เช้าวันต่อมาซิลเอริคจึงพบว่าฟรอสกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างหน้าต่างพึมพำบางอย่างด้วยท่าทางไม่ชอบใจสายตาของเขาทอดมองไปยังด้านนอก
“มาแล้วเหรอ?” ซิลเอริคถามขณะลุกจากเตียง
“อ..อืม! ไปเลยไหมล่ะพี่ชาย” เด็กชายสะดุ้งก่อนหันมาตอบ
“ไปเลยแล้วกัน พี่ี้เีมาเสียเวลากับที่นี่แล้วเมื่อวานก็ซื้อข้าวของเครื่องใช้มาครบแล้วด้วย” ซิลเอริคตอบฟรอสจึงขมวดคิ้วสงสัยเล็กน้อยในคำพูดของซีน
“พอพี่ชายเปลี่ยนมาพูดแบบนี้แล้วรู้สึกแปลกๆ ชอบกล” ฟรอสแกล้งเดินมาพิจารณาอีกฝ่าย
“แปลกยังไง?ก็ปกตินี่” ซิลเอริคหลุดใบหน้าเซ่อๆ ออกมา ฟรอสขำเล็กน้อย
“เพราะปกตินั่นแหละแปลกดูเป็ผู้เป็คนขึ้นเยอะ อ้อ! พี่ก็ช่วยแงะไอ้ค้างคาวของพี่ออกจากเตียงด้วยนะ”ฟรอสพูดแล้วชี้ไปยังเซอร์ไวรอสที่ยังคงนอนอยู่บนโซฟา
“...”
“โอ๊ยย! พวกเ้าจะให้ข้าแหกขี้ตามาทำไมแต่เช้า ข้าง่วง” เซอร์ไวรอสโวยวายเมื่อโดนซิลเอริคและฟรอสฉุดกระฉากให้ออกเดินทาง
“เช้าบ้าเช้าบออะไรนี่มันบ่ายแล้ว” ซิลเอริคโวยวาย
“ข้าเป็ค้างคาว กลางวันของเ้าก็คือกลางคืนของข้า ฮ้าว~” เซอร์ไวรอสหาวหวอดอย่างไม่เกรงใจใคร
“อย่าโง่ไปหน่อยเลย ขืนรอเวลาขนาดนั้นมีหวังไม่เป็อันทำอะไรพอดี” ฟรอสบ่นขณะเดินข้างซิลเอริค
“นี่เ้ากล้าว่าข้าโง่เหรอเ้าเด็กบ้า! เดี๋ยวพ่อก็จับสูบเืให้หมดเสียเลยนี่”เซอร์ไวรอสแยกเขี้ยว คำพูดของเขาทำให้ฟรอสถลึงตา ก่อนจะฉีกยิ้มเ้าเล่ห์
“ก็เอาสิ! เขี้ยวของแวมไพร์ถือว่าราคาสูงค่อนข้างสูงในตลาดด้วย อ้าปากเมื่อไหร่จะถอนไปขายให้หมด”ฟรอสประกาศกร้าวก่อนจะหยิบเลื่อยไฟฟ้าขึ้นมาขู่ ความยาวและความคมของมันทำเอาซิลเอริคตาค้างเซอร์ไวรอสที่เห็นเลื่อยนั้นก็รีบเอามือมาปิดปากตัวเองทันที เลื่อยขนาดนี้มันตัดคอแล้วไม่ใช่ตัดเขี้ยว!
“ไม่เอาน่ะฟรอส อย่าไปแกล้งเซอร์ไวรอสเลย” ซิลเอริคยิ้มแหยเริ่มรู้สึกเสียวเขี้ยวขึ้นมาตะหงิดๆ
“โหย! อะไรกันพี่ชาย ผมไม่ได้ไปแกล้งค้างคาวพี่เลยนะ”ฟรอสพูดพร้อมแกล้งทำตาใสซื่อ
“ฟรอส..” ซิลเอริคทำเสียงเย็นเมื่อเห็นว่าเด็กที่อยู่ข้างๆยังไม่เลิกเล่น
“โอเคพี่ชาไม่เล่นก็ไม่เล่น แต่เื่เขี้ยวน่ะเื่จริงนะ” ฟรอสหัวเราะน้อยๆก่อนจะเหล่มองเซอร์ไวรอสที่ปิดปากแน่น จนอีกฝ่ายถึงกับสะดุ้ง
“แล้วเราต้องหาอะไรบ้าง” ซิลเอริคเปลี่ยนเื่ก่อนฟรอสจะนึกอยากได้เขี้ยวแวมไพร์ขึ้นมาจริงๆ
“งั้นพี่ช่วยร่างแบบอาวุธให้ผมหน่อยสิ ผมจะได้พอมองวัตถุดิบอย่างอื่นออก” เด็กชายเปลี่ยนมาทำท่าทางจริงจัง
“อืม..ยังคิดไม่ค่อยออกแหะ เอาวัตถุดิบพื้นฐานก่อนแล้วกัน” ซิลเอริคเกาหัว
“ถ้าจะทำแบบรัชทายาทผมว่าทำแบบาาไปเลยดีกว่านะ วัตถุดิบยากพอๆ กันด้วย เพื่อว่าเ้าค้างคาวโง่จะมีปัญญาเลื่อนระดับ..แต่ก็นะสภาพงี้คงไม่มีหวัง” ฟรอสแนะนำก่อนจะหันไปจิกกัดเซอร์ไวรอส
“แล้วแต่เลยแล้วกัน พี่ก็ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับเกมด้วย ถ้าคิดว่าดีก็จัดมา”ซิลเอริคยิ้ม
“เดี๋ยวนะนี่เ้าพูดสำเนียงมนุษย์คล่องขนาดนี้แล้วเหรอ” เซอร์ไวรอสเดินเข้ามาตัดหน้า ฟรอสจึงเลิกคิ้วสูง
“ก็ต้องเป็งั้นอยู่แล้วสิพี่ชายเองก็เหมือนกันคิดไงถึงไปพูดตามระบบล่ะ” ซิลเอริคสะดุ้ง ก่อนจะหันมายิ้มแหยๆ
“อ่า..ก็เปล่านี่ว่าแต่กลับไปเื่วัตถุดิบเถอะ” เขาพยายามโน้มน้าว
“สำหรับสัตว์อสูราาหนึ่งตัวก็จะมีเกล็ดัระดับาา อัญมณีปฐมกษัตริย์แล้วก็ผืนดินแห่งแดนเกิดอ่ะพี่ ส่วนที่เหลือก็แล้วแต่ดีไซน์”ฟรอสอธิบาย
“เกล็ดัข้าก็พอจะรู้ว่าต้องหาที่ไหนแต่อัญมณีปฐมกษัตริย์กับผืนดินแห่งแดนเกิดนี่..มันคืออะไรกัน?” เซอร์ไวรอสถาม
“เหอะ! เป็ถึงAIแท้ๆ ทำไมไม่รู้กัน?!”ฟรอสจิกกัด
“จ..เ้า! เ้าเด็กบ้า ก็ข้าไม่รู้นี่จะให้ทำยังไง”เซอร์ไวรอสโวยวาย แต่ฟรอสกลับไม่สะทกสะท้าน เขาวิ่งไปหาซิลเอริคเพื่อใช้เป็โล่กำบังก่อนจะแลบลิ้นล้อเลียนเ้าค้างคาวตัวแสบ ซิลเอริคถอนหายใจ
“เลิกเถียงกันได้แล้ว ฟรอสเองรีบๆ อธิบายต่อเถอะ”ซิลเอริคแหกปากลั่นอย่างเหลือทน
“โหพี่.. อ่ะๆ ผมบอกก็ได้ อัญมณีปฐมกษัตริย์ได้จากการภารกิจกิลส่วนผืนดินแห่งแดนเกิดคือดินในบ้านเกิดของสัตว์อสูรน่ะครับ” ฟรอสอธิบาย
“งั้นไปเอาดินก่อนไหมล่ะ? ถ้ำนั่นมันก็ไม่ได้ไกลจากตรงนี้มากนักนี่”ซิลเอริคเอ่ยแต่เซอร์ไวรอสกลับโบกมือปฏิเสธ
“ข้าบอกเ้าั้แ่เมื่อไรว่าข้าเกิดที่นั่น?” ซิลเอริคอ้าปากค้าง
“ก็นายอยู่กับพวกฝูงค้างคาวในถ้ำนั่นไม่ใช่เหรอ?” ซิลเอริคทวน
“นั่นมันก็ใช่แต่ข้าเป็ระดับรัชทายาทก็ต้องเกิดที่วังสิ แค่โดนเสด็จพ่อเตะส่งมาคุมถ้ำนี้ต่างหากเล่า ถ้าจะเอาดินก็ต้องไปเอาที่เมืองแวมไพร์” เซอร์ไวรอสย่นจมูก
“แล้วมันอยู่ตรงไหนกัน?” ซิลเอริคถาม
“ก็ต้องที่ทวีปปีศาจน่ะสิ” เซอร์ไวรอสตอบราวกับเป็เื่ธรรมดา ซิลเอริคหันไปมองฟรอสเด็กชายพยักหน้ายืนยัน
“งั้นก็เหลือแค่เกล็ดัสินะ” ซิลเอริคทำท่าราวกับจะร้องไห้
“ก็คงงั้นแหละพี่ ในเกาะนี้ก็มีแค่เมืองคาอาลเท่านั้นที่มีตำนานเกี่ยวกับัไม่งั้นคงต้องไปเกาะอื่น” ฟรอสถอนหายใจหลังนับนิ้วตนเพื่อคำนวณเงินค่าเดินทาง
“แล้วมันอยู่ไกลมากไหม?” ซิลเอริคถาม เขาเองก็กำลังคาดเดารายจ่ายคร่าวๆ
“ก็ไม่แน่ใจอ่ะพี่ อย่างพวกเราคงใช้เวลาอาทิตย์กว่าๆ ล่ะมั้ง ตอนนี้เลเวลพี่เท่าไรอะ?”ฟรอสหันมาถาม
“ยี่สิบสาม” สิ้นเสียงฟรอสถึงกับตาเหลือกเขาหันขวับไปทางเซอร์ไวรอส
“งั้นค้างคาวพี่ก็โดนผนึกท่าสิ!” ฟรอสแหกปากลั่น ใบหน้าของเขาซีดขาวอย่างเห็นได้ชัด
“ตายๆๆ ตายแน่ๆ นี่ผมเอาชีวิตไปทิ้งใช่ไหมเนี่ย?” ซิลเอริคหน้าบึ้งอย่างไม่ชอบใจ
“เลเวลมันวัดอะไรไม่ได้หรอก” คำปลอบของอีกฝ่ายไม่ได้ทำให้ฟรอสสบายใจ
“แต่มันวัดค่าพลังทั้งหมดเลยนะพี่ชาย ยิ่งเลเวลสูงพลังก็ยิ่งเพิ่ม แม้ว่ากว่า80% จะมาจากฝีมือของผู้เล่นก็เถอะ” ฟรอสอธิบายก่อนจะบ่นอุบในประโยคท้าย
“จะไปยากอะไร ถ้ากลัวมากนักก็เกาะพวกเลเวลสูงไปสิ”เซอร์ไวรอสไม่ใส่ใจ แต่คำพูดของเขาทำให้ดวงตาของฟรอสเป็ประกายขึ้นมา
“ฮุๆๆ ความคิดไม่เลวเลยนี่ งั้นก็ทำตามนั้นเลยแล้วกัน!” เด็กชายหัวเราะแล้วเดินนำไปอย่างร่าเริง ซิลเอริคที่เดินตามมาจึงพยายามคิดทบทวนเื่ตอนเจอกับพวกซิการ์และดาวเหนือพวกเขาต่างพูดเหมือนกันว่าความสามารถของซิลเอริคสูงกว่าปกติ จนซิการ์ถึงกับคิดว่าเขาโกงเกมไม่ต่างจากดาวเหนือที่คิดว่าเขาเป็หนูทดลองอะไรนั่น เมื่อคิดได้ดังนั้นซิลเอริคจึงถอนหายใจก่อนจะได้ยินเสียงระบบดังขึ้นในหัว
‘สัตว์อสูรงูั์สามตาLv.25 เตรียมโจมตี’ สิ้นเสียงดวงตาทั้งสามคู่จึงเบิกกว้าง เมื่องูั์ขนาดใหญ่ปรากฏตัว พิษเหนียวไหลย้อยลงมาจากปากทำเอาซิลเอริคขนลุก
“ฟรอสวิ่ง!” ซิลเอริคแหกปากก่อนจะวิ่งไปดึงฟรอสให้วิ่งหนีทันที
“อ๊ากกก! พี่ชายจะหนีมันทำม๊ายยย สู้มันสิ!” ฟรอสร้องโวยวาย
“งูสามตามันน่าขยะแขยง ให้ตายก็ไม่เอ๊า” ซิลเอริคแทบกรีดร้องต่างจากเซอร์ไวรอสที่ยืนเหวอมองไปมาระหว่างอสูรกับนายตนที่แทบเหลือแต่เงา
“เวร!”
ด้านซีโร่ที่เดินตาปรือจากการอดนอนเมื่อคืนขณะที่ดาวเหนือกำลังแบ่งอาหารให้ลูการ์ เ้าหมาแสบดันวิ่งหนีไปลากฝูงกระทิงมาไล่ขวิดก่อนจะกลับเข้าแหวนทิ้งให้ซีโร่และนายตนต้องเผชิญกับฝูงกระทิงยันเช้า
“ดาวเหนือ ถ้าเ้ายังคุมเ้าหมาบ้านั่นดีๆ ครั้งหน้าข้านี่แหละจะสังหารมัน!”ซีโร่ประกาศกร้าว ดาวเหนือจึงรีบร้องห้าม
“อย่านะ! นายรู้ไหมว่านานแค่ไหนกว่าฉันจะเอาลูการ์มาได้น่ะ”ดาวเหนือแทบร้องไห้
“แล้วมันคุ้มหรือไม่?” ซีโร่กัดฟัน
“อืม..ไม่แน่ใจแล้วแหะ” ดาวเหนือหัวเราะแหะๆ
“เดี๋ยวเ้าโดนแน่!” ซีโร่ขู่
“น่าๆ ยังไงข้าก็ทิ้งลูการ์ไม่ลงหรอก ฮ่าๆๆ” ดาวเหนือหัวเราะอย่างไม่สำนึกก่อนพวกเขาจะมาหยุดตรงทางแยก
“ต่อไปก็ไปทางซ้ายสินะ”ดาวเหนือเอ่ยขณะเปิดแผนที่ดู
“ซ้ายอ้อมขวาตรงไปตรงสิจะอ้อมทำไมให้โง่เล่า?” ไม่ว่าเปล่าซีโร่เดินไปทางขวาทันทีแต่ดาวเหนือกลับดึงแขนเขาไว้
“เดี๋ยวๆๆ เ้าจะบ้าเรอะขวามันทุ่งกุหลาบต้องห้ามนะ” ดาวเหนือรีบรั้ง
“แล้วไงขืนอ้อมมีหวังคงเป็ชาติกะอีแค่กุหลาบใช้ดาบข้าฟันก็พอ” ซีโร่ไม่สนใจ เขาควงดาบเกรดต่ำที่ดรอปจากสัตว์อสูรไปมา
“จะบ้าเรอะ ทุ่งกุหลาบต้องห้ามน่ะไม่เหมือนทุ่งธรรมดานะเห้ยฝ่าไปมีหวังโดนหนามบาดเืหมดหลอดแน่” ดาวเหนือท้วง
“ยังไงข้าก็ไม่อ้อม”ไม่ว่าเปล่าซีโร่ก้าวไปทางขวาทันที
เมื่อมาถึงทุ่งกุหลาบสีขาวดาวเหนือก็ต้องร้องออกมาอย่างตื่นตาตื่นใจกับความงดงามของมันทว่าไม่ทันที่เขาจะได้เชยชมซีโร่กลับใช้ดาบฟันไปตามพุ่มไม้
“ม๊ายยยทำบ้าอะไรของนายนะเห้ยยย” ดาวเหนือแหกปากลั่นรีบดึงแขนเพื่อนตนไว้
“ก็ฝ่าออกไปสิ”ซีโร่ขมวดคิ้ว
“กุหลาบสวยขนาดนี้จะไปทำร้ายมันทำม๊ายยยจริงอยู่ที่นี่เป็เกม แต่กว่ากุหลาบพวกนี้จะโตได้ก็นานนะเห้ย!” ดาวเหนือพยายามดึง ทว่าซีโร่กลับสะบัดร่างของเขาออก
“เหอะ! ข้าไม่เห็นว่ามันจะสวยเลย” เขาพ่นลมหายใจ ในขณะที่ดาวเหนือได้แต่ยอมแพ้ เขาไม่อาจต้านแรงของซีโร่ได้แม้แต่น้อยทว่าเมื่อเดินไปได้สักพักร่างของซีโร่กลับหายไป
“เห้ย!” เสียงของทั้งคู่ร้องลั่น ดาวเหนือรีบวิ่งไปดูก่อนร่างของเขาจะหายไปอีกคน
ตุบ!
‘ผู้เล่นดาวเหนือและซีโรริสค้นพบอาณาจักรภูตพราย ได้รับชื่อเสียง +300’
“อั๊ก!” ซีโร่กระอักทันทีที่ดาวเหนือหล่นลงมาทับ
“ซีโร่เป็อะไรมากเปล่าวะ!” ดาวเหนือถามด้วยความเป็ห่วง
“ถ้าเ้าเป็ห่วงข้าจริงก็รีบลุกออกไปได้แล้ว!” เขาแผดเสียงอย่างหมดความอดทน
“เห้ย โทษๆ” ดาวเหนือยิ้มแหยๆ แล้วรีบลุกขึ้นยืนซีโร่จึงพยุงตัวขึ้นมาก่อนจะค่อยๆ มองสำรวจรอบๆ
“แล้วอาณาจักรภูตพรายคือบ้าอะไรกัน” ซีโร่ถามรอบข้างพวกเขาตอนนี้มีแต่ซุ้มกุหลาบสีขาวสว่างเป็ทางเดิน
“ไม่รู้ว่ะ แต่ที่นี่สวยมากก” ดาวเหนือพูดด้วยน้ำเสียงที่หลงใหลขณะมองไปรอบๆ
“สวยตรงไหนกัน ข้าว่าน่าสะอิดสะเอียนจะตาย” ซีโร่ขนลุก
“..สะอิดสะเอียนตรงไหน เซนส์นายนี่ตายด้านแล้วหรือไงวะ ยังไงก็เดินตามทางไปแล้วกัน”ดาวเหนือพูดอย่างร่าเริงก่อนจะะโโลดเต้นไปตามทาง ซีโร่มองขึ้นไป้าก่อนจะพบว่ามันสูงและแคบเกินจะะโออกไป
“พวกเ้าเป็ใคร” เสียงหวานแสบแก้วหูก้อง ทั้งคู่จึงมองรอบๆแต่กลับไม่พบอะไร
“ข้าอยู่ตรงนี้เ้าพวกมนุษย์งี่เง่า!” เสียงแหลมดังขึ้นอีกครั้งซีโร่จึงเงี่ยหูฟังก่อนจะเดินตามเสียงไปที่พุ่มดอกกุหลาบ
“เ้าตาบอดหรือไงถึงไม่เห็นข้าน่ะฮะ” เสียงแหลมกวนประสาทดังขึ้นอีกครั้งซีโร่คิ้วกระตุกแล้วหันไปมองด้านในดอกไม้ ก็พบภูตจิ๋วขนาดประมาณหนึ่งคืบสวมชุดสีเดรสสีขาวขอบครามกำลังนั่งอยู่บนดอกไม้ ผมสีขาวยาวถึงเข่าดวงตาสีม่วงของเธอทำให้ซีโร่นึกถึงดวงตาของพี่ชายคนโต
“ภูตน้อยปากมากนี่มันอะไร?” ซีโร่ไม่สบอารมณ์และคว้าตัวภูตจิ๋วมาบีบด้วยโทสะ
“กรี๊ดดด! ปล่อยข้านะไอ้มนุษย์โสโครก” ภูตจิ๋วกรีดร้องพร้อมด่าทอ
“ถ้าเ้ายังไม่เลิกเรียกข้าว่ามนุษย์ ข้าจะบีบเ้าให้ตายคามือ” ซีโร่คำรามก่อนจะจ้องไปที่ภูตสาวอย่างดุดัน
“ไม่! เ้าเป็มนุษย์โสโครกเช่นไรข้าก็จะเรียกเ้าเช่นนั้น กรี๊ดดด!” สิ้นเสียงแหลม ซีโร่จึงบีบตัวเธอให้แรงขึ้นจนดาวเหนือต้องวิ่งมาห้าม
“ซีโร่! หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะเว้ย ภูตตัวแค่นี้แกยังรังแกอีกเหรอ?” ดาวเหนือรีบแย่งตัวภูตจิ๋วออกมาจากมือซีโร่ทันทีก่อนที่เขาจะฆ่าภูตตนนี้เสียก่อน
“หืม? เ้าตัวเล็กนี่คือภูตหรือ?” ซีโร่ถามก่อนจะพิจารณาดูภูตตัวน้อยในมือดาวเหนือ ั้แ่เขาเกิดมาเขาไม่เคยเจอภูตตัวเล็กเช่นนี้มาก่อน
“ก็ใช่น่ะสิ แกไม่เคยฟังเทพนิยายหรือไงวะ!”ดาวเหนือโวยวาย
“อะไรคือเทพนิยาย?” ซีโร่ถามด้วยความสงสัย
“..ก็เื่เล่าที่แต่งขึ้นที่มีทั้งเื่เทพแล้วก็ปีศาจไงล่ะ..เออ...โทษที..ลืมไปว่านายอยู่แต่ในห้องทดลอง ขอโทษนะ” ดาวเหนือโวยวาย ก่อนนึกได้ว่าซีโร่เป็หนูทดลองในห้องวิทยาศาสตร์ที่ไหนสักแห่ง
“นี่! เ้าพวกมนุษย์โสโครกพูดพอหรือยัง? ข้าบอกให้ปล่อยข้า” ภูตจิ๋วโวยวายลั่น ซีโร่ฉุนจัดรีบแย่งภูตตนนั้นมาจากดาวเหนือทันทีแล้วบีบเธออีกครั้ง
“นี่เ้าอยากจะตายนักหรือไงหะ!” ซีโร่หมดความอดทน
“ทำไม? เ้าจะทำอะไรข้า? กรี๊ดดด ท่านพ่อช่วยลูกด้วย” ภูตจิ๋วกรีดร้อง พลันพื้นที่พวกเขายืนอยู่จึงเริ่มสั่นะเื
“เกิดอะไรขึ้น!” ดาวเหนือโวยวาย ซีโร่พยายามทรงตัว ก่อนจะหันมาแยกเขี้ยวใส่ภูตในมือ
“เ้าภูตบ้า! ทำอะไรของเ้าน่ะฮะ” ซีโร่โวยวายก่อนจะล้มลงพร้อมกับดาวเหนือ เมื่อแผ่นดินตรงหน้ามีมือั์ผุดขึ้น