บทที่ 42: ศึกประลองห้านิกาย
ลานประลองศิลาขนาดยักษ์กึ่งกลางหุบเขาพันบุปผาคลาคล่ำไปด้วยฝูงชนเหล่าศิษย์จากสำนักใหญ่นับหมื่นคนแผ่เสียงเชียร์ดังก้องกังวานเลื่อนลั่นสะท้านปฐพี ธงรบโบกสะบัดพัดปลิวไสวรอบทิศทาง แสงแดดยามสายส่องสะท้อนกับอาวุธนานาชนิดในมือเหล่ายอดฝีมือดรุณีและอัจฉริยะรุ่นเยาว์แดนใต้ที่เดินทางมาร่วมงานประลองห้านิกายใหญ่ในครั้งนี้
รอบลานประลองมีธงสัญลักษณ์ของแต่ละสำนักประดับโบกสะบัดเด่นชัด ได้แก่ ธงบัวขาวบริสุทธิ์ของนิกายบุปผาสวรรค์ ธงกระบี่ทมิฬหัวกะโหลกของสำนักกระบี่ทมิฬ ธงหมาป่าเงินเกราะของสำนักผู้พิชิตดินแดนใต้ ธงพยัคฆ์เหยียบเมฆาของสำนักพยัคฆ์คำราม และธงโล่เหล็กกล้าพันปีของสำนักค่ายกลเหล็กไหล บนแท่นชมศึกระดับสูงสลักจากหยกโบราณ เจ้าสำนักและผู้อาวุโสสภาสูงของทั้งห้านิกายต่างนั่งประจำตำแหน่งด้วยท่าทางน่าเกรงขาม
ทว่า ในโซนที่นั่งวีไอพีของนิกายบุปผาสวรรค์ที่ตกแต่งอย่างหรูหรานั้น กลับกลายเป็นจุดสนใจและดึงดูดสายตาเหยียดหยามริษยาจากทุกคนมากที่สุด
ผมเอนกายนอนพักผ่อนกระดิกเท้าสบายอารมณ์บนตั่งไม้นวมหนานุ่ม โดยมีฮวาเชียนเสวี่ย ธิดาเทพสาวปอกเปลือกส้มคอยป้อนเข้าปากผมอย่างทะนุถนอมเอาใจใส่ ซูเหยียนนั่งอยู่ข้างๆ คอยบีบนวดบ่าไหล่ให้เพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากศึกน้ำพุร้อนเมื่อครู่ ส่วนไป๋หลิงยืนถือพัดขนนกคอยพัดลมเย็นโบกพัดให้ฉุยๆ รอยยิ้มกรุ้มกริ่มหน้าระรื่นของผมเปรียบดั่งฮ่องเต้เสด็จประพาสสวนดอกไม้ไม่มีผิด!
"เห้ย! นั่นมันไอ้หน้าขาวคนเดิมจากเมืองหลวงนี่หว่า! บังอาจมาชุบมือเปิบชิงหัวใจธิดาเทพฮวาเชียนเสวี่ยไปกอดนอนเฉยเลยโว้ยจ้ะพี่น้อง!" ศิษย์หนุ่มสำนักกระบี่ทมิฬคนหนึ่งบ่นอุบด้วยความอิจฉาตาร้อนผ่าวจนตัวสั่น
"ขยะเมืองหลวงกะล่อนแบบนั้น นิกายบุปผาสวรรค์ทำไมถึงส่งมันมาคุมทัพผู้แทนประลองวะเนี่ย? สงสัยจะเก่งแต่ลีลาเตียงนอนหน้าขาวล่อลวงสาวๆ บนเวทีจริงคงโดนหักกระดูกแน่โว้ย!" เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดูแคลนดังขึ้นจากทั่วลานหินศิลา
ผมได้ยินเสียงนินทากวนประสาทรอบตัวก็กลอกตาเบื่อหน่ายบ่นในใจ: *'โธ่... พวกคนโสดขี้อิจฉาเอ๋ย! มาตะโกนด่าข้าเสียงดังหนวกหูแต่เช้าตรู่จริงๆ ข้าเป็นแมงดาเทพจอมขี้เกียจที่รักความสบาย อยากนอนกอดเมียรับประทานองุ่นชิลล์ ๆ เท่านั้นโว้ยจ้ะพี่น้อง! ขืนต้องให้ข้าลุกขึ้นไปกระโดดโลดเต้นตบตีพวกแกบนเวทีฝุ่นตลบ เสียเหงื่อ เสียเวลาพักผ่อนนอนก่ายหน้าอกเนียนๆ ของเมียรักไปเปล่าๆ โว้ย! ให้เมียโหดของข้าจัดการตบเกรียนสั่งสอนแทนก็พอแล้วโว้ย!'* ผมคิดหน้าระรื่นพลางหอมแก้มฮวาเชียนเสวี่ยหนึ่งทีฟินๆ โชว์ทุกคนจนพวกศิษย์หนุ่มข้างล่างแทบกระอักเลือดตาแดงก่ำด้วยความเคียดแค้น
"เอาล่ะเจ้าค่ะสามีจ๋า... ศึกแรกนี้ให้เมียไปยืดเส้นยืดสายตบพวกขยะเปียกแดนใต้สั่งสอนแทนสามีเองจ้ะ" ไป๋หลิงจอมยุทธ์สาวส่งยิ้มหวานก่อนแววตาจะเปลี่ยนเป็นคมกริบเย็นยะเยือกในพริบตา นางชักกระบี่บินคู่กายทะยานตัวปลิวดุจสายลมขึ้นสู่เวทีลานประลองศิลาอย่างสง่างาม
คู่ต่อสู้คนแรกของไป๋หลิงคือ ศิษย์เอกสายดุดันจากสำนักพยัคฆ์คำราม ชายหนุ่มร่างใหญ่โตหนวดเครารุงรังถือขวานยักษ์ก้าวเท้าขึ้นเวทีแผ่ปราณระดับแกนทองคำขั้นที่ 2 ข่มขู่ขู่กรรโชกหวังฟาดหัวใจจอมยุทธ์สาว
"แม่นางคนงามเอ๋ย! ยอมจำนนยอมเปย์รักมาเป็นเมียข้าซะดีกว่าขวานข้าจะสับร่างเจ้าแหลกละเอียดนะโว้ย! ข้าล่ะอยากรู้นักว่าหน้าจิ้มลิ้มแบบเจ้า ยามโดนขวานข้าไล่ต้อนจะครางหวานหูเหมือนตอนอยู่บนเตียงกับไอ้หน้าขาวขยะไร้ค่านั่นไหมวะ!" มันตะโกนหยิ่งยะโสหัวเราะหยาบโลน
คำพูดล่วงล้ำสามีอันเป็นที่รักยิ่งทำให้แววตาของไป๋หลิงวาวโรจน์ไปด้วยไอสังหาร ปราณกระบี่รอบกายนางพัดกระพือรุนแรงจนอากาศบิดเบี้ยว: "ปากสุนัขบังอาจหมิ่นสามีข้า! เจ้าเตรียมตัวไม่มีลิ้นไว้เห่าหอนอีกต่อไปได้เลย!"
ไป๋หลิงไม่พูดพล่ามทำเพลงขยับข้อมือขวากรีดปราณกระบี่วายุสีขาวครามสะบัดฟาดออกไปหนึ่งจังหวะชั่วพริบตา คลื่นพลังลมปราณกระบี่คมกริบประดุจพายุหมุนสะบั้นดาราจำลองพุ่งทะยานฉีกกระชากอากาศสร้างเสียงโซนิคบูมดังสนั่นแสบแก้วหู
[ ตูม! ]
[ อั่ก! ]
ขวานเหล็กยักษ์หนาหนักร้อยชั่งหักสะบั้นระเบิดออกเป็นชิ้นๆ ในเสี้ยววินาที พร้อมกับร่างของศิษย์ร่างยักษ์ที่ถูกแรงลมกระแทกปลิวถอยหลังหน้าอกเสื้อเกราะขาดเป็นรอยแผลลึกตกเวทีไปกระแทกหินผาหมดสลบคาที่ทันควัน พ่ายแพ้ราบคาบโดยที่กระบี่ของไป๋หลิงยังไม่ทันแตะต้องตัวมันด้วยซ้ำ! เสียงเชียร์ของนิกายบุปผาสวรรค์ดังก้องสะใจปนความตะลึงในความโหดของสะใภ้ตระกูลลู่
จากนั้น เฉินฮวา แม่ทัพหญิงเหล็กในเกราะศึกเกราะเกร็งสีทองแดงก้าวเท้าเดินขึ้นเวทีต่อในรอบสอง หน้าตาแววตาดุดันและกล้ามเนื้อสมส่วนเซ็กซี่ของนางสะกดจิตใจชาวยุทธ์ คู่ต่อสู้รอบสองคืออัจฉริยะสำนักค่ายกลเหล็กไหล ถือค้อนเหล็กสองข้างแผ่ปราณระดับแกนทองคำขั้นที่ 5 ป้องกันหนาแน่น
"แม่ทัพหญิงอย่างเจ้า ควรกลับไปทำกับข้าวหรือนอนอ้าขาให้ผู้ชายดีกว่าขึ้นมารับค้อนเหล็กของข้าเสียเหงื่อนะโว้ย!" คู่ต่อสู้หนุ่มหัวเราะลั่นพร้อมกางม่านพลังโล่เหล็กกล้าครอบคลุมตัว
เฉินฮวาแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม กระทืบเท้าลงบนลานศิลากร้าวหยาบจนเวทีสั่นไหวหินร้าวแตกกระจาย นางรวบรวมปราณมังกรศึกสีทองแดงเข้าสู่กำปั้นขวาชกกระหน่ำตรงๆ เข้าใส่ค่ายกลเหล็กไหลป้องกันอย่างดุดันเผ็ดร้อนไม่เกรงกลัวพลังป้องกันใดๆ ปรากฏเงาหัวมังกรทรามคำรามลั่นสะท้านเวที
[ ตูม! ]
[ ครืนนน! ]
กำแพงลมปราณป้องกันค่ายกลแตกพินาศเป็นฝุ่นผง กำปั้นเหล็กของแม่ทัพหญิงชกเข้ากึ่งกลางโล่เหล็กปะทะหน้าอกคู่ต่อสู้ซัดร่างลอยคว้างข้ามหัวฝูงชนตกไปนอนแอ้งแม้งชักกระตุกสลบหมดสภาพพ่ายแพ้ยับเยินราบคาบในพริบตาเดียวเช่นกัน! สองสาวโชว์บารมีตบยอดฝีมือแดนใต้ร่วงไปเรียงตัวอย่างสวยงามสะใจจนแทบไม่มีใครกล้าก้าวขึ้นเวทีอีกต่อไป
ความพ่ายแพ้อย่างรวดเร็วของสำนักอื่นส่งผลให้อารมณ์บนลานหินศิลาเงียบกริบระคนหวาดเกรง ทว่าในจังหวะนั้นเอง ลมปราณสีดำทมึนประดุจหมอกพิษอสูรก็ระเบิดกระจายขึ้นเหนือนั่งร้านฝั่งตรงข้าม ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายกระดูกสีแดงเหินร่างร่อนลงมาบนเวทีลานประลองอย่างแผ่วเบาไร้สุ้มเสียง ใบหน้าขาวซีดแววตาโหดเหี้ยมคลั่งเลือด ชายผู้นี้คือ "ต้วนเทียน" ศิษย์เอกอันดับหนึ่งแห่งสำนักกระบี่ทมิฬ ยอดอัจฉริยะที่แกร่งที่สุดในแดนใต้ผู้ครอบครองระดับพลังถึง **ขอบเขตแกนทองคำขั้นที่ 9** ลมปราณรอบตัวแผ่รังสีสังหารแหลมคมจนศิลารอบข้างเกิดรอยเฉือนร้าว
"เหอะ! ส่งผู้หญิงสองนางขึ้นมาสู้แทนตัวเพื่อเอาชีวิตรอด... ไอ้หน้าขาวเซียวเฉินเอ๋ย! แกมันก็แค่คนขลาดหน้าตัวเมียเก่งแต่นอนรอหญิงเปย์รักเท่านั้นโว้ย!" ต้วนเทียนชี้นิ้วชักกระบี่ปีศาจอสูรทมิฬที่มีวิญญาณคนตายนับพันกรีดร้องโหยหวนรอบตัวดาบ ชี้ตรงมาที่ผมกึ่งกลางโซนที่นั่ง "แน่จริงก็ไสหัวกะล่อนของแกขึ้นมาดวลกระบี่กับข้าต้วนเทียนบนเวทีประลองนี้ซะเดี๋ยวนี้สิวะ! ข้าจะเฉือนตัดเนื้อหน้าขาวแกเป็นชิ้นๆ โยนให้กากินสะใจ!"
[ ติ๊ง! ]
[ ระบบตรวจพบเป้าหมายแผ่รังสีสังหารขอบเขตแกนทองคำขั้น 9 คลั่งสายเลือดอสูรทมิฬ ]
[ แนะนำไอเทมตอบโต้: "คัมภีร์วิถีอาณาเขตกระบี่จักรพรรดิ" (ราคา 30,000 แต้ม) ]
[ รายละเอียด: ปลดปล่อยรังสีดาบทองคำจักรพรรดิกลืนกินสลายความมืดและทำลายค่ายกลดาบทมิฬทันที ]
*'อุ๊ยตาย! สามหมื่นแต้มจัดมาเลยระบบรักดี ขี้เกียจออกแรงใช้พลังยุทธ์บ้าพลังสู้กับไอ้คนชุดดำหน้ากระดูกนี่โว้ยจ้ะพี่น้อง! แลกมาสะบัดพัดสะสางตบหน้ามันให้สว่างวาบเลยจ้ะ!'* ผมสั่งระบบกดชอปปิ้งทันควัน หักแต้มเหลือ 60,000 แต้มระบบ
"สามีจ๋า... ข้าจะไปสู้กับมันเองเจ้าค่ะ" ฮวาเชียนเสวี่ยขยับตัวเตรียมชักกระบี่ปกป้องสามีสุดที่รักดวงตาขึงขัง
"ไม่ต้องห่วงนะจ๊ะเชียนเสวี่ยเมียรักทั้งสามจ๋า... ขยะดำพ่นสีเปื้อนฝุ่นแบบนั้น สามีคนหน้าระรื่นคนนี้ขอลุกขยับสะโพกขึ้นไปออกแรงตบขยี้สั่งสอนให้หน้าแหกคาแผ่นดินใต้เองจ้ะ!" ผมพูดปลอบประโลมลูบหัวนางอย่างอ่อนโยน พลางถอนหายใจยาวเหยียดเก็บพัดกระดาษโบกเดินนวยนาดก้าวเท้าลงสู่ลานประลองศิลาอย่างเกียจคร้านขี้เกียจสุดชีวิต
ต้วนเทียนเห็นผมเดินกะล่อนกวนประสาทขึ้นมาเวทีก็แค่นยิ้มเหี้ยมเกรียมแววตาคลั่งสังหารบดขยี้: "ดีมาก! ไอ้หน้าขาวอยากตายไว! เตรียมตัวพบกับนรกอเวจีของจริงได้เลยโว้ย!"
มันชูกระบี่ปีศาจอสูรทมิฬขึ้นฟ้า รวบรวมลมปราณเก้าระดับแกนทองคำควบแน่นกับไอพลังงานความมืดทมิฬระเบิดเปิดใช้งานสุดยอดเคล็ดวิชาจำกัดของสำนักกระบี่ปีศาจ: "วิถีอาณาเขตกระบี่ปีศาจอสูรทมิฬ! จงบดขยี้แสงสว่างกลืนกินวิญญาณมันซะ!"
[ ครืนนนนนนนนน! ตูม! ]
พายุไอพลังงานความมืดสีดำสนิทขนาดยักษ์หมุนวนระเบิดตัวปกคลุมทั่วบริเวณลานประลองศิลาขนาดยักษ์ในพริบตาเดียว บดบังแสงแดดยามสายจนมืดมิดสนิทประหนึ่งยามค่ำคืนพินาศ ปรากฏประกายรังสีดาบปีศาจนับหมื่นเล่มกรีดเฉือนกัมปนาทสะท้านสะเทือนสะเทวนเลื่อนลั่นไปทั่วทุกทิศทาง เสียงหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่งของต้วนเทียนดังก้องกังวานลั่นท่ามกลางความมืดมิดที่กลืนกินแสงแดดและทุกสายตาจนกลายเป็นบอดสนิทท้าทายให้ยอมสยบดับดิ้นคากลศึกรบ!
---