ลู่เมิ่งสอบถามถึงความขัดแย้งของลู่เหวินกับโจวจื่อชิงหลังจากกินอาหารมื้อกลางวัน เธอสงสัยเื่นี้มาก
“ทำไมถึงตั้งตัวเป็ศัตรูกับพี่โจวอย่างนั้นล่ะคะ? เมื่อก่อนไม่ใช่ว่าพวกพี่สนิทกันเหรอ”
“นั่นมันเมื่อก่อน ตอนนี้...” ลู่เหวินดูลังเลที่จะตอบ
“พี่พูดมาเถอะ ไม่มีเื่อะไรที่ฉันรับไม่ได้”
เธอที่ผ่านยมโลกมาแล้วจิตใตแข็งแกร่งมาก มั่นใจว่าจะไม่สูญเสีย
“คือจะพูดยังไงดี หมอนั่น... ชอบเธอ”
“ฮะ!?”
“ตอนที่เธอประสบอุบัติเหตุโจวจื่อชิงรีบไปที่โรงพยาบาล ท่าทางร้อนรนมากเกินไป และมีอาการฉุนเฉียว พอหมอบอกว่าเธออาจจะเป็เ้าหญิงนิทราหมอนั่นก็เกือบจะต่อยหมอแล้ว พี่ไม่เข้าใจว่าหมอนี่จะตื่นตระหนักขนาดนี้ทำไม จนเขายอมเปิดปากออกมาว่าเขาชอบเธอ จึงเป็ห่วงร้อนรนยิ่งกว่าใคร”
“...ฮะ??”
ด้วยเื่แค่นี้พี่ถึงกับต้องเป็ศัตรูกันเหรอ
สีหน้างุนงงสงสัยอย่างไม่ปิดบังของเธอ ลู่เหวินมองเห็นชัดเจน เขาอธิบายต่อทันที
“มันจะไม่ใช่แค่นั้น ถ้าไม่ใช่ตอนนี้โจวจื่อชิงมีข่าวว่ามีความสัมพันธ์ลับกับเลขาฯ ของเขา ถึงขั้นที่ว่ามีคนบอกว่าเลขาฯ คนนั้นเคยขึ้นเตียงกับเขาแล้วด้วยน่ะสิ”
“โอ้~”
ลู่เมิ่งรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมานิดหน่อย
เื่ซุบซิบแบบนี้ตอนที่ทำงานในยมโลกเธอก็ชอบฟัง
“พี่ไม่อยากให้เธอไปเป็มือที่สามของใคร ต่อให้หมอนั่นจะชอบเธอจริงแล้วเลิกกับเลขาฯ คนนั้นก็ตาม พี่ก็รับไม่ได้” ลู่เหวินขดมุมปากอย่างดูถูก “ปากบอกชอบอีกคนแต่ไปมีความสัมพันธ์ทางกายกับอีกคนหลายครั้ง มันดูเชื่อถือไม่ได้เลยว่าไหม”
“ฉันจะไม่ยุ่งกับพี่โจว พี่สบายใจได้” ลู่เมิ่งยืนยันหนักแน่นเื่นี้ แม้ว่าคำพูดที่ออกจากปากของลู่เหวินจะแปลกๆ ไปหน่อยก็ไม่ได้ใส่ใจ
เพราะลู่เมิ่งไม่ได้มีความประทับใจกับโจวจื่อชิงเกินกว่าคำว่าพี่ชายข้างบ้าน จึงไม่แม้แต่จะคิดเื่ของเขาให้ละเอียดขึ้น
ว่ากันตามตรง ต่อให้เขาจะหล่อเหลาและร่ำรวย เป็ชายโสดระดับไดมอนด์คิงที่สาวๆ ทั่วประเทศอยากแต่งงานด้วยก็ไม่ได้ดึงดูดใจเธอขนาดนั้น
มีคนหล่อแบบไหนที่ลู่เมิ่งไม่เคยเห็นบ้างในยมโลก?
แม้แต่พี่ชายของเธอก็ยังหล่อระดับเดียวกับคนที่นั่น อาจจะร่ำรวยและมีอำนาจไม่เท่าเขาแต่ก็ถือเป็ชายหนุ่มอนาคตไกล เอาใจใส่เก่ง อารมณ์ก็ดีมาก มีใบหน้ายิ้มตลอดเวลา
ถ้าให้ลู่เมิ่งเลือกได้เธอก็ชอบคนที่เอาอกเอาใจเก่งและอารมณ์ดี
ไม่เข้าใจว่าหน้าตาเ็ามันดีตรงไหน
“ดีแล้ว พรุ่งนี้เธอจะไปซื้อของกับแม่ พี่ชายไปด้วยไม่ได้” ลู่เหวินพูดอย่างเสียใจมากที่ไม่ได้ไปจ่ายเงินและช่วยแม่กับน้องสาวถือของ ถึงจะอยากเอาใจน้องสาวแต่บริษัทยังมีงานต้องทำค้างอยู่ เขาจึงยื่นบัตรเครดิตมาให้อย่างใจกว้าง
“นี่คือบัตรของพี่ อยากได้อะไรก็ใช้ไปเลย”
“จำกัดวงเงินไหมคะ?” ลู่เมิ่งรับมาอย่างมีความสุข
“ไม่เกินสิบล้านหยวน”
“ขอบคุณค่ะพี่ชาย”
ลู่เหวินยิ้มกว้าง เห็นน้องสาวยิ้มได้พี่ชายก็ดีใจ
ในตอนเย็นลู่เมิ่งคุยเื่เรียนต่อกับครอบครัว เพราะอุบัติเหตุในตอนนั้นทำให้เธอไม่ได้ไปสอบเข้ามหาวิทยาลัย และผ่านมาตั้งสามปีแล้ว ตอนนี้เธออายุยี่สิบเอ็ดปี ถือว่าเป็ผู้ใหญ่แล้ว สามารถเลือกที่จะเข้าไปทำงานในบริษัทของพ่อเลยก็ได้ หรือเลือกที่จะเรียนต่อ
ลู่เมิ่งตัดตัวเลือกในการทำงานทิ้งทันที
เธอเอียนกับการทำงานมากๆ การไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเพื่อเติมเต็มชีวิตวัยรุ่นน่าจะเป็ทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้
มีเวลาอีกสามเดือนก่อนการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอสามารถเรียนอย่างหนักเพื่อสอบเข้าได้ หรือถ้าพลาดครั้งนี้ ปีหน้าค่อยสอบก็ไม่มีปัญหา
คนในครอบครัวไม่มีใครบังคับกดดันลู่เมิ่งเลย
เหมือนได้ย้อนกลับไป่อายุสิบแปดปีจริงๆ นะ
ได้ใช้ชีวิตวัยรุ่นธรรมดาๆ กับเขาบ้างแล้ว
ลู่เมิ่งกับคุณแม่ลู่ออกไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าใหญ่ เธอถูกคุณแม่ลู่ลากเข้าออกร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดังทุกร้าน ลองชุดหลายรูปแบบและหลายสีสัน ซึ่งเธอไม่ปฏิเสธที่จะลองมัน
ไม่รู้ว่าเพราะในยมโลกนานเกินไปหรือเปล่า เสื้อผ้าที่เธอเลือกส่วนใหญ่จึงเป็แค่สีขาว ดำและสีเทา สีมืดมนมาก คุณแม่ลู่ไม่พอใจกับสีเหล่านี้อย่างแรง จึงเลือกเสื้อผ้าสีสดใสมาให้อีกหลายตัว กระเป๋าอีกหลายใบและรองเท้าอีกหลายคู่
เธอสงสัยว่ารถที่ขับมาวันนี้อาจจะใส่ของที่ซื้อมาไม่หมด
แต่มันก็หยุดซื้อไม่ได้ แฟชั่นปัจจุบันสวยๆ ทั้งนั้นเลย
หลังจากนั้นก็ถูกลากเข้าร้านเสริมสวย ทั้งบำรุงหน้า ทำเล็บและทรงผมใหม่ เปลี่ยนลุคจากคนเพิ่งหายป่วยไปอยู่ในสภาพของสาวน้อยผู้ร่าเริงสดใส
ตอนส่องกระจกครั้งแรกหลังจากเปลี่ยนลุคถึงกับใ นี่เธอเหรอเนี่ย?
ผมสีดำขลับถูกทำให้สั้นประบ่า ใบหน้าที่ขาวซีดเกินไปได้รับการบำรุงมีน้ำมีนวลขึ้นมาเล็กน้อย รวมกับการแต่งหน้าอ่อนๆ ทำให้ดูไม่เหมือนคนป่วยอีกต่อไป ตอนนี้ดูเหมือนเด็กสาวอายุสิบแปดปีที่อ่อนแอบอบบางเป็พิเศษ รวมกับชุดสีพาสเทลหวานและตัวเล็กทำให้คนรู้สึกอยากทะนุถนอมเธอไว้ในฝ่ามือ
ลู่เมิ่งเป็คนหน้าตาดี แม้จะเพิ่งหายป่วยก็ยังดูดีอยู่ ยิ่งได้แต่งตัวแต่งหน้าด้วยแล้วยิ่งส่งเสริมเธอให้ดูดีมากขึ้นไปอีก
วันนี้ลู่เมิ่งควรจะมีความสุขมาก ถ้าไม่ใช่ว่าระหว่างที่กำลังจะไปกินอาหารกลางวันกับคุณแม่ลู่แล้วเจอท่านประธานโจวและเลขาฯ ของเขาที่ร้านอาหารก็คงจะอารมณ์ดีไปทั้งวัน
โจวจื่อชิงรีบเดินเข้ามาทักทายคุณแม่ลู่และลู่เมิ่งทันทีที่เห็น
“คุณน้าหนิง เสี่ยวเมิ่ง”
“อ้าว จื่อชิง บังเอิญจริง” คุณแม่ลู่เลิกคิ้วมองเขาอย่างประหลาดใจ ลู่เมิ่งยิ้มรับและทักทักทายอย่างมีมารยาท
“สวัสดีพี่โจว”
“มากินอาหารกลางวันเหรอครับ”
“ใช่ค่ะ”
“ถ้าไม่รังเกียจมานั่งด้วยกันไหมครับ ผมจองโต๊ะไว้แล้ว” โจวจื่อชิงเหลือบมองลู่เมิ่งเล็กน้อยอย่างมีนัย คุณแม่ลู่ลังเลเล็กน้อยก่อนจะตอบตกลง
โจวจื่อชิงยิ้มอย่างยินดี เขาหันไปพูดกับเลขาฯ สาวสองสามประโยค สีหน้าของผู้หญิงคนนั้นดูไม่ได้ ก่อนจะเหลือบมามองที่ลู่เมิ่งอย่างขับข้องใจแล้วเดินจากไปราวกับคนที่ถูกทอดทิ้ง
ลู่เมิ่งเลิกคิ้วสูง ไม่ต้องคิดให้ปวดหัวก็รู้ว่าอีกฝ่ายมีความเข้าใจผิดต่อเธอมากมาย แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้สนใจ ความสัมพันธ์ดูวุ่นวายแบบนั้นเมื่อมันมาเกี่ยวข้องกับเธอก็ไม่อยากจะไปยุ่งด้วยหรอก
ลู่เมิ่งมองไปทางโจวจื่อชิงแล้วแอบส่ายหน้า หวังว่าเขาจะไม่ทำให้เื่วุ่นวายไปกว่านี้
“หืม?” ลู่เมิ่งหันหน้าออกไปทางประตูห้องส่วนตัวแล้วขมวดคิ้ว รู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง เป็ความรู้สึกที่ดีอย่างมาก
โจวจื่อชิงที่จับตาดูลู่เมิ่งอยู่ตลอด ให้ความสนใจกับท่าทางการแสดงออกทั้งหมด เขาพูดขึ้นอย่างสนใจแล้วหันไปมองในทิศทางเดียวกับลู่เมิ่ง
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ?”
“ไม่มีอะไรค่ะ” ลู่เมิ่งปฏิเสธทันที
แต่ในใจอดคิดไม่ได้ และถึงขนาดเปิดดวงตาหยินหยางที่ผนึกไปแล้วขึ้นมาใหม่เพื่อมองย้อนกลับไปอีกครั้ง
ไม่ได้คิดไปเองใช่ไหมนะ?