ไม่นานนัก หลังจากที่อินทรีปีกทองคำได้ตัดผ่านน่านฟ้าเหนือขุนเขาเข้าสู่เขตแดนอันสงบสุขที่แฝงไว้ด้วยพลังแห่งจิตวิญญาณอันลึกซึ้ง ด้วยแรงกดที่สั่นสะเทือนจนเมฆหมอกเบื้องล่างแตกกระจายออก เผยให้เห็นภูมิทัศน์เบื้องล่างซึ่งชวนให้ผู้คนต้องลืมหายใจไปชั่วขณะ
ดวงตาของเหล่าผู้โดยสารซึ่งประกอบไปด้วยคนหนุ่มสาวล้วนเบิกกว้างด้วยความทึ่งและตื่นตะลึงในฉากตรงหน้า
สิ่งที่ปรากฏในสายตาของพวกเขาเบื้องล่างนั้น หาใช่แค่เพียงภูเขาทั่วไป แต่เป็นเทือกเขายิ่งใหญ่ที่ทอดตัวยาวออกไปราวกับสันหลังของมังกรฟ้า ผิวพื้นของขุนเขาเต็มไปด้วยต้นไม้ซึ่งสูงชะลูด ทุกใบไม้เหมือนจะแผ่รัศมีแห่งพลังวิญญาณที่ขับไล่สิ่งชั่วร้ายทั้งมวล
ไม่มีที่ใดในแคว้นเทียนหมิงจะเปรียบได้ ทั้งหมดนี้คือเทือกเขาฟ้าสวรรค์อันเป็นจุดศูนย์กลางของอาณาจักรแห่งการบำเพ็ญเพียร
เบื้องล่างของยอดเขากลางซึ่งโดดเด่น พื้นที่บริเวณกึ่งกลางของเทือกเขาได้ถูกปรับแต่งจนกลายเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มหึมา ตัวอาคารบ้านเรือนมากมายซึ่งมีทั้งสถาปัตยกรรมเรียบง่ายและอลังการแทรกตัวสลับซ้อนกันไปทั่วพื้นที่
กำแพงหินสูงล้อมรอบเป็นแนวยาว ราวกับเมืองขนาดย่อมที่มีระบบปกครองเป็นของตนเอง ถนนหลักปูด้วยหินสีคราม ข้างทางประดับด้วยโคมไฟที่เปล่งแสงนวลสว่างตลอดเวลาแม้ยามกลางวัน ร่องรอยของพลังและค่ายกลจำนวนมากถูกร้อยเรียงอย่างแน่นหนาตลอดทั่วบริเวณ
แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทั้งในเชิงพลังและปัญญาของผู้สร้าง
ขณะที่ด้านในสุดของเขตอาคารเหล่านี้ปรากฏหอคอยสีดำที่สูงตระหง่านขึ้นไปสู่ท้องฟ้าเกินกว่าหลายสิบจั้ง มันตั้งอยู่บนฐานหินขนาดมหึมาซึ่งสลักลวดลายอักขระโบราณทั้งสี่ทิศ ขอบอาคารมีเปลวเพลิงสีมรกตค่อยๆลุกไหม้อย่างช้าๆ
แม้เพียงชำเลืองมองก็รู้สึกได้ถึงไอร้อนอันอัดแน่นด้วยพลังชีวิตอันมหาศาล มันคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีใครกล้ารุกราน
หอคอยนั้นเปล่งแสงวาววับเป็นระยะจากการดูดซับพลังฟ้าดินรอบด้าน บางคราก็มีสายฟ้าสีฟ้าครามแล่นแวบผ่านยอดของมันก่อนจะสลายหายไปอย่างเงียบงัน ทุกองค์ประกอบล้วนสะท้อนถึงความลึกล้ำเกินกว่าจะอธิบายได้ด้วยคำพูดธรรมดา
“พวกเรามาถึงแล้วละ.. ยินดีต้อนรับสู่นิกายเทียนหมิงของข้า!”
หวังฉีที่ยืนสง่างามอยู่ได้แสดงความภาคภูมิใจออกมา
บรรดาคนหนุ่มสาวที่โดยสารมากับต้าเผิง ล้วนแล้วแต่เบิกตากว้าง
ปากอ้าเล็กน้อยด้วยความตะลึงพรึงเพริด ดวงตาทุกคู่จดจ้องไปยังนิกายเทียนหมิงด้านล่างด้วยแววตาเปล่งประกาย
ขณะที่ทั้งสามคนอย่าง เหยินเฟย หลงเซียวเหยา และกระทั่งหลัวหยางเองก็ยังไม่อาจปิดบังประกายตาที่ฉายแววตื่นเต้นออกมาได้
พวกเขาจ้องมองไปยังหอคอยสีดำตรงกลางที่กำลังปล่อยไอความร้อน พลางสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความคาดหวัง
“ไปรวมตัวกับคนอื่น!”
อินทรีต้าเผิงค่อยๆโบยปีกลดระดับลงอย่างสง่างาม ก่อนจะร่อนลงที่ลานหินขนาดใหญ่หน้าทางเข้านิกาย
เสียงของปีกกระพือทำให้พื้นหินสะเทือนเล็กน้อย ฝุ่นทรายปลิวขึ้นแล้วร่วงลงเหมือนม่านควันที่เปิดเผยฉากใหม่
ขณะที่แสงอรุณเริ่มคลี่คลายม่านหมอกเหนือเทือกเขาฟ้าสวรรค์ ลานหินกว้างเบื้องหน้าประตูทางเข้านิกายซึ่งถูกแกะสลักอย่างงดงามก็กำลังเต็มไปด้วยกลุ่มคนหนุ่มสาวที่เดินทางมาจากเมืองต่างๆในแคว้นเทียนหมิง
พวกเขาเหล่านี้ต่างก็เป็นศิษย์ที่ได้รับการคัดเลือกจากทั่วทุกแคว้น เขต และตำบลน้อยใหญ่ ผ่านการทดสอบอันเข้มงวดมาแล้วทั้งสิ้น
เสียงสนทนาเริ่มดังขึ้นจากบางกลุ่มด้วยความตื่นตระหนกผสมความตื่นเต้น
เมื่อจู่ๆก็มีเงาดำขนาดมหึมาปรากฏอยู่เหนือศีรษะของพวกเขา ม่านเมฆแหวกออกจนเห็นท้องฟ้าเบื้องบน
และสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาอย่างงดงามและน่าเกรงขามยิ่งกว่าอะไรก็ตามที่เคยเห็นมาก่อน
อินทรีปีกทองคำขนาดใหญ่โตมหึมา ปีกของมันเปล่งแสงระยิบระยับดุจอัญมณีทองคำที่ส่องประกายท่ามกลางแสงตะวัน กระพือกระแทกอากาศจนเกิดเป็นแรงสั่นสะเทือนในอากาศ ส่งผลให้ลมหมุนวนรอบลานเบื้องล่างเกิดขึ้นชั่วขณะ
บรรยากาศของความเงียบงันบังเกิดขึ้น ราวกับโลกหยุดหมุนตามแรงกดดันของสัตว์อสูรในตำนานที่กำลังลดระดับจากฟากฟ้า
“พะ.. พระเจ้าช่วย ไม่คิดเลยว่าข้าจะได้มาเห็นอินทรีปีกทองคำในตำนานกับตา..”
“หึหึ ไอ้พวกบ้านนอก ข้าเคยได้ยินเรื่องเล่าของท่านต้าเผิงมานานแล้ว เพราะท่านผู้นี้เป็นสัตว์อสูรผู้พิทักษ์ของนิกายเทียนหมิงยังไงละ”
“เอ่อ.. ข้าอยากจะถามอะไรหน่อย.. ทำไมบนหลังของท่านต้าเผิงถึงได้มีบรรดารุ่นเยาว์ที่มีอายุใกล้เคียงกับพวกเราอยู่ด้วยล่ะ”
“หรือว่าพวกเขาเองก็ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมกับนิกายเทียนหมิงด้วยเหมือนกัน?”
“อืมม.. คงประมาณนั้นแหละ แต่น่าอิจฉาจริงๆที่ได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษขนาดนั้น”
“พวกเราต้องนั่งเรือวิญญาณยุทธมาตลอดทางแทบไม่ได้พักเลย แต่พวกเขากว่ายี่สิบคนกลับได้นั่งอยู่บนหลังของท่านต้าเผิง!”
การปรากฏตัวของต้าเผิงที่โบยบินลงมาพร้อมเสียงคำรามอันลึกก้องของปีกอสูร เปลี่ยนแปลงบรรยากาศโดยรอบให้เต็มไปด้วยแรงสั่นสะเทือนทางจิตใจ ศิษย์ใหม่ทั้งหลายที่ยืนอยู่ต่างก็พูดคุยกันอย่างตื่นเต้น
เสียงซุบซิบดังกระซิบกระซาบทั่วลานหินกว้าง ประหนึ่งเป็นมวลคลื่นแห่งความอยากรู้อยากเห็นที่ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งได้
ในขณะเดียวกัน ผู้อาวุโสในชุดคลุมสีเงินและทองนับสิบคนก็ก้าวเท้าออกมาพร้อมกัน สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความเคารพและยินดี ยืนเรียงแถวเป็นระเบียบทอดสายตาขึ้นไปบนท้องฟ้าทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ต้าเผิงกำลังลดระดับลง
“ยินดีต้อนรับกลับขอรับ ท่านผู้อาวุโสสูงสุด.. ท่านผู้พิทักษ์!”
สิ้นเสียงนั้น ผู้อาวุโสอีกหลายคนก็โน้มกายแสดงความเคารพต่อสัตว์อสูรในตำนานและต่อบุคคลผู้ยืนเด่นสง่างามบนหลังของมัน
“การคัดเลือกศิษย์ตามเมืองต่างๆในปีนี้ดำเนินไปได้ด้วยดีขอรับ”
“แถมพวกเรายังได้ผู้มีพรสวรรค์ระดับสีรุ้งมาด้วยกันถึงสองคน เป็นบุญของนิกายเทียนหมิงของพวกเราอย่างมาก”
สายลมแห่งความคาดหวังแผ่วพัดผ่านระหว่างคำพูด ดวงตาของผู้อาวุโสหลายคนเปล่งประกายและกระตือรือร้น
นับตั้งแต่ก่อตั้งนิกายขึ้นมา การปรากฏของผู้มีร่างศักดิ์สิทธิ์ในช่วงการคัดเลือกนับได้ว่าน้อยครั้งนัก
ยิ่งมีถึงสองคนในคราวเดียวกันก็ยิ่งเป็นนิมิตหมายอันยิ่งใหญ่ ไม่เพียงต่อนิกาย หากแรวมถึงสมดุลแห่งอำนาจในทั้งแคว้นเทียนหมิงด้วย
“เพราะงั้นแล้ว.. ท่านหวังฉีที่นำเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงไปทดสอบพรสวรรค์..”
“ได้โปรดนำมันออกมาเพื่อทดสอบพลังอำนาจพิเศษของพวกเขาด้วยเถอะขอรับ เพื่อยืนยันถึงพรสวรรค์และศักยภาพอันยิ่งใหญ่!”
คำกล่าวนั่นเต็มไปด้วยความคาดหวังอันแรงกล้า
ทว่าไม่ใช่กับหวังฉีและตัวของต้าเผิง ทั้งสองแสดงท่าทางอันแปลกประหลาด
ก่อนที่ชายชราจะยกฝ่ามือและใช้นิ้วเกาหัวของตนเองด้วยท่าทางอันอึดอัด พลางพ่นลมหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง
“เฮ้อออ เป็นปัญหาแล้วไง!”