ขณะเดียวกันสถานการณ์ภายในเมือง
ภายหลังจากเวลานั้นผ่านมาไม่นาน ท้องฟ้ากลับมาเงียบสงบอีกครั้ง แต่ทั่วทั้งยังเต็มไปด้วยความอลหม่าน ประชาชนแตกตื่นกันถ้วนหน้าว่าเกิดอะไรขึ้นในเมืองของตน จนเกิดข่าวลือไปต่างๆนาๆบ้างก็ว่าเทพเ้าลงโทษเหล่ามนุษย์ผู้โง่เขลาทั้งหลาย บ้างก็บอกว่ามีจอมเวทนิรนามทดสอบพลังเวทของตัวเอง และสาเหตุอื่นๆอีกมากมายสุดแท้จะเล่าลือสืบต่อกันไป
จนเหตุการณ์เริ่มสงบลงเพราะทหารเข้ามาทำหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ มีคำแถลงการณ์แค่ว่าให้รอประกาศจากเบื้องบนอีกที ยังไม่ต้องตีความสร้างความวุ่นวายกุข่าวลือไปโดยใช่เหตุ ตอนนี้อัลเทร่ายังปลอดภัยวางใจได้กลับไปนอนบ้านใครบ้านมัน ที่น่าเหลือเชื่อคือชาวบ้านพวกนี้เชื่ออย่างว่าง่าย แยกย้ายกลับไปนอนบ้านใครบ้านมันโดยทันที อาจเป็เพราะพวกเขามีความเชื่อมั่นว่ามหานครมนตราแห่งนี้จะต้องปกปักษ์ให้พวกเขาอยู่รอดปลอดภัยได้อย่างแน่นอน
หารู้ไม่ว่าภายในราชวังยามนี้วุ่นวายสับสนยิ่งกว่าข้างนอกนับร้อยนับพันเท่า
ทั่วทั้งเขตพระราชวังเหล่าบรรดาแม่ทัพนายกองคนสำคัญตลอดไปจนถึงเสนาอำมาตย์วิ่งวุ่นกันอย่างที่ไม่เคยทำกันมาก่อน โดยเฉพาะเวลากลางดึกเช่นนี้ สถานการณ์ที่เกือบจะย่ำแย่จนความมั่นคงของอาณาจักรป่นปี้ไม่มีเหลือเพราะการโจมตีเกิดขึ้นแทบใจจะใจกลางเมือง ที่สำคัญพวกเขาทั้งหมดยังไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าศัตรูบุกเข้ามาได้ยังไง
นอกจากนี้ยังไม่เหลือพยานปากสำคัญหรือหลักฐานใดๆที่จะสืบสาวราวเื่ไปหาผู้ที่อยู่เื้ัได้เลย บทจะมาก็มากันเป็กองทัพและมีการเตรียมการเป็อย่างดี ปิดกั้นข่าวสารทุกช่องทางจนทางกองทัพไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ พอบทจะไปก็ดันไม่ทิ้งร่องรอยไว้แม้แต่นิดเดียว เหลือก็แต่ซากศพที่จำเป็ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบอยู่ไม่น้อย
แต่ภายในราชวังคัลเดียส่วนที่ดูวุ่นวายอย่างแท้จริงเป็ห้องโถงใหญ่ของพระราชวัง อันเป็สถานที่ประชุมของขุนนางสำคัญทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน ซึ่งตอนนี้กำลังถกเถียกกันอย่างเอาเป็เอาตายจนหาข้อสรุปไม่ได้เสียที
ที่เป็เช่นนี้เพราะหัวเรือใหญ่ในการประชุมยังไม่มา
จักรพรรดิของพวกเขาอยู่ไหน!!!
“ข้าว่าต้องเป็พวกซูิแน่นอน เ้าพวกนี้มันหน้าไหว้หลังหลอกเชื่อใจได้ที่ไหนกัน!!” ขุนนางฝ่ายพลเรือนผู้หนึ่งกล่าวขึ้นพาดพิงไปถึงทวีปที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก มหาแผ่นดินที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น แต่ภายหลังขาดความเสถียรในการปกครอง ทำให้เ้าเมืองต่างๆพากันตั้งตนเป็ใหญ่ ก่อายาวนานมาจนถึงตอนนี้
นับว่าเป็ขั้วตรงข้ามของไอช่าโดยแท้
“หรือบางทีอาจจะเป็พวกบาเยนไฮด์ก็ได้ ข้าได้ยินว่าพักหลังๆมาทวีปนี้เริ่มมีการเคลื่อนไหวแปลกๆ” ขุนพลคนหนึ่งเอ่ยแทรกขึ้นมา ตามสายข่าวที่เขาได้รับ่หลังมานี้ บาเยนไฮด์มีการเคลื่อนไหวที่ผิดแปลกไปจากปกติจริงๆ รวมถึงมีการรวบรวมทรัพยากรมากกว่าปกติถึงสองเท่า ไหนจะข่าวลือที่ว่าฝ่ายจักรวรรดิบาเยนไฮด์กำลังมีการวิจัยในเื่ของเวทมนตร์อยู่อีก
“แต่พวกท่านจงอย่าลืมว่าปรากฏการณ์เหนือฟากฟ้านั้นเกิดจากอะไร” เสียงๆหนึ่งดังขึ้นเหนือหัวของเหล่าขุนนาง ทันทีที่แหงนหน้าขึ้นพวกเขาพลันสะดุ้งโหยงเมื่อพบว่าบุคคลสำคัญของการประชุมครั้งนี้ได้มาถึงแล้ว
ชายสูงวัยอายุย่างเข้าหกสิบ แต่ใบหน้ายังดูเหมือนชายวัยกลางคนอันเป็ผลมาจากการดูแลสุขภาพเป็อย่างดี เรือนผมสีดำที่ตอนนี้เริ่มมีเส้นผมสีขาวแทรกขึ้นมา นัยต์ตาสีเทาสบตาประสานเข้ากับแววตาของเหล่าขุนนางเบื้องล่าง รูปร่างสมส่วน เสื้อผ้าที่สวมใส่จัดได้ว่าประณีตงดงามแต่ก็แฝงไปด้วยความเรียบง่ายอยู่หลายส่วน
คนๆนั้นกำลังยิ้มทักทายพวกเขาทั้งๆที่สถานการณ์ไม่น่าจะทำให้ใครยิ้มออกมาได้
คนที่มีชื่อว่า อัลเครอซ จักรพรรดิแห่งอัลเทร่า
มีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับจักรพรรดิคนปัจจุบัน ถึงจักรพรรดิองค์นี้จะทรงออกไปเยี่ยมเยียนพบปะประชาชนมากกว่าจักรพรรดิคนไหนๆ อย่างไรก็ดีนั้นไม่ได้หมายความว่าประชาชนทั้งหมดในอาณาจักรจะได้ยลพระพักตร์ของพระองค์ ทำให้รูปโฉมใบหน้าของอัลเครอซเริ่มแตกลายออกไปมากขึ้นทุกที แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ประชาชนทุกคนเข้าใจตรงกันเกี่ยวกับจักรพรรดิอัลเครอซก็คือ
ทรงเป็นักปกครองที่ดี
ด้วยอัฉริยะภาพด้านการปกครองและทางทหารทำให้อัลเทร่ามีความเจริญรุ่งเรืองจนสามารถเรียกได้เต็มปากเต็มคำว่านี่คือยุคทองของเวทมนตร์ การศึกษาถูกกระจายไปทุกๆภาคส่วน ทั้งยังทรงมีนโยบายเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับทวีปอีเดนที่ไม่เคยติดต่อกับดินแดนภายนอกก่อนได้เป็ผลสำเร็จ แถมยังทำให้ข้อพิพาทที่มีมายาวนานกับซูิยุติลง เรียกได้ว่าตลอดระยะเวลากว่ายี่สิบปีที่อัลเครอซขึ้นครองบัลลังค์ ไม่มีวันไหนเลยที่จะทำให้คนของเขาต้องผิดหวัง
“ทางอวาลอนเป็อย่างไรบ้าง” สุรเสียงขององค์จักรพรรดิถามถึงสถานที่เกิดเหตุซึ่งเป็จุดที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด แต่ที่เขากลัวไม่ใช่การสูญเสียทรัพย์สิน หากแต่เป็ชีวิตของผู้คนที่ไม่อาจหวนคืนกลับมาได้อีกเป็ครั้งที่สอง
“ตามรายงานที่ข้าได้รับมา ไม่มีผู้เสียชีวิตในหมู่นักเรียนหรืออาจารย์เลยแม้แต่คนเดียว นอกจากนี้ทางฝ่ายนั้นกำลังหารือประชุมกันอยู่ว่าจะจัดการอย่างไรต่อไป ไม่ทราบว่าจะให้ดำเนินการเช่นไรดีฝ่าา” ขุนนางคนหนึ่งกล่าวขึ้น อัลเครอซคลี่ยิ้มน้อยๆด้วยความยินดี ทำให้บรรยากาศตึงเครียดผ่อนคลายลงได้หลายส่วน
“เป็เช่นนั้นได้ก็ดี ปล่อยให้ทางนั้นจัดการตามที่เห็นสมควรเถอะ ข้าเชื่อว่าพวกท่านเ่าั้รับมือกับสถานการณ์นี้ได้” อัลเครอซเอ่ยขึ้นมาช้าๆ
“ในตอนนี้ทางเรากำลังเร่งตรวจสอบอย่างสุดความสามารถ คาดว่าอีกไม่นานคงได้ข้อสรุปผลพะย่ะค่ะ” ขุนนางที่มีหน้าที่ด้านหน่วยข่าวกรองกล่าวขึ้นม้าชาๆ อดนึกเจ็บใจไม่ได้ว่าที่ผ่านมาทำไมเขาไม่อาจล่วงรู้ถึงศัตรูกลุ่มนี้ได้เลย
“ไม่จำเป็ต้องรบกวนเ้า หนึ่งในพวกท่านเ่าั้ได้เคลื่อนไหวด้วยตัวเองแล้ว ข้าเชื่อว่าอีกไม่นานเราจะได้รับข่าวดี” จักรพรรดิเอ่ยตอบ เป็ที่เข้าใจกันดีสำหรับขุนนางทุกคนในห้องโถงว่าองค์จักรพรรดิกำลังพูดถึงใคร และเพราะเข้าใจพวกเขาทั้งหมดจึงค่อยๆพากันถอนหายใจโล่งอกได้เสียที
ถ้าได้คนกลุ่มนั้นเป็ผู้ออกหน้า...ก็ไม่มีอะไรที่ต้องเป็ห่วง
อย่างไรเสียป้องกันไว้ก็ถือว่าไม่เสียดายอะไร
“แล้วเราจะส่งจดหมายเรียกเชิญไปยังเหล่าแม่ทัพมนตราให้กลับมาเมืองหลวงดีหรือไม่พะย่ะค่ะ” ประโยคที่เรียกเสียงฮือฮาไปทั่วทั้งห้องโถงดังออกมาจากปากของขุนนางผู้หนึ่งที่ยืนอยู่บริเวณหัวแถว
ลำดับยศขุนนางในอัลเทร่าแบ่งออกได้เป็สองฝ่าย ฝ่ายพลเรือนจะขึ้นตรงกับมหาเมธีหรืออาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนอวาลอน และขุนนางฝ่ายการทหารล้วนขึ้นตรงต่อหกแม่ทัพมนตรา ซึ่งตอนนี้ล้วนแยกย้ายออกไปทำภารกิจข้างนอกไม่ก็เฝ้าระวังตามเขตชายแดน
แม่ทัพมนตราถือได้ว่าเป็จุดสูงสุดสำหรับสายอาชีพด้านการทหารในไอช่า ผู้ที่ได้รับเลือกจะถูกคัดเลือกจากจักรพรรดิโดยตรง รวมทั้งผ่านภารกิจพิสูจน์ตนที่ได้รับมอบหมายจากอาจารย์ใหญ่ของอวาลอน สรุปก็คือถ้าผ่านทั้งสองขั้นตอนนี้ก็สามารถรับตำแหน่งแม่ทัพมนตราได้ ความแข็งแกร่งแน่นอนว่าเป็ที่ยอมรับไปทั้งดินแดนไอช่าตลอดจนทวีปอื่นๆ และนี่เองก็เป็หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ไอช่ามีความเจริญทั้งด้านการปกครองและกองทัพไปพร้อมๆกัน
“ไม่จำเป็ ให้แม่ทัพมนตราทั้งหมดประจำการอยู่ที่เดิมไม่ต้องขยับไปไหน” จักรพรรดิอัลเครอซกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แม้จะมีขุนนางหลายทักท้วงพระองค์ก็ยังคงปฏิเสธอย่างนุ่มนวลว่า “หรือถ้าพวกเ้าไม่เชื่อมือพวกท่านเ่าั้ ข้าจะติดต่อให้เป็การส่วนตัวเอาหรือไม่” ใบหน้าของจักรพรรดิวัยย่างเข้าสู่ชรามองไปรอบๆห้องโถงเบื้องหน้าด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม ไม่เห็นไม่เห็นผู้ใดคัดค้านอีกจึงปล่อยให้ขุนนางเหล่านี้กล่าวประเด็นอื่นต่อไป ทิ้งให้ตัวเองตกอยู่ในห้วงภวังค์ความคิดบางอย่างหลังจากที่ได้ยินท่านผู้นั้นเอ่ยเตือนก่อนหน้านี้
ชวนเหตุบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้นช้าๆ...
ากำลังจะมา
ภายในเวลาค่ำคืนบริเวณโรงเรียนอวาลอน
แสงสว่างจากหมู่ดาวที่ประดับบนฟากฟ้าส่องประกายน่ามองเป็อย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อรวมกับแสงจันทร์สีนวลที่ตอนนี้กลับมาลอยเด่นเป็สง่าหลังจากผ่านเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานไปหมาดๆ อาคารเรียนบางส่วนเสียหายไปไม่น้อย นักเรียนบางส่วนพากันหลับใหลด้วยความเหน็ดเหนื่อย และอีกส่วนที่กำลังประชุมในตัวปราสาทพร้อมกับคณะอาจารย์กันอย่างหน้าดำคร่ำเครียด
ภายใต้ความมืดยามราตรีปรากฏร่างของคนสองคนบริเวณริมระเบียบทางเดิน ซึ่งไม่น่าจะมีใครมาเดินเพ่นพ่านหรือตื่นในยามวิกาลเช่นนี้ โดยเฉพาะโรงเรียนพึ่งผ่านเหตุการณ์บุกโจมตีมายิ่งแล้วใหญ่
“การป้องกันของท่านไม่เลวเลย หละหลวมมาก!” เสียงทีเล่นทีจริงของบุรุษเพศดังขึ้นมาจากร่างๆหนึ่ง ด้วยความที่ถูกความมืดจึงไม่อาจเห็นได้ว่ามีใบหน้าค่าตาอย่างไร
“ท่านก็รู้ว่านั่นมันเป็กับดักที่ข้าตั้งใจวางเอาไว้ มิเช่นนั้นไฉนเลยอาศัยเวทมนตร์ไม่กี่บทจะสามารถฝ่าข่ายมนตร์ที่ปกป้องเมืองนี้เอาไว้ได้” เสียงกลั้วหัวเราะดังขึ้นมาจากอีกร่างหนึ่ง ที่ซึ่งโดยความมืดบดบังไม่ต่างกับสหายของเขาที่ยืนอยู่ข้างๆเลยแม้แต่น้อย ดวงตาเหม่อมองไปยังฟากฟ้าเบื้องบนด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดาได้
“แต่ก็เพราะท่าน พวกเราถึงมีหนทางตามรอยไอมนต์ได้บ้าง ป่านนี้เ้าจิ้งจอกนั้นคงดมกลิ่นไปได้ไกลพอดู” แม้จะมองไม่เห็นสีหน้าแต่ก็พอััได้ว่าชายที่เอ่ยเป็คนแรกกำลังยิ้มอยู่
“ถ้าท่านผู้นั้นรับอาสารับงานนี้เองพวกเราคงไม่มีอะไรต้องเป็ห่วง แต่เื่เด็กพวกนั้น...” ชายอีกคนชำเลืองมองสหายด้วยสายตาแปลกๆ
“ไม่เอาน่า ท่านอย่ามาแย่งเด็กในการดูแลของข้าสิ ไม่เชื่อมือข้าหรือไงกัน” ชายหนุ่มอีกคนตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
ชายที่ดูสุขุมกว่าส่ายหน้าไปมา “ยิ่งอยู่ในมือท่านข้ายิ่งเป็ห่วง”
ถึงอย่างไรเขาก็อดคิดไม่ได้ว่าเื่ราวต่อจากนี้จะดำเนินไปในรูปแบบไหน จะออกหรือออกก้อย คงต้องปล่อยให้เป็เื่โชคชะตาฟ้าลิขิตเสียบ้างกระมัง
า...กำลังจะมา