บทที่ 44 ความเจริญ
“พ่อคิดว่าถ้าเรากวาดล้างพวกตัวสั่นที่หนองกอกจนหมด จะมีกลุ่มอื่นมาฉวยโอกาสแย่งข้าวของในนั้นไปก่อนเรามั้ย” นัทถามหนึ่งในวงอาหารค่ำ
“เรื่องนั้นพ่อคิดไว้แล้ว ทีมเรียกตีนจะขนของไปด้วย กวาดล้างไปด้วย ถ้าเกินกำลังเราก็หนีกลับหมู่บ้าน ล่อมันมาให้ชาวบ้านรุม แบบนี้วนไป พอพวกตัวสั่นตายหมด เราก็ขนของมาหมดตลาดพอดีเหมือนกัน รวมถึงกองร้อยทหารพรานร้างที่อยู่กลางชุมชนด้วย วิธีนี้ช้าหน่อยแต่ไม่มีช่องให้ใครเอาเปรียบเราได้”
เด่นเข้าร่วมทีมเรียกตีนเพิ่มอีกหนึ่งคน เพราะเขาวิ่งที่เร็วที่สุดในบรรดาคนที่เหลือ และมีความอึดถึกทนเป็นอันดับหนึ่งในหนองนกเอี้ยง เด่นสามารถวิ่งติดต่อกันได้เป็นวันๆ โดยที่กำลังไม่ตก ทั้งยังทนทานต่อพิษและสารเคมีทุกชนิด สุดยอดความสามารถอันทรหดนี้ เขาได้มาจากสัตว์ที่ผู้คนมักดูถูกเหยียดหยามจนมองข้ามคุณสมบัติชั้นยอดของมันไป สัตว์ที่ถูกใช้เป็นคำด่าทออย่างตัวเงินตัวทองหรือเหี้ย
แม้เวลาวิ่งตัวเปล่าเด่นจะช้ากว่าคนอื่นในทีม แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องแบกของหนักใส่หลัง สัมภาระเหล่านั้นจะกลายเป็นตัวถ่วงที่ดึงให้ความเร็วของคนอื่นลดฮวบลงทันที ต่างจากเด่นซึ่งแม้ว่าจะมีสัมภาระนับร้อยกิโลกรัมกดทับอยู่บนบ่า มัดกล้ามเนื้ออันทรหดก็ยังคงขับเคลื่อนร่างล่ำสันให้วิ่งตะบึงไปข้างหน้าด้วยความเร็วเท่าเดิม นิ่ง สม่ำเสมอ ไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งใด ความเร็วขณะแบกสัมภาระของเด่นนั้น แท้จริงแล้วแทบไม่ต่างจากทีมเรียกตีนคนอื่นที่วิ่งตัวเปล่าเลยด้วยซ้ำ
จุดนี้เองที่ทำให้ผู้คนในหมู่บ้านพากันสงสัยและตั้งคำถามว่า หากให้เด่นทิ้งสัมภาระแล้ววิ่งตัวเปล่า เด่นก็ควรเป็นคนที่วิ่งเร็วที่สุดในทีม ทว่าความจริงกลับชวนให้ปวดหัว เพราะต่อให้เด่นไม่ได้แบกสัมภาระอะไรเลย เขาก็ยังคงวิ่งด้วยความเร็วคงที่เท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ราวกับว่าร่างกายของเขาถูกล็อกกล่อง ECU มาจากโรงงาน ไม่มีโหมดสปอร์ตให้เร่งแซง และไม่มีโหมดประหยัดให้ผ่อนคันเร่ง
แสงสปอตไลท์สาดวาบ ส่องโครงเหล็กถักมหึมากว้าง 30 เมตร ยาว 60 เมตร สูงถึง 8 เมตร หลังคาเมทัลชีทและแผ่นผนังเหล็กทนฝนกรดพวกนี้ ชาวบ้านร้อยกว่าคนช่วยกันทยอยขนมาจากร้านวัสดุก่อสร้างแถบหน้าศูนย์ราชการ
ในขณะที่ทีมเรียกตีนห้าคน หนึ่ง กานต์ นัท ฮ่าวจาง และเด่น วิ่งตะบึงกวาดล้างพวกตัวสั่นและล่าเสบียงอยู่นอกพื้นที่ทุกวัน งานหลังบ้านจึงตกเป็นหน้าที่ของโจวต้าซาน เฉินกวางหมิง และแกนนำทุกคน ที่คอยคุมแรงงานชาวบ้านสร้างโกดังใหญ่โตนี้ขึ้นมา
"เอ้า! สาวรอกขึ้นพร้อมกัน หนึ่ง สอง สาม ฮึ่ย!" โจวต้าซานตะโกนสั่งการบนนั่งร้าน เหล่าชาวบ้านออกแรงดึงโครงหลังคาเหล็กหนักหลายตันขึ้นยึดหัวเสาอย่างแม่นยำ ผนังทุกด้านถูกก่อหนาเป็นพิเศษเพื่อล็อกอุณหภูมิภายใน
ฝนสวมวิญญาณนักบัญชีเก่า เดินตรวจดูพื้นที่เกือบครึ่งสนามฟุตบอลพร้อมกับแกนนำที่เป็นสตรีทั้งกลุ่มอย่างพึงพอใจ ปริมาตรแนวตั้งใต้ความสูง 8 เมตร จะถูกติดตั้งชั้นวางพาเลทเหล็กสูง 4 ชั้น เพื่อขยายพื้นที่จัดเก็บได้มากกว่าเดิมถึงสี่เท่า
"ยี่สิบเมตรแรกริมประตู เอาไว้ลงของหนักอย่างปูนซีเมนต์และถังน้ำมันไพโรไลซิส" โจวต้าซานวางพิมพ์เขียว "ช่วงกลางเป็นโซนเสื้อผ้าของใช้ ส่วนยี่สิบเมตรท้ายสุดกั้นห้องทึบคุมความชื้น สำหรับอาหารกระป๋องและยา"
โกดังยักษ์กำลังนับถอยหลังพร้อมใช้งาน ปริมาตรกว่าหมื่นลูกบาศก์เมตรนี้ใหญ่โตพอที่จะสูบกลืนทรัพยากรทั้งหมดจากตลาดหนองกอกมาเก็บไว้ในแผนระยะยาว
"โกดังใหญ่ขนาดนี้ ถ้ากลุ่มอื่นมาเห็น ต้องยกพวกมาปล้นแน่" ไข่ที่แวะมาดูงานเอ่ยขึ้นลอยๆ หนึ่งซึ่งเพิ่งกลับมาถึงหมู่บ้านในสภาพเนื้อตัวมอมแมม เหลือบสายตามองลังวัตถุระเบิด C-4 และขดสายชนวนฝักแคระเบิดแรงสูงในมุมมืด เขายิ้มแต่ไม่ได้เอ่ยคำใด
หนึ่งสร้างห้องนิรภัยคอนกรีตหนาทึบขึ้นมาอย่างเงียบเชียบในบ้านของเขา โดยที่ชาวบ้านรอบๆ ไม่มีใครให้ความสนใจนัก ทุกคนต่างคิดว่ามันเป็นเพียงห้องเก็บเครื่องมือหรือเสบียงแห้งธรรมดาๆ มีเพียงสมาชิกในครอบครัวของเขาเท่านั้นที่รู้ความจริงว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังบานประตูเหล็กหนานั้น คือ ทองคำ
ทรัพย์สินที่เคยเย้ายวนและมีมูลค่าสูงสุดในอารยธรรมมนุษย์ ทว่าในโลกผุพังสีเทาหม่นยามนี้ มันกลับกลายเป็นสิ่งไร้ค่าอย่างถึงที่สุด
วันที่ผู้คนดิ้นรนเจียนตายเพื่อแลกกับเศษอาหาร แม้แต่ฝนผู้ที่เป็นภรรยาของเขาเมื่อรู้ความจริงในครั้งแรก ยังมองหนึ่งด้วยสายตาแปลกๆ ด้วยซ้ำ ทองคำรูปพรรณหนักนับสิบบาทหรือทองแท่งเนื้อบริสุทธิ์สุกปลั่ง หากเอาไปยื่นให้ชาวบ้านหนองนกเอี้ยงในยามนี้ ก็ยังไม่อาจแลกหัวมันเทศดิบๆ เพื่อประทังชีวิตได้สักหัวเดียว
แต่ถึงกระนั้นฝนก็ไม่เอ่ยปากคัดค้าน เธอมั่นใจว่าสามีของเธอไม่ลงมือทำสิ่งใดอย่างไร้เหตุผล ปัจจุบันในห้องนี้มีทองคำน้ำหนักราวหนึ่งร้อยกิโลกรัมเศษ หนึ่งได้มันมาจากร้านทองและบ้านเรือนร้างหลายแห่งที่ทีมเรียกตีนผ่านเข้าไป
ระยะเวลาสามวันติดต่อกัน ทีมเรียกตีนไม่ได้เสบียงอาหาร หรือสัมภาระติดมือกลับมาเลยแม้แต่ชิ้นเดียว พวกเขากลับเข้ามาในหมู่บ้านด้วยสภาพเนื้อตัวมอมแมม มีเพียงการหลอกล่อกลุ่มพวกตัวสั่นกลับมาให้คนในหมู่บ้านรุมล้อมสังหารประปรายวันละไม่กี่สิบคนเท่านั้น เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดเสียงสอบถามด้วยความห่วงใย
ทุกคนในหมู่บ้านต่างทราบดีว่า ทีมเรียกตีนต้องเสียสละออกไปเสี่ยงตาย ยอมเหนื่อยยากกว่าใครๆ เพื่อให้สมาชิกในหมู่บ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
กลุ่มชาวบ้านจึงพากันเข้ามาเยี่ยมเยียน ทยอยส่งมอบอาหารสด อาหารแห้ง และสิ่งของจำเป็นต่างๆ เท่าที่ตนพอจะมีกำลังหามาได้ น้ำใจของคนในหมู่บ้านสร้างความฮึกเหิมและเติมไฟให้ทีมเรียกตีนได้ไม่น้อย จนกระทั่งวันที่สี่ ความจริงทุกอย่างจึงถูกเฉลย
เสียงฝีเท้าห้าคู่ย่ำตะบึงฝ่าดงหญ้าแห้งดังสนั่นมาแต่ไกล พร้อมกับเสียงล้อบดเบียดกระแทกตอไม้ดังตึงตัง พวกรอดในหมู่บ้านต่างเบิกตาโพลงเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
หนึ่ง กานต์ นัท ฮ่าวจาง และเด่น ในสภาพเหงื่อท่วมตัว กำลังช่วยกันออกแรงฉุดดึงสายเคเบิลเส้นโต ลากเครื่องปั่นไฟขนาดมหึมาที่ใช้สำหรับจัดงานวัดหรืองานบุญต่างๆ ในยุคก่อน ตัวเครื่องยนต์ดีเซลปั่นไฟขนาดยักษ์ตัวนี้มีขนาดใหญ่โตราวกับรถกระบะหนึ่งคัน มีล้อยางรถยนต์ติดตั้งอยู่สองล้อ ถูกลากปุเลง ฝ่าดงป่าขรุขระกลับมาอย่างทุลักทุเล ท่ามกลางฝูงตัวสั่นนับร้อยคน ที่วิ่งอ้าปากร้องโหยหวนไล่กวดตามหลังมาเป็นขบวนยาวเหยียด
"พอก่อน ทิ้งไว้ตรงนี้ วิ่งเข้าหมู่บ้านเร็ว!" หนึ่งสั่งผ่านจิตสำนึกร่วม ทั้งห้าคนสลัดพันธนาการแล้วเร่งสปีดตัวเปล่าพุ่งทะยานเข้าสู่ลานกลางหมู่บ้าน ปล่อยให้เครื่องปั่นไฟจอดนิ่งสนิทอยู่ชายป่า โดยพวกตัวสั่นไม่ได้ให้ความสนใจ มันไล่ติดตามทั้งห้าเข้าสู่หมู่บ้าน เปิดโอกาสให้ชาวบ้านที่ซุ่มรออยู่ขยับอาวุธในมือ รุมล้อมเข้าเข่นฆ่าพวกมันจนหมดสิ้น เมื่อเสียงต่อสู้จบลง ทุกคนในหนองนกเอี้ยงจึงได้รู้ความจริงว่า ที่แท้สามสี่วันที่ผ่านมา ทีมเรียกตีนไม่ได้คว้าน้ำเหลว แต่พวกเขาใช้วิธีตอดเล็กตอดน้อย ขยับลากเครื่องจักรหนักชิ้นนี้ผ่านป่ามาทีละกิโลเมตร เมื่อรับมือกับพวกตัวสั่นที่จำนวนมากไม่ไหว พวกเขาก็จะล่อมันมาให้ชาวบ้านรุมฆ่า ทำวนไปเรื่อยๆ จนในที่สุด วันนี้หมู่บ้านหนองนกเอี้ยงก็มีเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นมาใช้งานอีกหนึ่งเครื่อง
ในขณะที่หนึ่ง กานต์ นัท ฮ่าวจาง และเด่น ต้องวิ่งไปกลับระหว่างตลาดหนองกอกและบ้านหนองนกเอี้ยงทุกวัน งานปรับปรุงระบบต่างๆ ของหมู่บ้านก็ถูกขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน
“น้ามีความรู้สึกแปลกๆ” ออดพูดกับหนึ่ง ท่ามกลางการประชุมแกนนำ
“น้าได้กลิ่นพวกรอดเหมือนกับเรา มันอยู่ระยะไกลไม่ยอมเข้ามาหา วนๆ เวียนๆ เหมือนเฝ้าดูเรา จากระยะไกลขนาดนั้นก็ไม่น่าจะสังเกตอะไรได้ บางครั้งน้าก็ได้กลิ่นเหล็ก กลิ่นคล้ายมอเตอร์ อันนี้น้าอาจคิดไปเองเพราะรถยนต์พังๆ มันก็จอดเกลื่อนอยู่ทุกที่ แต่โดยรวม มันรู้สึกไม่ปลอดภัย” ออดมีประสาทการรับกลิ่นของหมีควาย รับสัมผัสได้ไกลที่สุดในบรรดาพวกเขา
หนึ่งมีสีหน้าจริงจัง “แบบนี้ เราก็ต้องคอยเฝ้าระวัง คงทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ กำชับชาวบ้าน ห้ามออกนอกเขตของเราตามลำพังด้วยนะ” เขาบอกกับไนซ์และแกนนำทุกคน แล้วจึงหันไปพูดกับปุ๊กผู้เป็นภรรยาของสอง
“ปุ๊กช่วยตรวจดูรอบๆ หมู่บ้าน แล้วค่อยขยายออกไปเรื่อยๆ แต่อย่าลืมว่า ต้องรักษาตัวเองให้ปลอดภัยเป็นอันดับแรก”
ยุทธศาสตร์เฟสสองเรื่องการสร้างกำแพงคอนกรีตล้อมหมู่บ้านจำเป็นต้องพับเก็บไปก่อนชั่วคราว เพราะพวกเขายังไม่สามารถยกพลไปยึดแพลนท์ปูนขนาดยักษ์ซึ่งอยู่ติดกับตลาดหนองกอก โจวต้าซานจึงตัดสินใจเปลี่ยนแผน นำปูนซีเมนต์ถุงที่ชาวบ้านทยอยขนมาจากร้านวัสดุก่อสร้างหน้าศูนย์ราชการ มาใช้กับโครงการเร่งด่วนที่สำคัญต่อปากท้อง นั่นคือหลุมเลี้ยงสัตว์ป่ากลายพันธุ์ขนาดยักษ์
ใกล้บริเวณหนองน้ำ เสียงเครื่องยนต์ดีเซลของรถแบ็กโฮขนาดเล็กครางกระหึ่มดังก้องเป็นจังหวะ สองนั่งอยู่บนเบาะคนขับ มือของเขาโยกคันบังคับไฮดรอลิกอย่างแคล่วคล่อง บุ้งกี๋เหล็กตักขุดชั้นดินลึกลงไปใต้พื้นอย่างรวดเร็ว โครงการนี้ถูกออกแบบให้เป็นหลุมสี่เหลี่ยมขนาดมหึมา มีความลึกกว่าสามเมตรและกว้างขวางพอที่จะกักขังพวกหมูป่าหรือสัตว์ป่ากลายพันธุ์ตัวใหญ่ๆ ที่ทีมเรียกตีนจะลากกลับมาในอนาคต
ชาวบ้านร้อยกว่าคนถูกแบ่งกำลังมาเป็นแรงงาน ทันทีที่แบ็กโฮของสองตักดินเปิดหน้างาน ทีมช่างปูนจะรีบลงไปผสมปูนซีเมนต์ฉาบอัดเข้ากับผนังดินทันที คอนกรีตหนาทึบถูกฉาบทับปิดตะแกรงเหล็กเส้นขนาดใหญ่และขัดผิวจนเรียบเนียนเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นความตั้งใจของโจวต้าซาน เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์กลายพันธุ์ที่มีกรงเล็บแหลมคมสามารถใช้เหลี่ยมมุมตะกุยปีนหนีกลับขึ้นมาด้านบนได้
"เราเลียนแบบการเลี้ยงหมูหลุม" โจวต้าซานยืนลูบคางที่สากครึ้ม
"ก้นหลุมด้านล่างควรจะโรยทับด้วยแกลบ แต่เราไม่มีแกลบเพราะข้าวที่ด็อกเตอร์เฉินและอาจารย์สองร่วมมือกันดัดแปลงพันธุกรรมยังเก็บเกี่ยวไม่ได้ คงต้องใช้พวกเศษพืชอินทรีย์คอยทำหน้าที่ซับสิ่งปฏิกูลทั้งหมดแก้ขัดไปก่อน ขี้พวกสารพัดสัตว์กลายพันธุ์จะได้ไม่ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วหมู่บ้าน" สองดับเครื่องยนต์แบ็กโฮคันเล็ก เสียงเครื่องจักรเงียบลงก่อนที่เขาจะก้าวขาลงมาจากตัวรถพลางยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อที่ผุดพรายตามใบหน้า
ขี้ของพวกมันในหลุมนี่ พอย่อยสลายได้ที่แล้ว อาตมาจะให้ชาวบ้านตักขึ้นมาทำเป็นปุ๋ยรองก้นหลุมปลูกต้นไม้ ธาตุอาหารเข้มข้นจากสัตว์ป่ากลายพันธุ์ น่าจะช่วยเร่งรากและขยายพันธุ์พืชรอบหมู่บ้านได้ดีกว่าปุ๋ยเคมีธรรมดาหลายเท่า"
"ถ้าเรื่องกระบวนการย่อยสลายละก็ ไว้ใจผมได้เลยอาจารย์สอง" เฉินกวางหมิงเดินถือถังพลาสติกทึบแสงบรรจุของเหลวสีน้ำตาลเข้ามาหา ยื่นส่งให้พร้อมรอยยิ้ม
"ผมเพิ่งคัดแยกจุลินทรีย์ประสิทธิภาพสูง สูตรเฉพาะของโลกเก่าเสร็จเรียบร้อย เอาไว้ให้ชาวบ้านฉีดพ่นลงก้นหลุมปูนนี้เป็นประจำ มันจะช่วยเร่งการย่อยสลายมูลสัตว์กลายพันธุ์ที่มีความหนาแน่นสารอาหารสูงให้กลายเป็นปุ๋ยได้ไวขึ้น แถมยังช่วยดับกลิ่นสาบที่ติดมากับตัวพวกมันได้อย่างชะงัด"