ถ้ำมัวหยา
กล่องไม้ไผ่ตรงหน้าอวี๋เย่ว่างเปล่า
หลังจากยัดผลไม้แห้ง สมุนไพร และโอสถสองเม็ดลงท้อง เขาก็ขยับไปนั่งขัดสมาธิเอามือเท้าคาง หรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง ประเดี๋ยวขมวดคิ้วครุ่นคิด ประเดี๋ยวพยักหน้าหงึกหงัก บางครั้งสีหน้าก็สลับสับเปลี่ยนราวกับตกตะลึงกับอะไรบางอย่าง
ทะเลิญญา... จุดศูนย์กลางระหว่างหัวคิ้ว ลึกลงไปในตำแหน่งอิ้นถาง โครงสร้างแบ่งเป็สี่ชั้นจากในออกนอก เป็แหล่งกักเก็บััิญญาและความทรงจำทั้งหมดของมนุษย์ กว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต จึงถูกเรียกว่าทะเลิญญา
ส่วน 'ััิญญา' คือจิตสำนึกที่ผสานเข้ากับกฎเกณฑ์ฟ้าดิน เหนือล้ำกว่ารูป รส กลิ่น เสียง ัั และความนึกคิดของคนธรรมดา
ข้อมูลพวกนี้พรั่งพรูออกมาจากปากเจียวอิ่งทั้งหมด
นางบอกว่าััิญญาของนางเชื่อมโยงจาก 'ทะเลปราณ' ผ่าน 'จินเชวี่ย' พุ่งตรงเข้าสู่ทะเลิญญาของเขา ทำให้สื่อสารกันได้สบายๆ
จินเชวี่ยเรียกอีกอย่างว่าเจี้ยงกง หรือหวงถิง
ส่วนทะเลปราณ... นางมีคำอธิบายซับซ้อนยืดยาวจนเขาฟังแล้วปวดกบาล
ปัญหาคืออวี๋เย่แค่อยากฝึกเพลงกระบี่เสวียนฮวง แต่กลับโดนเจียวอิ่งด่าเปิง
นางสบถเหยียดหยามว่าเป็แค่วิชากระบี่สวะของพวกผู้ฝึกตนปลายแถว สิ่งที่นางรู้จักมีเพียง 'ปราณกระบี่เจ็ดสังหาร' ทว่าคนธรรมดากลับฝึกปราณกระบี่ไม่ได้
ขณะที่อวี๋เย่กำลังถอดใจ เสียงของนางก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"เ้าไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว แน่นอนว่าฝึกปราณกระบี่ได้สิ! จำตอนที่เ้ากลืนมุกัลงไปได้ไหม? ท้องปวดเกร็ง เส้นชีพจรฉีกขาด ลมปราณตีกลับ นั่นแหละคือสัญญาณของการผลัดกระดูกชำระไขกระดูก ผลัดเปลี่ยนเนื้อหนัง เปิดรากิญญาก่อกำเนิด!"
เจียวอิ่งร่ายยาว "โทษก็แต่ไอ้แก่ที่ให้โอสถเ้ามากิน มันไปกดทับพลังของมุกัไว้ ทำให้อนุภาพลมปราณแตกซ่าน เ้าเลยมีแต่กายาที่มีรากิญญา แต่ดันทำบ้าอะไรไม่ได้เลย ต่อให้มีวิชาปราณกระบี่อยู่ตรงหน้าก็ไม่รู้จะเริ่มยังไง!"
"ไอ้แก่อะไรกัน นั่นฉิวปั๋ว เขาช่วยชีวิตข้าไว้ต่างหาก!"
"รู้แล้วๆ! ตอนนั้นพลังิญญาข้าอ่อนแอ จะไปรู้ได้ไงว่ามันเป็ใคร!"
เจียวอิ่งตัดบท "ฟังให้ดีนะ อยากฝึกปราณกระบี่ ต้องเริ่มจากเคล็ดวิชาเดินลมปราณก่อน รอจนปราณแท้เข้าสู่ร่างกาย รวบรวมและปลดปล่อยได้ดั่งใจ ถึงตอนนั้นค่อยฝึกปราณกระบี่ถึงจะลื่นไหลรวดเร็ว แล้วเ้าควรฝึกวิชาอะไรดีล่ะเนี่ย... ถ้าเ้าโง่ดักดานเกินไปก็คงไม่ไหว..."
"ข้าก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้นสักหน่อย!"
"อืม พวกคนโง่มันก็พูดแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ อย่าเพิ่งขัดสิ ขอข้าคิดก่อน... เอาเป็ 'คัมภีร์เทียนกัง' ก็แล้วกัน วิชานี้ฝึกเริ่มต้นง่าย ต่อให้เ้าทึ่มเหมือนควายก็ยังพอถูไถไปได้ คิกคิก!"
"คัมภีร์เทียนกัง?"
อวี๋เย่ยังไม่ทันหายงง จู่ๆ ตรงระหว่างคิ้วก็ปวดจี๊ดขึ้นมา
เสี้ยววินาทีนั้น ตัวอักษรมากมายโผล่พรวดขึ้นตรงหน้า แต่พอลืมตาดู ตัวอักษรพวกนั้นก็หายวับไป พอหลับตาตั้งสมาธิใหม่ พวกมันก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาลางๆ อีกครั้ง
"ข้าส่งเคล็ดวิชาเข้าไปในทะเลิญญาเ้าแล้ว เห็นรึยัง?"
"เห็นแล้ว... แต่อ่านไม่ออก..."
"เ้าอ่านหนังสือไม่ออกเหรอ?"
"พออ่านออกอยู่สามสี่ตัว..." อวี๋เย่ตอบตามตรง รู้สึกอับอายขายขี้หน้าขึ้นมาตงิดๆ
หมู่บ้านสกุลอวี๋เคยจ้างครูมาสอนหนังสือ เขาเองก็ได้เรียนอ่านเขียนคิดเลขอยู่ไม่กี่วัน ความรู้ที่มีก็แค่เขียนนามสกุลตัวเองกับตัวเลขไม่กี่ตัว สำหรับเด็กชาวป่าชาวเขา แค่นั้นก็ถมเถแล้ว
แต่ถ้าจะให้มานั่งตีความคัมภีร์วิชาเวท... ความรู้แค่นั้นมันยังห่างไกลคำว่าพอไปหลายขุม
แล้วก็เป็อย่างที่คิด เสียงเจียวอิ่งกรีดร้องลั่น
"โอ้์! นี่เ้าไม่ใช่แค่ทึ่มเหมือนควายนะ แต่อักษรง่ายๆ ยังอ่านไม่ออกสักตัว แล้วแบบนี้เ้าจะไปอ่านคัมภีร์วิชาเวทออกได้ยังไง จะฝึกมรรคาได้ยังไงฮะ?!"
อวี๋เย่จำต้องลืมตาขึ้นมองซ้ายมองขวา ในถ้ำเงียบสงัดไม่มีใครอื่น และไม่มีใครรู้ถึงการมีอยู่ของเจียวอิ่ง
แต่เขาก็ยังทำตัวไม่ถูก ใบหน้าร้อนผ่าวเป็พักๆ
โคตรน่าสมเพชเลย!
ที่ผ่านมาหลงคิดว่าตัวเองเก่งกาจนักหนา แท้จริงก็แค่ทักษะจับปลา ยิงนก ปีนต้นไม้ ดำน้ำ ล่าสัตว์ มันก็แค่สัญชาตญาณเอาตัวรอดพื้นๆ ของเด็กพรานป่า ไม่เห็นมีอะไรน่าเอามาคุยโอ้อวดสักนิด
อ่านหนังสือไม่ออก ก็แปลคัมภีร์ไม่ออก ไอ้วิชาเซียนบ้าบออะไรนั่น ลืมไปได้เลย โทษที่เจียวอิ่งหัวเราะเยาะไม่ได้ ต้องโทษที่ข้าไม่เจียมกะลาหัวตัวเองต่างหาก
อวี๋เย่กำลังจะถอดใจโยนทุกอย่างทิ้ง เสียงเจียวอิ่งก็ด่าสวนมาทันที
"เื่มาถึงขั้นนี้แล้ว จะมายอมแพ้ง่ายๆ ได้ยังไง! โอ๊ยยย ข้าสอนเ้าอ่านหนังสือั้แ่ต้นเลยก็ได้วะ!"
การเรียนอ่านเขียนคิดเลขไม่ใช่เื่ง่าย แถมตอนนี้พู่กันกับหมึกสักหยดก็ไม่มี ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน
ขณะที่เขายังมึนงง ทะเลิญญาก็ปวดแปลบขึ้นมาอีกระลอก ตัวอักษรนับไม่ถ้วนหลั่งไหลทะลักเข้ามา พร้อมกับเสียงเจียวอิ่งที่คอยอธิบายไปทีละตัว
"ตำราอักษรศาสตร์บทนี้ ข้าใส่คำอธิบายไว้ให้หมดแล้ว ให้เวลาหนึ่งชั่วยาม จำและทำความเข้าใจให้หมด! จากนั้นต่อด้วยคัมภีร์สัจธรรมฟ้าดิน หลักตรรกะการคำนวณ วิชาแพทย์แผนจีน และคัมภีร์เต๋าพื้นฐาน ก่อนรุ่งสางพรุ่งนี้ เ้าต้องหลอมรวมความรู้ทั้งหมดนี้ให้กลายเป็ของตัวเองให้ได้..."
ตู้ม!
ในหัวอวี๋เย่เหมือนมีพายุลูกใหญ่ถล่ม ตัวอักษรนับหมื่นพันสาดซัดเข้ามาอย่างกับพายุฝนกระหน่ำ
เขาเพิ่งจะเปิดทะเลิญญาได้ไม่นาน จะไปรับแรงกระแทกมหาศาลขนาดนี้ไหวได้ยังไง ชั่วพริบตาเดียว เขาก็ตาเหลือกหงายหลังตึงสลบเหมือดไปทันที
รุ่งอรุณของอีกวัน
ครืด... ประตูหินส่งเสียงเปิดออก
กู่ยวี่อุ้มกล่องไม้ไผ่เดินเข้ามาในถ้ำ
ตรงลานว่างกลางถ้ำ อวี๋เย่นอนหงายแผ่หลาเหมือนคนหลับสนิท ปากขมุบขมิบพึมพำละเมออะไรก็ไม่รู้ฟังไม่ได้ศัพท์
"เมื่อวาน ศิษย์พี่หญิงไป๋จื่อสั่งให้ข้าลงเขาไปเยี่ยมบ้าน ข้าเพิ่งกลับมาถึงเมื่อเช้า ก็รีบมาหาเ้าเลยเนี่ย"
กู่ยวี่เดินเข้ามาใกล้ วางกล่องไม้ไผ่ลง แล้วร้องเรียก "ตื่นได้แล้ว—"
อวี๋เย่น่าจะได้ยินเสียงเรียก เสียงละเมอก็ค่อยๆ เงียบไป อึดใจต่อมา เขาก็ยันตัวลุกขึ้นนั่ง ั์ตาเบิกโพลงเหม่อลอย ใบหน้าอิดโรยซูบซีดอย่างเห็นได้ชัด
"เฮ้ย เป็อะไรไปเนี่ย?"
กู่ยวี่ก้มมองด้วยความใ "ป่วยเหรอ? เดี๋ยวข้าไปบอกศิษย์พี่หญิงให้..."
อวี๋เย่กะพริบตาปริบๆ สีหน้ากลับมาเป็ปกติอย่างรวดเร็ว
"โอ๊ยย ใหมด!" กู่ยวี่เอามือลูบหน้าอก ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาเก็บเอากล่องไม้ไผ่ใบเก่าของเมื่อวานขึ้นมาเตรียมจะเอากลับไป พลางพูดเสียงดัง "เดี๋ยวข้ามาอยู่เป็เพื่อนใหม่ ศิษย์พี่หญิงไป๋จื่อสั่งมาว่า ที่เ้าแอบจำวิชากระบี่ไปใช้ ถึงจะไม่ได้ร้ายแรงอะไร แต่ก็ผิดกฎสำนัก"
เขาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย "เห็นแก่ที่เ้ามีความตั้งใจใฝ่รู้ เลยอนุญาตให้ข้าช่วยชี้แนะเ้าได้นิดหน่อย หึๆ ถ้าวันหน้าเ้ามีวาสนาได้กราบเข้าเขาเสวียนฮวง อย่าลืมมาขอบคุณศิษย์พี่อย่างข้าด้วยล่ะ!"
ถ้าเป็เมื่อสองวันก่อน ได้ยินกู่ยวี่พูดแบบนี้ อวี๋เย่คงเนื้อเต้นดีใจไปแล้ว แต่ตอนนี้เขากลับนั่งนิ่งเฉย เอาแต่จ้องมองกล่องไม้ไผ่ตรงหน้าเงียบๆ
ในกล่องมีสมุนไพรอยู่เจ็ดชนิด ตามที่บันทึกไว้ในตำรา สรรพคุณและตัวยาของพวกมันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ล้วนเป็ของล้ำค่าจากฟ้าดิน มีประโยชน์มหาศาลต่อผู้บำเพ็ญเพียร
ผู้บำเพ็ญมรรคากับผู้บำเพ็ญเซียน ต่างกันตรงไหน?
โดยสรุปแล้ว แก่นแท้ของเส้นทางมันก็คือเื่เดียวกัน ต่างกันแค่ระดับพลังเท่านั้น!
ส่วนโอสถอีกขวด มีสรรพคุณช่วยเสริมสร้างรากฐานบำรุงพลังวัตร สำหรับเขาเสวียนฮวงถือเป็ของหายาก แต่ในหมู่สำนักเซียนทั่วไป นี่เป็เพียงของพื้นๆ ที่มีเกลื่อนกลาด
อวี๋เย่หยิบสมุนไพรขึ้นมายัดเข้าปากเคี้ยว แล้วกลืนโอสถตามลงไป เขาลุกขึ้นไปวักน้ำในลำธารดื่มสองสามอึก ก่อนจะเดินไปที่ปากถ้ำฝั่งซ้ายแล้วชะโงกหน้ามองลงไป
บนลานกว้างด้านล่าง ศิษย์เขาเสวียนฮวงหลายคนกำลังฝึกเพลงกระบี่และวิชาตัวเบา วิชาเวทที่เคยดูซับซ้อนลึกซึ้ง มาตอนนี้เขากลับพอมองออกถึงร่องรอยและเคล็ดลับของมันบ้างแล้ว
อวี๋เย่หันหลังเดินกลับมาที่เดิม แล้วทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิ
บรรยากาศในถ้ำมัวหยายังคงเหมือนเมื่อวาน ลำธารไหลเอื่อย แอ่งน้ำกระเพื่อมไหว ลมูเาพัดโชย ท้องฟ้าด้านนอกดูปลอดโปร่งกว้างไกล
ทว่าการมานั่งโดดเดี่ยวอยู่ตรงนี้ในตอนนี้ กลับให้ความรู้สึกเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ชวนให้ทอดถอนใจอย่างบอกไม่ถูก
อวี๋เย่พ่นลมหายใจยาว ยกมือขึ้นนวดคลึงระหว่างหัวคิ้ว
แทบไม่อยากเชื่อเลยว่า ั้แ่เมื่อวานจนถึงเช้านี้ ภายในเวลาสั้นๆ แค่สิบชั่วยาม เขาจำตัวอักษรและตำราอักษรศาสตร์ได้นับหมื่นตัว แถมยังเข้าใจความหมายของมันอย่างทะลุปรุโปร่ง!
ซ้ำยังยัดเนื้อหาคัมภีร์เทียนกังและตำราอีกห้าหกเล่มเข้าไปในหัวจนหมด ทั้งเื่สัจธรรมฟ้าดิน เคล็ดลับการบำเพ็ญเพียร วิชาแพทย์แผนจีน ครอบคลุมสารพัดความรู้ ขอแค่ค่อยๆ ทำความเข้าใจไปทีละนิด เขาก็จะสามารถหลอมรวมมันมาเป็วิชาของตัวเองได้
เขาไม่ใช่ไอ้เด็กชาวดอยที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อีกต่อไปแล้ว
เขาผ่านการผลัดกระดูกชำระไขกระดูก ผลัดเปลี่ยนเนื้อหนังมาแล้ว เหลือเพียงแค่ใช้ทู่หน่าปรับลมหายใจ ฝึกเคล็ดวิชาพื้นฐาน เขาก็จะก้าวเข้าสู่เส้นทางเซียน กลายเป็ผู้บำเพ็ญเพียรอย่างเต็มตัว
เจียวอิ่งบอกว่า เป็เพราะมุกัมีพิษ มันจึงไปกดทับปราณแท้ในร่างกายเขาไว้ ต่อให้เขาฝึกวิชาจนสำเร็จ ก็ยังสามารถซ่อนเร้นระดับพลัง ตบตาพวกผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นได้สบาย
รอจนกว่าจะถอนพิษได้หมด พลังมหาศาลของมุกัจะะเิออก ถึงตอนนั้นผลประโยชน์ที่ตามมาจะมากมายมหาศาลจนใช้ไม่หมดแน่
ไม่รู้เหมือนกันว่าเจียวอิ่งไปเอาความรู้พวกนี้มาจากไหน แต่นางดันรูดซิปปากเงียบ ไม่ยอมเล่าที่มาที่ไปของตัวเองเลยสักคำ
แต่ที่นางเงียบไปนานๆ พอโผล่หัวมาพูดทีนี่เล่นเอาแทบตายเลยนะ!
คิดดูสิว่าภายในวันเดียวคืนเดียว ข้าต้องทั้งหัดอ่านเขียน ทั้งท่องจำเคล็ดวิชาและตำราสารพัด ทะเลิญญาที่เพิ่งจะเปิดใช้งานครั้งแรกเจอแรงกระแทกมหาศาลเข้าไป เล่นเอาสภาพจิตใจเกือบพังทลายจนสลบเหมือดไปเลย
ในเมื่อตอนนี้ถือว่าเป็ผู้ฝึกตนแล้ว เวลาแบบนี้ ก็ควรจะใช้ทู่หน่าปรับลมหายใจ เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจและพละกำลังสินะ?
เคล็ดลับการนั่งสมาธิเดินลมปราณ ทั้งหมดล้วนอยู่ในคัมภีร์วิชาที่เพิ่งจำมาทั้งสิ้น
อวี๋เย่ยืดหลังตรง ค่อยๆ ปรับอารมณ์ให้สงบ จากนั้นประสานมือทั้งสองเข้าด้วยกัน วางไว้ที่หน้าท้องอย่างหลวมๆ ตามที่คัมภีร์ระบุ ท่านี้เรียกว่าการประสานอิน
เขาแตะลิ้นที่เพดานปาก หรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง รวบรวมลมปราณไว้ที่ตันเถียน เพ่งสมาธิเป็หนึ่งเดียว...
ตกบ่าย
กู่ยวี่กลับมาอีกครั้ง
เห็นกล่องไม้ไผ่บนพื้นว่างเปล่า เขาก็พยักหน้าอย่างพอใจ การคอยคุมให้คนในถ้ำกินยาสมุนไพรตรงเวลา คือหน้าที่หลักในการเฝ้าถ้ำมัวหยาของเขา
ดูทรงแล้ววันต่อๆ ไปคงจะสบายขึ้นเยอะ
กู่ยวี่เดินตรงไปอีกมุมหนึ่ง ชักกระบี่ยาวพร้อมฝักที่สะพายอยู่ด้านหลังออกมา เขาวางฝักกระบี่ลงบนแท่นหินปากถ้ำ เปลี่ยนมาถือกระบี่มือเดียวแล้วสะบัดข้อมืออย่างแรง
คมกระบี่ตรงแหน่วสั่นระริกส่งเสียง วิ้ง! วิ้ง!
เขายิ้มอย่างภาคภูมิใจ "เ้าอยากเห็นข้ารำกระบี่นักไม่ใช่รึ วันนี้ข้าจะเปิดหูเปิดตาให้เป็บุญตา!"
...ทว่ากลับไร้เสียงตอบรับ
"เอ๊ะ?" กู่ยวี่อุทานด้วยความแปลกใจ
ั้แ่เขากลับเข้ามาในถ้ำมัวหยา อวี๋เย่ก็ไม่ได้สนใจเขาเลย จนถึงตอนนี้ก็ยังคงนั่งขัดสมาธินิ่งสนิท เหมือนรอบตัวไม่มีใครอยู่
"ทู่หน่าปรับลมหายใจ?" กู่ยวี่พินิจดู ก่อนจะส่ายหน้าดิก "เ้าไม่รู้เคล็ดวิชา ไม่รู้เคล็ดลับการเดินลมปราณ มานั่งแกร่วเป็ท่อนไม้แบบนี้ไปก็เปล่าประโยชน์!"
จู่ๆ อวี๋เย่ก็พ่นลมหายใจยาว ค่อยๆ ลืมตาขึ้น เขารวบรวมสติเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือความขอโทษ "ลองทำครั้งแรก เกือบหลับไปแน่ะ!"
"ทำมาเป็วางมาดนะ ฮ่าๆ!" กู่ยวี่ยิ้มอย่างรู้ทัน พลางชูของในมือให้ดู "ดูกระบี่เหล็กเขียวของข้าสิ เป็ไง?"
กระบี่เหล็กเขียวในมือเขายาวราวสามสี่ฉื่อ ตัวใบกระบี่เปล่งประกายสีเขียวเรื่อ ดูแล้วไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
อวี๋เย่พยักหน้า เอ่ยชม "อืม กระบี่ดี!"
"ฮ่าๆ ไม่รู้เื่แล้วทำมาเป็คุย!" กู่ยวี่ล้อเลียน ก่อนจะโอ้อวดต่อ "นี่เป็กระบี่เฉพาะของศิษย์สำนักเต๋า มีเงินก็ซื้อไม่ได้ ต่อให้เ้าเอาหน้าไม้หรือมีดพรานมาเป็ร้อยเล่ม ก็อย่าหวังจะแลกมันไปได้!"
อวี๋เย่ลอบยิ้มมุมปาก ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการฝึกตนของเขาในตอนนี้ ก้าวข้ามสิ่งที่กู่ยวี่จะจินตนาการไปไกลลิบแล้ว
กระบี่เหล็กเขียว แน่นอนว่ามีค่าไม่น้อย แต่มันก็เป็แค่ 'อาวุธอาคม' หรือก็คืออาวุธชั้นดีที่ลงอักขระยันต์เอาไว้ มีการแบ่งระดับสูงต่ำตามคุณภาพ
เหนือกว่าอาวุธอาคมขึ้นไป ยังมี 'อาวุธิญญา' ที่สามารถบังคับให้บินกลางอากาศได้ และ 'ของวิเศษ' ที่สามารถหลอมเก็บไว้ในร่างกายได้อีกด้วย
หรือว่ากระบี่สั้นที่หายไปตอนนั้น จะเป็อาวุธิญญาหรือของวิเศษกันนะ...
"มาเลย วันนี้ข้าจะรำเพลงกระบี่เสวียนฮวงให้ดูสักรอบ!"
กู่ยวี่หิ้วกระบี่กลับหัว เดินไปที่ลานว่างกลางถ้ำ เอื้อมมือตลบชายเสื้อนักพรตขึ้น แล้วตั้งท่าเตรียมพร้อมอย่างทะมัดทะแมง
"เพลงกระบี่มีทั้งหมดเจ็ดกระบวนท่า ถ้าข้ารำเต็มสูบ เ้าคงดูจนตาแหกแน่ ส่วนจะจำไปใช้ได้กี่ส่วน ก็แล้วแต่วาสนาของเ้าละกัน!"
อวี๋เย่พยักหน้ารับ ถอยหลังไปสองสามก้าว
กู่ยวี่ไม่ได้โม้ หลังตั้งท่าเสร็จ กระบี่ก็วาดเป็วง เคลื่อนไหวพลิ้วไหว ประกายกระบี่สว่างวาบ เขาตั้งใจจะอวดเต็มที่ ปากก็ท่องชื่อกระบวนท่าไปรำไป
"ท่าที่หนึ่ง ตัดรากโลกีย์... ท่าที่สอง สะบั้นวาสนารัก... ท่าที่สาม ขับไล่ภูตผี... ท่าที่สี่ เหยียบทะเลทุกข์... ท่าที่ห้า ่ชิงกายแท้... ท่าที่หก ข้ามแดนหลันไถ... ท่าที่เจ็ด... ท่าที่เจ็ด..."
เพลงกระบี่ขึ้นชื่อของสำนักเต๋าร้ายกาจสมคำร่ำลือ ร่ายรำได้รวดเร็วจนลายตาไปหมด
แต่พอกู่ยวี่รำมาถึงท่าที่ห้า ท่าที่หก มือเท้าก็เริ่มพันกันมั่วซั่ว พอถึงท่าที่เจ็ด ดันลืมกระบวนท่าซะงั้น!
จังหวะที่ชะงัก ร่างก็ถลำเสียหลักเซถลาพุ่งออกไป โชคดีที่เอามือยันผนังถ้ำไว้ทัน ไม่งั้นได้หน้าทิ่มพื้นไปแล้ว
แต่ปากก็ยังพึมพำไม่เลิก "ท่าที่เจ็ด... อ้อ นึกออกแล้ว ท่าที่เจ็ด ร่ายรำเสวียนฮวง!"
อวี๋เย่ดูแล้วตาลาย แถมยังเสียวสันหลังแทน
กู่ยวี่เก็บกระบี่ ยืนหอบแฮ่ก "เห็นรึยัง เพลงกระบี่เสวียนฮวงมีเจ็ดกระบวนท่า แต่ละท่าพลิกแพลงได้เก้าแบบ ลึกล้ำสุดหยั่งคาด ข้าทนฝึกลากเืมาตั้งสามปี เพิ่งจะใช้ได้แค่หกท่า ถ้าเปลี่ยนเป็เ้านะ..."
เขาเดินมาตรงหน้าอวี๋เย่ ส่ายหน้าถอนหายใจเฮือก "เฮ้อ เ้ามันไม่รู้อะไรเลย ข้าอธิบายไปก็เปลืองน้ำลายเปล่า!"