ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 102 เบื้องหลังของมิติลึกลับ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 102 เบื้องหลังของมิติลึกลับ





            ความทรงจำสายหนึ่งวาบเข้ามาในมโนสัมผัสของจิน เป็นความทรงจำที่กระจัดกระจายเหลือเกิน ยากที่จะเชื่อมโยงพวกมันทั้งหมดเข้าด้วยกัน



            สิ่งแรกที่เห็นคือภาพมุมมองของใครสักคนที่กำลังยืนอยู่หน้าก้อนทรงกลมสีทอง ฝ่ามือทั้งสองข้างสัมผัสเข้าที่ด้านข้างของลูกบอลสีทองเหมือนกับที่จินกำลังทำอยู่ตอนนี้



            มันใช้พลังควบคุมก้อนทรงกลมจนสมบูรณ์ทั้งยังสอดแทรกเจตจำนงอันดำมืดของตนเองเข้ามาด้วย



            ภาพตัดสลับไปในตอนที่เจ้าของมือทั้งสองข้างคอยควบคุมมิติลี้ลับแห่งนี้ผ่านกลไกตรงกลาง จัดแผนผังสถานที่ ซ่อนสมบัติ สร้างกับดัก



            มีภาพฉากเช่นนี้มากมายหลายครั้ง ปรับเปลี่ยนรูปแบบที่มีอยู่เดิมให้เป็นในแบบที่เจ้าของความทรงจำต้องการ ทางเดินแตกแขนง ห้องทดสอบจำนวนมาก มันคอยสรรค์สร้างสิ่งต่างๆ ทีละน้อย ก่อสร้างอาคาร ทางเดิน ห้องโถง ใส่รายละเอียดหลายๆ อย่าง



            แต่เดิมมิติแห่งนี้เป็นพื้นที่โล่งกว้างขนาดใหญ่ มีหอคอยสีทองเป็นจุดศูนย์กลาง และมีอาคารที่พักอาศัยล้อมรอบหอคอยสีทองซึ่งเป็นดั่งศูนย์ควบคุมเอาไว้



            จินไม่ค่อยแน่ใจว่าก่อนหน้านี้ที่นี่ใช้เพื่อทำอะไร เพราะความทรงจำดังกล่าวไม่ได้แสดงรายละเอียดในเรื่องนี้เอาไว้มากนัก อาจเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของผู้ทรงพลังสักคน หรือเป็นที่หลบภัยลับก็เป็นได้



            ทว่าเจ้าของความทรงจำกลับเปลี่ยนแปลงทุกอย่างใหม่หมดตั้งแต่ที่อีกฝ่ายเริ่มเข้ามาครอบครองมิติแห่งนี้ จากมิติว่างโล่งถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเขาวงกต มีทางเดินแยกย่อยออกไปมากมายเพื่อให้ได้เจอกับห้องต่างๆ ที่เต็มไปด้วยกับดักอันตรายนานัปการ ซึ่งจูงใจโดยการมอบสมบัติล้ำค่าบางอย่างให้เป็นรางวัล



            บรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเจ้าของคนก่อนหน้าต้องการทำอะไร เหตุใดจึงต้องสร้างห้องทดสอบไว้มากมาย แถมยังทุ่มทุนหาสมบัติมากมายมาเก็บไว้ในมิติแห่งนี้ด้วยตัวเองเพื่อเป็นของรางวัลจูงใจสำหรับคนที่จะเข้ามา



            เพื่อความสนุก ความบันเทิงส่วนตัว? หรือใช้เพื่อการฝึกฝนผู้คนในยุคหลัง?



            ความสงสัยของจินค่อยๆ คลายออกเมื่อความทรงจำชุดต่อไปมาถึง



            หลังจากสร้างสิ่งก่อสร้างทั้งหมด อีกฝ่ายเริ่มลงอักขระแปลกๆ ไปตามอาคารในแทบทุกส่วน ดูเหมือนว่าเจ้าของคนก่อนจะเป็นผู้ใช้อักขระอาคม จินสัมผัสถึงความโกรธเกรี้ยว ความโลภและความดำมืด แฝงออกมาจากอักขระพวกนั้นผ่านความทรงจำ



            เหมือนว่าเจ้าของคนก่อนหน้าตั้งใจจะปลุกสัญชาตญาณดิบของผู้คนที่เข้ามาให้ตื่นขึ้น ให้เต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง เต็มไปด้วยความโลภ และทำทุกอย่างที่อยู่ในส่วนลึกของจิตใจออกมาโดยไม่รู้สึกผิด



            วิญญาณบรรพบุรุษขมวดคิ้วมุ่น ดูเหมือนว่าความเป็นจริงจะค่อนข้างเชื่อมโยงกับความทรงจำนี้ ตั้งแต่ที่เขาเข้ามาในมิติแห่งนี้ นอกจากพลังธาตุหยินอันคละคลุ้งแล้ว มันยังมีพลังงานประหลาดคอยเร้าจิตใจด้านมืดของผู้คนให้ตื่นตัวอยู่เสมอ แม้มันจะบางเบาอย่างมากจนแทบสังเกตไม่เห็น แต่หากตั้งใจนึกดีๆ จะเห็นได้ว่ามันมีอยู่



            เจตนาของผู้สร้างเขาวงกตทดสอบนี้คืออะไรกันแน่? จงใจกระตุ้นความดำมืดของผู้คนไปเพื่อการใด?



            สิ่งต่างๆ ค่อยๆ ถูกเปิดเผยเมื่อความทรงจำฉายให้เห็นถึงสิ่งที่มันกำลังทำต่อไป มันคือพิธีกรรมศาสตร์มืดแปลกๆ ที่สร้างและเพาะพันธุ์อสูรควันขึ้นมา



            เจ้าของเก่าใช้พื้นที่รอบนอกทั้งหมดของมิติเป็นสถานที่ฟูมฟักอสูรควันทั้งหลาย ด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของผู้คนที่มันนำมาจากด้านนอกครั้งละหลายสิบคน และคนเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นอเวกระดับสูงทั้งสิ้น แต่ละคนต่างถูกลากตัวมาในสภาพปางตาย แทบไม่มีความสามารถในการต่อกรกับอสูรควันที่อ่อนแอ



            จากเหตุการณ์นี้เห็นได้ชัดว่าเจ้าของมิติคนก่อนทรงพลังมากแค่ไหน การจับตัวอเวกระดับสูงได้มากมายขนาดนี้ คนผู้นั้นจะต้องไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง และดูจากการสร้างสรรค์ทุกสิ่งในมิติแห่งนี้ อีกฝ่ายคงคิดการใหญ่ไม่เบา



            หลังจากที่ทุกอย่างถูกเตรียมการไว้หมด สมบัติมากมายที่ไม่รู้อีกฝ่ายหามาจากที่ไหนถูกขนเขามาเก็บไว้ภายในมิติในฐานะรางวัล ส่วนอสูรควันก็เติบใหญ่และเพิ่มจำนวนจนเป็นที่น่าพึงพอใจ เจ้าของคนก่อนก็เริ่มเปิดประตูมิติเชื่อมต่อกับโลกภายนอก



            จะเห็นได้จากภาพความทรงจำว่ามีคนจำนวนหนึ่งเข้ามาสำรวจ บ้างก็รอดกลับไป บ้างก็ต้องทิ้งร่างอยู่ที่นี่



            หลังจากผ่านการเปิดประตูมิติให้ผู้คนเข้ามาสองสามครั้ง ก็สังเกตเห็นได้ว่าผู้คนที่เข้ามาในมิติแห่งนี้มีจำนวนเยอะขึ้นอย่างมาก มากถึงครั้งละเป็นร้อยๆ คนเลยทีเดียว และทุกครั้งที่ประตูมิติปิดตัวลง อสูรควันที่อยู่รอบนอกของมิติก็จะเข้ามาเก็บกวาดซากศพและสิ่งมีชีวิตที่ยังคงเหลืออยู่ภายในมิติแห่งนี้



            ผู้รอดชีวิตคนไหนที่มีฝีมือมากหน่อย ก็จะถูกเจ้าของคนก่อนสังหารด้วยตนเอง ซึ่งทุกอย่างดูง่ายดายไปหมดราวกับผู้รอดชีวิตเป็นเพียงเด็กทารกที่ต้องเจอกับผู้ใหญ่ มันไม่ใช่การต่อสู้ที่สูสีเลยแม้แต่น้อย



            ซึ่งความเป็นจริงนั้นก็ถูกต้อง เพราะผู้ควบคุมมิติแห่งนี้ย่อมเป็นผู้ตั้งกฎทุกอย่าง การที่มันคัดกรองมนุษย์ที่สามารถเข้ามาได้ให้มีอายุต่ำกว่ายี่สิบห้าปีนั่นหมายความว่ามันต้องการให้ผู้ที่เข้ามาไม่มีอำนาจต่อกรกับมัน ถ้ามันอยากจะให้อยู่ ก็ยังใช้ชีวิตต่อไปได้ แต่หากมันอยากให้ตาย คนผู้นั้นไม่มีทางต่อต้านได้เลย และไม่มีกลุ่มคนทรงพลังอำนาจใดสามารถมาช่วยเหลือได้อีกด้วย



            จินไม่รู้ว่าใครเป็นผู้สร้างมิติประดิษฐ์แห่งนี้ แต่มันทรงพลังมาตั้งแต่แรกแล้ว การจะเปลี่ยนแปลงกฎให้สามารถคัดอายุผู้เยือน เป็นอะไรที่ธรรมดาอย่างมาก และคนภายนอกเหล่านั้นไม่มีพลังจะทำลายกฎนี้ได้เลย



            เรื่องนี้ทำให้จินสงสัยไม่น้อยว่าผู้สร้างมิติประดิษฐ์นี้ขึ้นมาคือใคร เป็นบุคคลที่ทรงพลังขนาดไหนถึงสามารถสร้างมิติที่มีพลังแห่งกฎที่ทรงพลังขนาดนี้ แม้แต่อีโวลที่แสนทรงพลังก็ไม่สามารถทำลายข้อจำกัดนั้นได้



            แล้วบุคคลที่ทรงพลังระดับนี้...เหตุใดจึงปล่อยให้ผู้อื่นมาครอบครองมิติที่ตนเองสร้างได้ง่ายๆ เขาตายไปแล้ว หรือหายตัวไปไหน?



            จินไม่สามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้ ทำได้เพียงมองภาพความทรงจำต่อไป



            ดูเหมือนว่าเจ้าของความทรงจำจะมาที่มิติแห่งนี้น้อยครั้งลงเรื่อยๆ และในที่สุดก็ไม่กลับมาอีก ปล่อยให้มิตินี้ทำงานด้วยตัวเองตามคำสั่งที่มันป้อนเอาไว้ และอสูรควันจำนวนมากต่างก็เหมือนกับเป็นสมุน คอยทำหน้าที่เก็บกวาดในทุกๆ สิบปี



            นั่นคือภาพความทรงจำทั้งหมด มันจบลงเพียงเท่านี้



            สุดท้ายจินก็ไม่เข้าใจมิตินี้มากนัก เขารู้เพียงแต่ว่าเจ้าของคนก่อนหน้าต้องการจะใช้มิติประดิษฐ์แห่งนี้ทำอะไรสักอย่าง แต่น่าเสียดายที่พลังงานนั้นไม่เพียงพอ ซึ่งพลังงานที่มิตินี้จำเป็นต้องใช้คือแร่พิเศษบางอย่างที่หาได้ยาก เจ้าของคนก่อนแทบไม่สามารถหามาเติมเต็มความต้องการของมิติได้ นั่นทำให้อีกฝ่ายต้องคิดหาวิธีการทดแทน



            เนื่องจากเจ้าของความทรงจำเป็นผู้ใช้อักขระและเก่งกาจในศาสตร์มืด มันจึงสร้างสถานที่ต่างๆ ขึ้นใหม่ เปิดบททดสอบต่างๆ มากมาย หาสมบัติเล็กๆ น้อยๆ ที่ไร้ค่าสำหรับมันมาล่อลวงผู้คนให้หลงเข้ามาตายภายในนี้



            ให้ผู้คนตกอยู่ในห้วงอารมณ์ต่างๆ จนถึงขีดสุดก่อนตาย ทั้งโกรธแค้น หวาดกลัว โศกเศร้าเสียใจ ให้อารมณ์ต่างๆ วนเวียนอยู่ภายใน ก่อเกิดเป็นพลังงานด้านลบขึ้นมา ซึ่งอสูรควันที่มันจงใจเพาะสร้างก็เป็นส่วนสุดท้ายของแผนการนี้



            อสูรควันนอกจากจะดูดซึมเลือดเนื้อและชีวิตของผู้ตายเพื่อเติบโตและขยายพันธุ์แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่มันทำได้คือการแปรเปลี่ยนอารมณ์ด้านลบของผู้คนให้กลายเป็นพลังงานประเภทต่างๆ ตามแต่ผู้เป็นนายจะสั่ง



            ซึ่งเจ้าของมิติคนก่อนก็เลือกที่จะสั่งให้เหล่าอสูรควันแปรเปลี่ยนอารมณ์ด้านลบทั้งหลายให้กลายเป็นพลังงานที่ใกล้เคียงกับที่มิติประดิษฐ์แห่งนี้ต้องการมากที่สุด แลกกับเลือดเนื้อและชีวิตของผู้คนที่พวกมันจะได้รับ



            ยิ่งจินคิดใคร่ครวญก็เหมือนจะยิ่งล่วงรู้จุดประสงค์ของอีกฝ่ายมากขึ้นเท่านั้น เขาแค่ไม่รู้ว่าความสามารถใดของมิติประดิษฐ์ที่อีกฝ่ายต้องการจะใช้หนักหนา ถึงขนาดต้องลงทุนลงแรงไปมากมายเพียงนี้ แลกทั้งเวลา แรงกาย ทั้งสมบัติที่หามาล่อลวงผู้คน เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายคิดว่าสิ่งนั้นมันคุ้มค่าที่จะได้มา



            ความจริงอีกอย่างก็คือ แร่ชนิดพิเศษซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนมิติมันหาได้ยากจริงๆ แม้แต่คนที่ทรงพลังระดับนี้ยังหามาไม่ได้ ต้องมาใช้วิธีที่เสียเวลาเช่นนี้ และดูเหมือนว่ามันจะเสียเวลามากซะจนเจ้าของคนก่อนไม่ได้อยู่ดูความสำเร็จ



            บัดนี้ร่างแสงสีทองได้ทำลายเจตจำนงที่อีกฝ่ายทิ้งไว้ ทั้งยังเริ่มเชื่อมต่อกับลูกบอลทรงกลมแทนที่อีกฝ่าย แม้จะมีการเชื่อมต่อที่เล็กน้อยเพราะจินไม่ได้มีเวลาเหลือมากนัก แต่ก็ถือได้ว่าเป็นผู้ครอบครองคนใหม่อย่างแท้จริงแล้ว



            หากหลังจากนี้มีเวลามากพอ เขาสามารถตรากฎเกณฑ์ใหม่ให้กับมิติแห่งนี้ และเจ้าของคนก่อนหน้าก็จะไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงได้อีก



            ไม่ว่าอีกฝ่ายจะยังคงมีชีวิตอยู่หรือไม่ แต่ตอนนี้สิ่งที่ลงมือลงแรงไปทั้งหมดกลายเป็นสูญเปล่า ไม่ต่างไปจากตัดชุดแต่งงานให้ผู้อื่นสวมใส่ คนที่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้กลายเป็นเจ้าของมิติคนใหม่อย่างจิน



            หลังจากย่อยสลายเจตจำนงและความทรงจำที่มากับมันไปจนหมดแล้ว จินก็มุ่งเน้นไปที่การควบคุมศูนย์กลางของมิติ เชื่อมโยงตนเอง แสดงความเป็นเจ้าของ



            ตอนนี้เวลาของยันต์ผู้พิทักษ์ใกล้จะหมดลง แต่การควบคุมมิติยังแทบไม่กระเตื้อง โชคดีที่อย่างน้อยก็เข้าถึงการใช้งานเบื้องต้นได้แล้ว นั่นจึงทำให้วิญญาณบรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง



            ร่างแสงสีทองที่เหลือเวลาคงอยู่อีกเพียงไม่กี่วินาที ส่งคำสั่งผ่านจิตใจไปยังก้อนทรงกลมตรงหน้า



            ก้อนกลมสีทองเรืองแสงเล็กน้อยรับคำสั่งจากเจ้าของมิติคนใหม่ ประตูมิติที่เชื่อมระหว่างมิติประดิษฐ์แห่งนี้และโลกมนุษย์ถูกง้างเปิดออกชั่วคราว



            เนื่องจากมิติแห่งนี้อยู่ในสถานะประหยัดพลังงานซึ่งจินยังไม่มีอำนาจเข้าไปควบคุมในส่วนนั้น รวมถึงร่างแสงสีทองกำลังจะสลายหายไป สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือคำสั่งเปิดประตูมิติเพียงอย่างเดียว แล้วให้มันปิดตัวเองอัตโนมัติ



            เวลาที่จินตั้งไว้คือสิบห้านาที...หากคนทั้งสามรีบมุ่งหน้าไปยังประตูทางออกที่ใกล้ที่สุด ก็น่าจะออกไปทัน



            ก่อนที่ร่างแสงสีทองจะสลายหายไปตามเวลา จินก็ส่งคำพูดสุดท้ายออกไป ใช้อำนาจควบคุมของมิติส่งข้อความเสียงไปยังจุดที่คาลอสยืนอยู่



            “ข้าเปิดประตูทางออกให้แล้ว รีบออกไปซะ มีเวลาแค่สิบห้านาทีเท่านั้น เรื่องอื่นค่อยกลับมาคุยกันที่ตระก......” นี่คือเสียงสุดท้ายที่ส่งมาจากวิญญาณบรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์ ยังไม่ทันพูดจบประโยคเสียงก็ขาดห้วง ร่างแสงสีทองสลายหายไปในพริบตา ดวงวิญญาณของจินถูกกระชากข้ามมิติกลับไปยังศาลบรรพชนอย่างรวดเร็ว



            ที่จริงจินเห็นหานฮวาแล้ว แต่ในสถานการณ์เร่งด่วนเช่นนี้แค่คิดหาทางรอดและทำภารกิจให้สำเร็จก็เต็มกลืน จะเอาเวลาไหนไปสำรวจอีกฝ่าย



            ทว่าอีกฝ่ายยังดูเด็กมาก หากหญิงสาวเป็นเยว่ซินที่ตนรู้จักจริง จะคงความอ่อนเยาว์ขนาดนี้ไว้ได้ถึงสามร้อยปีเชียวหรือ? ไหนจะเรื่องข้อจำกัดของมิติอีก ไม่มีทางเลยที่เด็กสาวตรงหน้าจะเป็นเยว่ซิน แต่ที่น่าแปลกใจคือทำไมทั้งสองถึงหน้าตาเหมือนกันขนาดนี้ เป็นเพียงความบังเอิญหรือทั้งสองคนมีบางสิ่งเกี่ยวข้องกัน?



            ร่างวิญญาณบรรพชนกลับมาถึงตระกูลด้วยสภาพเหนื่อยล้า นั่งคิดเรื่องนี้ภายในศาลบรรพชนอยู่เพียงผู้เดียว



            หากต้องการรู้คำตอบก็คงได้แต่รอฟังจากคาลอสเท่านั้น หวังว่าอีกฝ่ายจะได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์กลับมา



    คล้ายกับเรื่องระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ ที่คุณอ่าน