ตอนที่42
วาสนาไร้หนทาง
ท่าเท้าเงาอสูรถือเป็นสุดอดวิชาตัวเบาของเกาะประตูนรกผู้ที่ฝึกสำเร็จล้วนเป็นยอดฝีมือชั้นสูงทั้งสิ้น แต่การจะฝึกสำเร็จ มิใช่การเข้าถึงแก่นแท้ของวิชาแก่นแท้ของเงา จากท่าร่างเงาอสูร แปรเปลี่ยนเป็นย่างก้าว ซึ่งกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับวิถีแห่งเงา...ย่างก้าวเงาอสูรซึ่งหยางอี้เคยยืนอยู่ ณ จุดนั้นมาแล้ว
หนึ่งก้าว...ท่าเท้าทะยานล้อไปกับสายลม กายากลายเป็นแผ่วพลิ้วเบาดุจดั่งขนนกชีพจรทั่วร่างกลายเป็นปกปิดซ่อนเร้นมิให้หลุดออก ดุจดั่งเงามิอาจจับต้องผู้คนตรงหน้ากลับกลายนิ่งงันมิรู้ตัว ประหนึ่งเผชิญหน้าภูตผีวิญญาณร้าย
แม้ท่าร่างเลิศภพจบแดนแต่ยามนี้กลับถูกฝืนใช้ออกด้วยเด็กน้อย เพียงลมปราณพื้นฐานขั้นที่หนึ่งระยะที่กระโจนผ่านจึงหดสั้น เหลือเพียงไม่ถึงสามจั้ง
สองก้าว...เท้าขวาแตะพื้นสับเปลี่ยนลมปราณ แผ่วเบาดั่งแมงปอต้องผืนน้ำ ลื่นไหลสมบูรณ์แบบ
ซุนก่างรวดเร็วสุดเปรียบบวกกับปัจจุบัน ตัวมันบรรลุถึง...ขอบขั้นลมปราณเที่ยงแท้แม้เสียสมาธิไปวูบหนึ่ง แต่ยังติดตามท่าร่างของหยางอี้ได้ทันควันเพียงแต่หยางอี้ก็คาดการณ์เรื่องราวเอาไว้อยู่แล้ว
สามก้าว...กลับหักคืนถอยหลัง สะสมเรี่ยวแรง รอคอยโอกาส
ซุนก่างหวดฝ่ามือกลับหลังซัดลมปราณไร้สภาวะ ทำลายกำแพงข้างพังหายไปแถบหนึ่งแต่กลับไม่ปรากฏเลือดเนื้อของผู้คน
“เด็กน้อยผู้นี้...”เมื่อผิดพลาด ซุนก่างจึงเกิดสงสัย หันกลับมาชมดูหยางอี้ด้วยตาตนเอง
หยางอี้ไม่มีเวลาหยุดคิดเมื่อเห็นช่องโพรงเปิดออก ก็กระโจนพุ่งคิดเปลี่ยนเส้นทางหลบหนีซุนก่างเพิ่งหันกลับมา หยางตงฉวนก็ฉวยโอกาส กระโจนเข้าฟาดฝ่ามือสุดรั้ง ตรงเข้าใส่แผ่นหลังของซุนก่างในทันทีแต่ระดับฝีมือของทั้งสองห่างชั้นกันจนสุดกู่เพียงลมปราณที่เกร็งดีดสะท้อนของซุนก่าง ก็ทำให้หยางตงฉวนตัวบวมเป่งเส้นโลหิตทั่งร่างปริแตก สิ้นใจตายกลายเป็นก้อนเนื้อแดงฉาน ตั้งแต่ร่างยังไม่ทันตกถึงพื้น
แต่เพราะเสียสมาธิหันกลับไปสนใจหยางตงฉวน ทำให้ซุนก่างเสียจังหวะ พลาดการโจมตีสังหารหยางอี้ที่พยายามหลบหนีไปยังกำแพงที่เปิดออกด้านข้าง แต่ซุนก่าง เปรียบดั่งจิ้งจอกเฒ่า รู้ดีท่าร่างเกือบทุกชนิดล้วนมีจุดอ่อนข้อด้อยเวลาผลัดเปลี่ยนแรง อกีทั้งเด็กน้อยผู้นี้ สำหรับมันมิต่างจากหนอนแมลง เพียงแต่มันไม่กล้าจู่โจมวงกว้าง เพราะเกรงว่าสิ่งของที่หมายตาจะได้รับผลกระทบไปด้วย เมื่อนั้นจึงกระทืบเท้าลงคราหนึ่งผืนปฐพีกลายเป็นวูบไหวขึ้นลงดั่งคลื่นน้ำ จังหวะนั้นพอดี หยางอี้ทะยานลอยอยู่เหนือพื้นจึงไม่ได้เสียหลักล้มลงในทันที แต่หากตนไม่มีที่ยั้งเท้าเปลี่ยนแรงด้วยลมปราณในร่างอ่อนด้อย สภาวะ...ย่างก้าวเงาอสูร ก็คงถึงคราวยุติ
...บัดซบหากไม่หนีก็ตายแต่หากเท้าเตะลงพื้นคงตายเร็วกว่า
ความคิดแวบไวบังคับแรงเฮือกสุดท้าย เหินสูงสุดกำลัง ก่อนจะเหวี่ยงผืนหนังในมือสะบัดเกี่ยวขื่อเพดาน กลายเป็นห้อยโหนอยู่ด้านบน รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด
ตลอดเวลาซุนก่างตรวจสอบหยางอี้จนมั่นใจแน่ชัด ว่าเด็กน้อยเป็นเพียงลูกนกเพิ่งหัดบิน ระดับแค่พื้นฐานลมปราณแรกเริ่มจึงไม่คิดเร่งร้อนสังหารสุดกำลัง บวกกับสิ่งของในมือหยางอี้ เสมือนหนึ่งยันต์ปกป้องชีวิตหากโจมตีพลั้งพลาด สิ่งของเกิดตำหนิ ซุนก่างคงมิอาจมีคำกล่าวแก้ตัวต่อท่านเจ้าเกาะเป็นแน่ “ร้ายกาจ ร้ายกาจยิ่งนัก แต่ดูเจ้าสิ ฝืนใช้วิชาเกินตัวจนหอบเหนื่อยเช่นนั้น”
หยางอี้เวลานี้ทำได้เพียงทรุดตัวอยู่บนขื่อสูงไม่อาจปกปิดอาการของตนเองได้ ส่งเสียงหอบหายใจดังไม่ขาด
“เจ้าลงมาเถอะต่อให้เจ้าอยู่บนนั้น หากข้าคิดจะสังหารเจ้า จะสูงจะต่ำก็คงมิแตกต่าง”
หยางอี้รู้ดีว่าคำที่ซุนก่างเอ่ยนั้นเป็นเรื่องจริง จึงมิกล้าขัดขืนกระโจนลงมาหอบต่อบนพื้นล่าง ในทิศทางตำแหน่งที่ใกล้กำแพงโหว่ “คารวะท่านผู้อาวุโส”
“ไม่ต้องไม่ต้อง เจ้าไม่จำเป็นต้องแสดงมารยาทดีเช่นนี้เพราะว่าข้าจะสังหารหรือไม่สังหารเจ้า ล้วนขึ้นอยู่กับคำตอบของเจ้าต่อจากนี้”
หยางอี้สูดหายใจลึก“เชิญท่านผู้อาวุโส ถามมาได้เลย”
“ดีแม้ข้าสงสัยว่าเหตุใดวิชาตัวเบาที่เจ้าใช้ ถึคล้ายคลึงกับวิชาของข้านักแต่เรื่องนั้นยังไม่สำคัญเท่ากับเหตุใดเจ้าจึรู้ว่าสมบัติวิเศษนั้นซุกซ่อนอยู่ที่นี่”ซุนก่างเอ่ยพลางชี้ไปรูปวาดในมือของหยางอี้ เพราะตอนนี้มันเริ่มสงสัยว่า หยางอี้คือข้ารับใช้ของผู้ทรงอิทธิพลคนใดในเกาะประตูนรก ที่อาจจะลอบดำเนินการในทางลับเพื่อแย่งผลงานนี้ของตน หรืออย่างเลวร้าย อาจจะใช้มันต่อรอง หรือป้ายความผิดเพราะอย่างไรตำแหน่งตุลาการที่ว่างเว้นมาสิบกว่าปี คงใกล้ถึงเวลาแต่งตั้งแล้ว
...สมบัติวิเศษที่แท้เจ้าสารเลวเฉินตงลู่ มิได้แฝงตัวมาเพื่อควบคุมจางหยวน แต่ที่มันแฝงตัวเข้ามาตระกูลหยางเพราะหมายตาแผ่นหนังเก้านิรนามเช่นเดียวกับเรา
“ท่านผู้อาวุโสหมายถึง”
ซุนก่างพยักหน้า
“ก็ภาพวาดเช่นนี้ล้วนขายได้ราคาดีข้าก็เลยแอบเข้ามาขโมย” หยางอี้เอายพลางสังเกตสีหน้าของซุนก่างอยู่ตลอดเวลา “หรือว่าท่านอยากจะได้มัน...”
“อืมถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เรื่องราวก็คงบังเอิญอย่างเหลือเชื่อ”ซุนก่างเอ่ยพลางบุ้ยปากไปที่ด้านนอก ด้วยเสียงการปะทะและโหวกเหวกของผู้คนตระกูลหยางดังลอดเข้ามาอยู่ตลอดเวลา “เอาเถอะ หากเจ้าตอบเช่นนี้ข้าก็คง...” มือของซุนก่างเริ่มขยับไหว
ทันใดนั้นหยางอี้ที่จับตาดูอยู่ตลอดเวลาพลันรับรู้ถึงลางอันอัปมงคลแวบขึ้น
...บัดซบเอ๊ยเราจะมาตายง่าย ๆ อย่างนี้ไม่ได้เด็ดขาด
เดี๋ยวก่อน!!!
หยางอี้ตวาดดังรวดเร็ว
“หากเจ้าเคลื่อนไหวแม้เพียงนิดข้ารับรองได้ว่าภาพในมือนี้ จะไม่สมบูรณ์อีกตลอดกาล” หยางอี้ดวงตาจ้องเขม็งใบหน้าของซุนก่างก่อนจะค่อย ๆ เลื่อนไปหยุดอยู่ที่พลุไฟซึ่งเหน็บเอาไว้ที่ข้างเอว ส่วนมืออีกข้างที่กำแผนภาพไว้จนแน่น
ส่วนในใจก็ร้องเรียก สหายวิญญาณสีทอง รัว ๆ ... “เป่าซิง เป่าซิง เป่าซิงโว๊ยออกมาตั้งนานแล้ว ตอนนี้เจ้าอยู่ที่ไหนกัน”
“เจ้าข่มขู่ข้า”ซุนก่างแม้เปลี่ยนน้ำเสียงเป็นแข็งทื่อดุดัน แต่กลับยินยอมหยุดเคลื่อนไหวตามคำของหยางอี้ เพราะสมบัติวิเศษที่ท่านเจ้าเกาะให้มันตามหาย่อมสำคัญกว่าชีวิตเด็กน้อยผู้นี้อย่างมิอาจเทียบ
“หากเจ้าไม่เชื่อว่าข้ามีวิชาก้นหีบสามารถบดทำลายสิ่งของด้วยมือข้างเดียวได้แล้วละก็ เจ้าก็ลองเสี่ยงเคลื่อนไหวดูสิ”หยางอี้แม้ยังหอบเหนื่อยไม่คลาย แต่ยังพยายามควบคุมโทนเสียง ให้ดูหนักแน่นแข็งกร้าวเพิ่มน้ำหนักในความจริงจังของคำกล่าว ลงไปตลอดเวลา
“ตกลงตกลง...ถือว่าข้ายอมแพ้เจ้าแล้ว” ซุนก่างเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นผ่อนคลาย “เด็กน้อยเจ้าร้ายกาจจริงๆ แต่ก่อนหน้า เจ้าบอกข้าว่ามาเพื่อขโมยไปขาย เช่นนั้นจะง่ายขึ้นหรือไม่ถ้าข้าจะข้อซื้อภาพผืนนั้นต่อจากเจ้าเสียเลย เช่นนี้ก็ถือว่าสมประโยชน์ทั้งสองฝ่ายจริงหรือไม่”
...“เป่าซิงโว๊ย เป่าซิง รีบ ๆ ออกมาได้แล้ว หากยังไม่ออกมาช่วยข้าหาทางออกพวกเราได้ตายทั้งคู่แน่”
หยางอี้ร้อนใจเพราะรู้ดีว่า ซุนก่างไม่มีทางปล่อยตนเองไปอย่างแน่นอน
“ชิ ใครจะกล้าเชื่อคำกล่าวของฆาตกรเช่นเจ้า”
“นู่นก็ไม่ได้นี่ก็ไม่ได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าจงเสนอมาเถอะ ว่าจะเอาอย่างไรกันแน่”
“ได้ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็จงปล่อยให้ข้าจากไปแต่โดยดี แล้วเมื่อข้ารู้สึกว่าหลบหนีจนปลอดภัยเมื่อนั้นข้าค่อยส่งราคาค่างวดของภาพวาดมาให้เจ้า เมื่อเงินถึงมือแล้วภาพวาดค่อยส่งตามหลัง เช่นนี้ดีหรือไม่”
“ไม่เลวไม่เลว” ซุนก่างเอ่ยทวนคำใช้ความคิด พลางเห็นจังหวะหยางอี้พลั้งเผลอ ตวาดคำ“ถ้าเช่นนั้นก็จงรับเงินมัดจำไปก่อน...” พวงเหรียญเงินที่ซุนก่างเพิ่งเบิกติดตัวมาถูกซัดขว้างออกเป้าหมายคือศีรษะของเด็กน้อย
...เจ้ามาแล้ว
จังหวะที่ซุนก่างลงมือหยางอี้ทำทีผ่อนคลาย แต่แท้จริงล้วนระแวดระวังแต่ต้นประจวบพอดีกับที่เป่าซิงปรากฏตัวขึ้นที่ข้างกาย เด็กน้อยจึงใช้ออกด้วยวิธีการสุ่มเสี่ยงท่าร่างที่คาดว่าเป็นก้าวสุดท้ายของวัน กระโจนร่างหลบพุ่งไปยังกำแพงข้างแตกหัก ลงมือใช้พลุไฟสัญญาณคลุมแผ่นผืนหนังยิงออกไปทางช่องว่างที่ถูกทำลายก่อนหน้า ลอยสูงขึ้นฟ้า...หวังให้ซุนก่างทะยานติดตามออกไป
ซุนก่างแตกตื่นเหรียญที่กำลังซัดขว้างกลายเป็นผิดเป้าทำลายโต๊ะบูชาบรรพชนตระกูลหยางที่ด้านหลังจนป่นปี้ แต่เวลานี้ มันหาได้ใส่ใจหยางอี้อีกเร่งใช้ท่าร่างเงาอสูร ทะยานลอยติดตามพลุไฟ ด้วยเกรงว่าผืนภาพหนัง หากเกิดลุกไหม้เสียหายขึ้นมาตนเองคงรับผิดชอบไม่ไหว
เมื่อซุนก่างจากไปหยางอี้ก็ตวาดดัง “พาข้าหลบหนี”
เป่าซิงแรกพบหน้าได้ยินดังนั้นก็สงสัยมึนงง จนหยางอี้ตวาดซ้ำด้วยท่าทีแตกตื่นอีกคราถึงได้รู้สึกตัวว่าเด็กน้อยกำลังตกอยู่ในสถานการณ์คับขันเพียงแต่ตนเองเป็นเพียงร่างวิญญาณวิเศษ หากเป็นวิญญาณด้วยกัน เช่นเมื่อครั้ง ที่เพิ่งจะขึ้นมาจากดินแดนนรกภูมิตนยังสามารถพาหยางอี้หลบหนี แต่หยางอี้เวลานี้คือเลือดเนื้อมีชีวิต เช่นนั้นแล้วคงไม่อาจพาทะลุมิติหลบหายไปด้วยกัน
“ข้า...”
“ไม่มีเวลาแล้ว”พลุไฟบนฟ้าแตกออก ส่งเสียงดัง...บรึ้ม !!!
สัญญาณ...ถอนกำลังหลบหนีทั้งหมดของตระกูลหลิว จึงถูกถ่ายทอดออกไป ด้วยเหตุนี้เอง