ่ ก่อนจะถูกเตะซ้ำจนพุ่งกระเด็นลงไปยังเบื้องล่าง ภาพนี้เสมือนกันที่ฮั่วยี่โดนเมื่อครู่ไม่มีผิด
"อ๊ากก!!"
"เป็นอะไร? เหตุใดลูกหลานของเทพปีศาจถึงได้ร้องโหยหวนเยี่ยงสุนัขเช่นนี้"ฮั่วยี่พุ่งลงมา คมดาบมีเปลวเพลิงสีฟ้าเป็นประกายพุ่งเข้าหาจางฉุนโดยไม่คิดให้ได้ตั้งตัว
"ท่านพี่!"จางลี่อุทานออกมา ก่อนที่นางจะระเบิดลมปราณสีเลือดของนางจนทั้งฮั่วหลิงและฮั่วหยุนกระเด็นออกไป พร้อมทั้งพุ่งทะยานเข้าไปหาฮั่วยี่ มีดสั้นในมือถูกขว้างปาออกไป
"คมมีดโลหิตเทพปีศาจควบคุม"
ฮั่วยี่ที่สัมผัสได้ถึงออร่าอันเฉียบคมก็พลันใช้ปราณกระบี่เพลิงป้องกันในทันใด แต่ทว่ากลับมิอาจจะบัดป้องคมมีดได้หมดจนกระทั้งมีมีดเล่มหนึ่งใกล้จะถึงตัว
"ระฆังทองคุ้มกาย"
ลั่วอู่หลินเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มมิอาจหลบได้ก็ใช้ปราณแสงคุ้มครองในทันที ทางด้านฮั่วยี่ที่เห็นเช่นนั้นก็ฟาดกระบี่ใส่จางฉุนอย่างไร้ปรานีโดยพลัน แต่ทว่าจางลี่กลับช่วยชีวิตพี่ชายของนางได้ทันทำให้จางฉุนเสียเพียงแขนข้างหนึ่งเท่านั้นในการโจมตีครั้งนี้
"ปีศาจหญิงตนนั้นมีศักยภาพเหนือกว่า ปีศาจชายเสียอีก"ลั่วอู่หลินกล่าวออกมา ในขณะเดียวกันปีศาจสาวจางลี่มองไปยังลั่วอู่หลินด้วยท่าทางโกรธแค้น นางประคองพี่ชายที่สลบไปจากการเสียเเขนไปหนึ่งข้างก่อนจะบีบหยกชิ้นหนึ่งและหายไปพร้อมกับขุมกำลังปีศาจในทันใด
เหล่าขุมกำลังหอประมุขเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ร้องเฮกันในทันที ลั่วอู่หลินก็พลันเก็บพลังกลับไปพร้อมกับใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มบางๆ
ทั้งฮั่วยี่ ฮั่วหลิง และฮั่วหยุน เมื่อเห็นอีกฝ่ายหนีไปแล้วก็พุ่งมาหาลั่วอู่หลินในทันที และกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ
"ขอบคุณผู้มีพระคุณมากที่ลงมือช่วยเหลือ"เป็นฮั่วยี่ที่กล่าวขึ้นมาพร้อมกับโค้งตัวเล็กน้อยเชิงให้ความเคารพ
"ไม่เป็นไรๆข้าก็แค่ไม่ชอบปีศาจขี้คุยเท่านั้น"ชายหนุ่มลุกขึ้นและกล่าวออกไปเช่นนั้น ฮั่วยี่ที่ได้ยินก็ยิ้มรับในทันที
"ถึงอย่างไรเรื่องที่ท่านช่วยชีวิตข้าและขุมกำลังของข้าไว้ก็เป็นเรื่องจริง ซึ่งหอประมูลของเราจะไม่ตอบแทนพวกท่านก็ไม่ได้ เอาเช่นนี้เป็นอย่างไร พวกเราจะยกอาวุธระดับกึ่งสวรรค์ให้หนึ่งชิ้น พร้อมกับอาวุธระดับปฐพีระดับสูงอีกส่วนหนึ่งให้พวกท่าน"ฮั่วยี่กล่าวอย่างจริงใจ แต่เดิมขุมกำลังหอประมูลก็ไม่เคยเอาเปรียบผู้ใดอยู่แล้วโดยเฉพาะผู้มีพระคุณ
"เช่นนั้นพวกข้าก็ขอรับเอาโดยไม่เกรงใจ"ลั่วอู่หลินรับแหวนมิติที่บรรจุอาวุธเอาไว้ในทันที ในที่นี่ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่จะคัดค้านการตอบแทนชายหนุ่มของฮั่วยี่ นั่นเพราะเขาสมควรได้รับจริงๆ หากไม่ใช่เพราะการช่วยเหลือของลั่วอู่หลินป่านนี้พวกเขาคงได้ตายตกไปจนหมดสิ้นเพราะปีศาจโลหิตจางฉุนแล้ว
"ในเมื่อรู้จักกันแล้ว ขอถามได้หรือไม่ว่าพวกท่านมีนามว่าอะไรมาจากขุมกำลังไหนกัน"ฮั่วยี่กล่าวถามอีกครั้ง อัจฉริยะที่มีธาตุแสงนั้นหายากยิ่งจึงไม่แปลกที่เขาจะอยากรู้จักและผูกสัมพันธ์ด้วย
"ขออภัยด้วยพวกเราไม่อาจจะเปิดเผยชื่อเสียงให้ท่านรับรู้ได้ ส่วนขุมกำลังนั้นด้วยกำลังของหอประมูลข้าว่าพวกท่านคงจะตามสืบหาได้ไม่ยากเย็น"ลั่วอู่หลินกล่าวอย่างเรียบเฉย ฮั่วยี่ที่ได้ยินก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ คนแปลกหน้าที่พบกันไม่นานคงยังไม่อาจทำให้อีกฝ่ายไว้ใจได้ ดังนั้นเขาจึงจำเพียงสัญลักษณ์เปลวเพลิงสีทองที่หน้าอกของลั่วอู่หลินเอาไว้ก่อนจะกล่าวขอบคุณอีกครั้งและพาขุมกำลังของตนเดินออกไปในทันที
"ศิษย์น้องเจ้าช่างระมัดระวังตัวยิ่งนัก แล้วเราจะออกไปด้านนอกกันหรือยัง"หยางเหมยกุ้ยกล่าวถามด้วยความสงสัย บอกตามตรงตอนนี้นางเชื่อถือการตัดสินใจของชายหนุ่มมากกว่าตัวเองเสีย ดังนั้นนางจึงอดไม่ได้ที่จะขอความเห็นของเขา
"ยังก่อน ตอนนี้ข้าจะแบ่งอาวุธให้พวกท่าน"
"เอ๋!! แต่พวกเราไม่ได้ทำอะไรเลยนะ เจ้าเก็บไว้เองไม่ดีกว่าหรือ"หลี่อิงพยักหน้าให้กับคำกล่าวของหยางเหม่ยกุ้ย ทว่าลั่วอู่หลินก็ดึงเอาอาวุธประเภทหอกและกระบี่ระดับปฐพีขั้นสูงเมื่อครู่มาให้พวกนางได้เลือกสรรค์
"ข้าจะใช้มันหมดได้อย่างไร พวกท่านเลือกเลย ข้าไม่เคยหวงของกับศิษย์พี่ของตนเองอยู่แล้ว"ลั่วอู่หลินกอดอกกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
'หึ ทำเป็นพูดดี หากเป็นศิษย์พี่ผู้ชายเจ้าจะให้เลือกสรรค์ขนาดนี้หรือไม่ น้องชาย เจ้าช่างไม่เนียนเอาเสียเลย ฮิฮิ'ไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าวขึ้นอย่างตลกขบขันในทันทีจนทำให้ท่าทางที่ภูมิใจในตนเองเมื่อครู่ของนางหนุ่มหายไปพร้อมกับแก้มที่ป่องขึ้นมา
"หะ หากเป็นเช่นนั้น ก็ขอบคุณเจ้ามากเอาไว้ข้าจะหาสิ่งที่มีค่าเท่าเทียมกันมาตอบแทบให้"
"ข้าเองก็ด้วยเช่นกัน"
ทั้งสองตอบกลับออกมาเช่นนั้นก่อนที่จะเลือกอาวุธตรงหน้าไปเพียงหนึ่งชิ้นเท่านั้น หลี่อิงเลือกกระบี่สีแดงดำขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่มากพร้อมกับมีลวดลายอักขระสีทองทำให้มันดูงดงามยิ่ง ส่วนหยางเหมยกุ้ยนั้นนางเลือกหอกสีแดงดำเช่นกันแต่ของนางนั้นสลักลวดลายของดอกบัวเพลิง
ลั่วอู่หลินเมื่อเห็นพวกนางเลือกได้แล้วก็เก็บอาวุธเข้าแหวนไม่ในทันที ส่วนอาวุธระดับกึ่งสวรรค์ที่ได้มาก็ไม่ใช่อะไรนอกจากเคียวสีดำของจางฉุนซึ่งมันไม่เหมาะกับใครเลยแม้แต่ตัวเขาเอง ดังนั้นจึงไม่ได้นำออกมาให้พวกนางเลือก
"พวกเราออกไปเลยดีหรือไม่"ทั้งสองกล่าวขึ้นพร้อมกันอย่างกระตือรือล้น
ชายหนุ่มก็ส่ายหัวให้ "ยังออกตอนนี้ไม่ได้ ท่านว่าที่นี่จะมีเพียงอาวุธอย่างเดียวจริงๆหรือ ข้าว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านั้น"
เขาเดินไปยังใจกลางของวิหารกวาดดวงเนตรอสรพิษสวรรค์ที่ผสานกับปราณหยินมองดูสิ่งผิดปกติในทันทีก่อนที่เขาจะพบเจอ ออร่าที่ร้อนแรงอยู่ที่มุมหนึ่งของโถงวิหาร
'เจอแล้วซ่อนเอาไว้ในที่ๆทุกคนมองข้ามสินะ'ชายหนุ่มกล่าวในใจก่อนจะเดินไปที่จุดนั้นพร้อมกับศิษยืพี่ทั้งสองในทันที เบื้องหน้าของเขาคือแท่นหินแท่นหนึ่งที่มีฝาปิดอยู่ ซึ่งต้องบอกก่อนว่าทั้งสี่มุมของวิหารต่างก็มีแท่นแบบนี้อยู่เช่นเดียวกันแต่กลับไม่มีการตอบสนองกับดวงเนตรของลั่วอู่หลิน
เขาไม่รอช้ารีบเปิดมันออกในทันที สิ่งที่เห็นคืออย่างแรกคือโครงกระดูกและเปลวเพลิงอสูรสีแดงทับทิม ลั่วอู่หลินดึงมันขึ้นมาในทันทีและมอบให้กับหลี่อิง จนทำให้หญิงสาวในคราบของชายหนุ่มอึ้งงันไป
"ให้ท่าน"
"ตะ แต่"
"ศิษย์พี่ท่านไม่ต้องลังเล ข้าบ่มเพาะธาตุแสงจึงไม่จำเป็นต้องใช้มัน ศิษย์พี่ใหญ่เองก็มีเปลวเพลิงอสูรแล้ว ก็เหลือเพียงท่านเท่านั้นที่ใช้มันได้"
"ขะ ขอบคุณ"หลี่อิงรับเปลวเพลิงสีแดงเป็นประกายเอาไว้ ใบหน้าของนางมีแดงขึ้นมาเล็กน้อยไม่รู้ว่าเขินอายหรือเพราะสีของเปลวเพลิงอสูรที่มันสะท้านกับใบหน้ากันแน่
ลั่วอู่หลินเมื่อมอบเปลวเพลิงให้นางก็หันไปโครงกระดูกอีกในทันที สิ่งที่เขาพบคือหยกทักษะหนึ่งชิ้นและแผ่นโลหะที่เหมือนจะสลักข้อความโบราณเอาไว้ซึ่งแน่นอนว่าเขาอ่านมันออก
"ข้าคือเซียนร้อยเปลวเพลิงจูอิน ด้วยพรสวรรค์อันน้อยนิดของข้าจึงไม่สามารถที่จะบรรลุระดับเทพได้ ในเวลานี้ต่อมาได้บาดเจ็บจากสงครามครั้งใหญ่และได้ตายลงที่นี่ ดังนั้นข้าจึงใช้เศษเลี้ยววิญญาณที่เหลือก่อนสลักข้อความนี้เอาไว้ให้กับผู้สืบทอดของข้าในอนาคต เปลวเพลิงอสูร และทักษะบ่มเพาะของข้าคงจะเป็นประโยชน์กับเจ้าไม่น้อย ขอเพียงอย่างเดียวผู้สืบทอดเอ๋ยจงก้าวสู่ระดับเทพให้ได้เพราะนั่นคือเป้าหมายของข้าในชีวิตนี้"
'พี่สาวโดยปกติเซียนจะคงสภาพวิญญาณได้ไม่ใช่หรือ เหตุใดเซียนคนนี้ถึงได้เขียนคำสั่งเสียเอาไว้เช่นนี้'ลั่วอู่หลินกล่าวถามในใจทันทีเมื่อเกิดความสงสัย
'นั่นเพราะนางน่าจะเลือกที่จะไปเกิดใหม่เอง ถึงอย่างไรถึงสร้างกายเนื้อใหม่ตบะก็ต้องลดลงมากโขอยู่ดี วิธีการเกิดใหม่ถือว่าได้เริ่มอะไรใหม่ๆไปในตัว และเมื่อความจรงจำเซียนของนางกลับมานางจะเหนือล้ำกว่าแต่ด้วยด้วยร่างกายที่อ่อนวัยกว่าเดิมอย่างไรละ'ไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าวตอบ
'เป็นเช่นนั้นเอง'ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างเข้าใจและเริ่มใช้จิตสัมผัสตรวจสอบวิชาของเซียนร้อยเปลวเพลิงในทันที แน่นอนว่าเขาไม่ได้ตรวจสอบเองแต่ให้ไฉ่เยว่เอ่อร์ตรวจสอบให้ ผ่านไปสักพักไฉ่เยว่เอ่อร์ก็พลันกล่าวเรื่องที่น่าตกใจออกมา
"ทักษะบ่มเพาะร้อยเปลวเพลิงมอดไหม้ ระดับสวรรค์ขั้นต้น วิชานี้เหมาะกับผู้ที่มีเปลวเพลิงอสูรอย่างแท้จริง และยังสามารถทำให้ผู้ใช้เก็บเปลวเพลิงอสูรเอาไว้ในกายได้หนึ่งร้อยชนิดด้วยกัน แต่หากเป็นเปลวเพลิงสวรรค์จะเก็บได้เพียงสองชนิด"
'วิเศษปานนั้น'ชายหนุ่มอุทาน เปลวเพลิงสวรรค์สองชนิดนั้นก็เพียงพอที่จะสยบผู้ใช้เปลวเพลิงทั่วแดนแล้ว สำหรับผู้ฝึกตนเปลวเพลิงวิชานี้นับว่าเป็นของล้ำค่ามากเลยก็ว่าได้