บทที่ 17 ให้เวลาหนึ่งก้านธูป รีบหน่อย
เฮ่อจือหร่านระมัดระวังเป็นิสัย ไม่ว่าจะไปที่ใด นางมักสังเกตสิ่งรอบตัวก่อนเสมอ
และสิ่งที่สังเกตได้ในครั้งนี้ไม่ธรรมดา
นางพบว่านักโทษส่วนใหญ่จ้องมองคนสกุลโม่ด้วยสายตาไม่เป็มิตร
เพื่อยืนยันว่าตนเองไม่ได้ตาฝาดไป เฮ่อจือหร่านหลับตานวดหัวคิ้วพลางสังเกตอีกครั้ง และยังคงเป็เช่นเดิม
กระทั่งบางคนทนไม่ไหว ชี้นิ้วใส่คนสกุลโม่พลางด่าทอเสียงดัง
“โม่จิ่วเยี่ย เ้ามันตัวเคราะห์ร้าย ทำให้บิดากับเหล่าพี่ชายในตระกูลตนเองตายหมดยังไม่พอ ยังทำให้พวกข้าติดร่างแห่ไปด้วย”
“คนสกุลโม่ ข้าจะสาปแช่งให้พวกเ้าไม่ได้ตายดี”
“หากไม่ใช่เพราะเ้า ตระกูลของพวกเราจะโชคร้ายเช่นนี้ได้อย่างไร”
“...”
เ้าหน้าที่พวกนั้นได้ยินเสียงคนก่นด่าก็ยิ่งสนุกสนาน ไม่มีท่าทีจะห้ามปรามใด ๆ
เื่นี้ทำให้เฮ่อจือหร่านคิดขึ้นได้ การปล่อยให้คนเหล่านี้ถูกเนรเทศไปพร้อมกับสกุลโม่ ต้องเป็แผนการของจักรพรรดิสุนัขนั่นแน่ เพื่อเพิ่มความทรมานใจให้คนบ้านสกุลโม่
เพียงแต่ไม่ว่านางจะคิดอย่างไรก็นึกไม่ออกว่าเหตุใดคนพวกนี้ถึงกล่าวว่าโม่จิ่วเยี่ยเป็ตัวซวย
ดูท่าตราบใดที่มีคนพวกนี้อยู่ด้วย ตลอดการเดินทางคงไม่เงียบเหงาแล้ว...
โม่จิ่วเยี่ยได้ยินเสียงด่าทอของคนเ่าั้ เขาพยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเอง เพื่อไม่ให้ลุกขึ้นลงมือจัดการกับพวกเขาด้วยความโมโห
อย่างไรก็ตาม เขายังคงอยากจะดูว่าใครกันที่กำลังด่าตนอยู่
ดังนั้น เขาจึงแอบมองผ่านเส้นผมที่ปรกหน้าผากไปยังต้นเสียงเล็กน้อย
มีคนที่เขารู้จักอยู่หลายคน ล้วนเป็ขุนนางในราชสำนักทั้งสิ้น
คนที่ด่าทอเขาคือครอบครัวของขุนนางเ่าั้
แต่สิ่งที่ทำให้งุนงงคือเหตุใดคนพวกนี้ต้องด่าเขาด้วย
โม่จิ่วเยี่ยพยายามคิดว่าเขาเคยมีเื่บาดหมางกับคนเหล่านี้หรือไม่
และแล้วก็ได้คำตอบ
ในคนจำนวนนั้นมีขุนนางแซ่เหอผู้หนึ่ง ซึ่งเคยมีตำแหน่งเป็รองเสนาบดีกรมกลาโหม ตอนที่เขาออกไปรบที่ชายแดน เหอจื่อหยวนคือคนที่รับผิดชอบในการจัดส่งเสบียงอาหาร
ปรากฏว่า เหอจื่อหยวนกลับเบียดบังเสบียงอาหารเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว เขาจึงกราบทูลจักรพรรดิซุ่นอู่ ขอให้พระองค์ทรงสอบสวนเื่นี้
ยังมีหลี่เหลียงสำนักราชเลขาธิการ เขาเพิ่งกลับมาถึงเมืองหลวงไม่นาน หลี่เหลียงก็ได้เข้ามาหา ด้วย้ายกบุตรสาวนอกสมรสให้เป็อนุของเขา แต่ชายหนุ่มปฏิเสธไปทันที
นอกเหนือจากนี้ เขาก็ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์อื่นใดกับหลี่เหลียงอีก
ส่วนครอบครัวที่กำลังก่นด่าเขาอย่างที่สุด คือฟางฉวนโจว รองเสนาบดีกลาโหม
ฟางฉวนโจวเคยดำรงตำแหน่งรองเสนาบดีกลาโหม ไม่เคยมีเื่บาดหมางกับโม่จิ่วเยี่ยมาก่อน
เขาสงสัยเช่นเดียวกับเฮ่อจือหร่านว่าทำไมคนเหล่านี้ถึงดุด่าหาว่าเขาเป็ตัวโชคร้ายไปได้?
หรือว่าตอนที่องค์จักรพรรดิตัดสินโทษ พวกเขาจะเกี่ยวโยงร่วมด้วย?
ขณะโม่จิ่วเยี่ยกำลังสงสัย เซี่ยฟางพี่สะใภ้รองก็วิ่งไปด้านนั้น เอ่ยถามเสียงสะอื้น
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชาย น้องชาย เหตุใดพวกท่านถึงมีความผิดไปด้วยเล่า”
นางไม่แปลกใจแล้วว่า เหตุใดครอบครัวที่รักมากที่สุดไยจึงไม่มาส่ง
ผู้เฒ่าเซี่ยกังวลใจเมื่อต้องเผชิญหน้ากับบุตรสาวตัวเอง เขาฝืนยิ้มอย่างน่าเวทนาเสียยิ่งกว่าร้องไห้
“เป็ความผิดของพ่อที่ทำผิดพลาด จึงถูกองค์จักรพรรดิลงโทษ”
“ท่านพูดเหลวไหลอะไร ตระกูลเซี่ยได้รับผลกระทบมาจากจวนฮู่กั๋วกง เหตุใดท่านพ่อถึงปิดบังพี่สาวข้าด้วย” เซี่ยิไม่พอใจ ขณะเอ่ยยังจ้องมองโม่จิ่วเยี่ยซึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่บนเกวียนไม้อย่างโมโห
เซี่ยฟางกำลังจะถามให้กระจ่าง แต่ผู้เฒ่าเซี่ยก็ตำหนิเซี่ยิเสียก่อน
“เซี่ยิ เ้าหุบปากเดี๋ยวนี้ นี่เป็เื่ที่จะพูดได้หรือ”
เซี่ยิมองบิดาของตนอย่างไม่พอใจ แต่ก็จำใจต้องปิดปาก
สะใภ้รองไม่ใช่จะไม่เข้าใจเื่พวกนี้ ยิ่งมีคนมากมายมองมาทางตระกูลเซี่ย ถึงแม้จะร้อนใจอยากรู้ความจริง แต่ก็ไม่อาจทำได้ในเวลานี้
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่าน เห็นพี่สะใภ้รองวิ่งออกไปพูดคุยกับครอบครัว ต่างตั้งใจฟังเื่ราวอย่างละเอียด ใครจะคิด ผู้เฒ่าเซี่ยกลับรอบคอบ พวกเขาจึงรู้สึกเศร้าใจที่ฟังอะไรต่อไม่ได้
เช่นเดียวกับสะใภ้รองที่รู้สึกหมดหวัง หากอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ คงต้องหาโอกาสอีกครั้ง
ฮูหยินผู้เฒ่าเป็คนใจเย็น เมื่อเห็นครอบครัวฝั่งลูกสะใภ้ แม้ว่าอีกฝ่ายจะชอบพวกเขาหรือไม่ ก็ยังคงพยักหน้าทักทายอย่างสุภาพ
ด้านเ้าหน้าที่จัดการเื่การส่งมอบนักโทษเสร็จแล้ว จึงทำท่าห้ามปราบคนที่กำลังด่าทอสกุลโม่
ตอนแรกคนพวกนั้นยังไม่เป็นักโทษโดยสมบูรณ์ เมื่อถูกเ้าหน้าที่ะโใส่ พวกเขาก็ยิ่งไม่ยอมรับและไม่พอใจมาก
พวกเขาต่างพากันโต้เถียงไปมา
ในสายตาของเ้าหน้าที่ คนพวกนี้เหมือนกับคนที่ตายไปแล้ว จะยังคอยทำตามเอาใจพวกเขาได้อย่างไร
เ้าหน้าที่คนหนึ่งหยิบแส้ขึ้นมา ฟาดใส่คนที่พูดมากไปหลายคนในทันที
“รนหาที่ตายเสียแล้ว หากพวกเ้าไม่อยากมีชีวิตรอดไปถึงซีเป่ยก็บอกมาตามตรง ข้าจะได้สงเคราะห์ให้”
ความเ็ปจากแส้ที่ฟาดลงบนร่างกายทำให้พวกเขาได้สติกลับมา
เมื่อก้มมองชุดผ้าป่านหยาบกร้านสภาพย่ำแย่กว่าชาวบ้านทั่วไป พวกเขาจำต้องยอมรับว่าตนเองถูกยึดทรัพย์และเนรเทศแล้วจริง ๆ
เมื่อมองแส้ในมือของเ้าหน้าที่ พวกเขาก็ไม่กล้าโมโหอีก
อย่างไรก็ตาม พวกเขายังคงจ้องมองคนกสุลโม่อยู่ดี
กลุ่มสตรีสกุลโม่นำโดยฮูหยินผู้เฒ่าไม่สนใจสีหน้าของพวกเขา
ราวกับไม่รู้สึกรู้สากับสิ่งที่พวกเขากระทำ
เ้าหน้าที่ะโเสียงดัง “ในเมื่อยังเช้าอยู่ พวกเราก็ออกเดินทางเสีย”
ทันใดนั้น เห็นรถม้าคันหนึ่งขับออกมาจากเมืองหลวง
“รอก่อน… ช่วยหยุดก่อน...” คนบังคับรถม้าะโเรียก
ทุกคนต่างหรี่ตามอง
รถม้าจอดลงอย่างรวดเร็วตรงหน้าขบวน
คนบังคับรถม้าะโลงมาเปิดผ้าม่าน
คนสองคนเดินออกมาจากด้านใน พวกเขาสามผ้าคลุมหน้า
ดูจากรูปร่างของพวกเขา เป็ชายหญิงคู่หนึ่ง ดูเหมือนจะอายุมากแล้ว
ทั้งสองก้าวลงจากรถ สายตากวาดมองท่ามกลางกลุ่มคน สุดท้ายก็หยุดมองเฮ่อจือหร่าน
เฮ่อเยวียนิเดินเข้ามาสองสามก้าว หยิบเงินถุงใหญ่ออกมาจากอกเสื้อยื่นให้หัวหน้าเ้าหน้าที่
เขาไม่อยากเปิดเผยตัวตน จึงบอกกับเ้าหน้าที่ด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“รบกวนท่านช่วยให้เวลาข้าสักหน่อย”
เ้าหน้าที่ชั่งน้ำหนักถุงเงินในมือ
“ให้เวลาหนึ่งก้านธูป รีบหน่อย”
“ได้” เฮ่อเยวียนิตอบรับ จูงมือหลิงเสวี่ยเหยาเดินมาหาเฮ่อจือหร่านอย่างรวดเร็ว
ขณะเดินผ่านฮูหยินผู้เฒ่า เฮ่อเยวียนิตั้งใจดึงผ้าคลุมหน้าออกเล็กน้อย
ฮูหยินผู้เฒ่าจำได้ว่าเป็ใคร ก็เข้าใจและพาคนอื่น ๆ เดินห่างออกไป ปล่อยให้เฮ่อจือหร่านอยู่พวกเขาเพียงลำพัง
เมื่อเห็นบุตรสาวในชุดผ้าป่านเนื้อหยาบ น้ำตาของหลิงเสวี่ยเหยาไหลพรากเป็หยดใหญ่
นางกอดร่างบอบบางของเฮ่อจือหร่าน สะอื้นเอ่ย “หร่านหร่าน เป็ความผิดของแม่ที่ทำไม่ดีกับเ้า ฮือ… แม่ไม่ควรร่วมมือกับพ่อเ้าบังคับให้เ้าแต่งเข้าสกุลโม่… เป็ความผิดของแม่เอง...”
ในชาติก่อนพ่อแม่ของเฮ่อจือหร่านหย่าร้างกันั้แ่นางเริ่มรู้ความ นางเป็เหมือนภาระในสายตาของพ่อแม่
นางไม่เคยได้รับความรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมจากพวกเขาแม้แต่น้อย
ตอนนี้ถูกมารดาเ้าของร่างเดิมกอดไว้ ความรู้สึกนี้ช่างประหลาดใจอย่างยิ่ง แต่นางกลับไม่รู้สึกขัดเขินเลย
มือของเฮ่อจือหร่านลังเลอยู่หลายครั้ง ในที่สุดก็วางมือลงบนหลังของหลิงเสวี่ยเหยาตบเบา ๆ สองสามครั้ง