“แซ่หลิน...ฟังดูแล้วเหมือนกับเป็นชื่อของคนรวยรุ่นที่สองงั้นแหละ” ต้าหยงพึมพำเสียงเบา
“ไม่รู้สิ แต่ผู้ว่าจ้างต้องมีเงินหนามาก ถึงได้จ้างชิวหานให้ทำงาน เฮ้อคิดไปแล้วก็น่าเสียดาย ทั้งที่สำนักเราเก่งกว่าทำไมถึงไม่จ้างบ้างนะ” ต้าเทียนเหลากระบี่ไม้ไปบ่นไป อย่าได้เห็นว่าฉากหน้าสำนักรับฝึกสอนแค่เพลงกระบี่เชียว เบื้องลึกเบื้องหลังย่อมมือเปื้อนเลือดทำงานสกปรก ไม่งั้นสำนักไม่มีทางอยู่ได้เพียงแค่ค่าเรียนจากลูกศิษย์หรอก
“ว่าแต่พ่อก็สุดยอดไปเลยนะ ให้ต้าหม่าไปอยู่ที่นั่น กระทั่งส่งข่าวมาบอกได้รู้ทันท่วงทีตลอด” ต้าหย่งกล่าวหยอกล้อ
“เหอะเหอะ เด็กนั่นไม่อยากเรียนหนังสือเองนี่นา ช่วยไม่ได้ งั้นก็ต้องไปเป็นสายลับอยู่ในสำนักศัตรูนั่นแหละ” ต้าเทียนหัวเราะเสียงดังเมื่อพูดถึงลูกชายคนเล็ก
ต้าหม่าในวัย 20 ปี ให้เรียนไม่เรียน ชอบชกชอบต่อยดีแต่ขอเงินไปวันๆ สุดท้ายเขาเลยจ้างให้ไปแฝงตัวอยู่ในสำนักชิวหาน นี่ก็ครบรอบหนึ่งปีแล้วที่ลูกชายคนเล็กอยู่ที่นั่น
“กำลังพูดเรื่องอะไรกัน แซ่หลินที่ว่า”
ต้าเทียนเหลือบมองคนที่เดินเข้ามาถาม เขาคิดว่าสองพ่อลูกคุยกันเบาแล้วนะ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่รอดไปจากหูตาของหยางลู่ซือ
“ไม่มีอะไร แค่...” ต้าเทียนเม้มปาก
หยางลู่ซือตวัดกระบี่ไม้ เกิดลมหอบหนึ่งด้านหน้าต้าเทียน เขาถึงกับขนลุกซู่ แข้งขาสั่นไปหมด
“เรื่องมันเป็นแบบนี้...” ต้าหยงรีบเข้ามาเล่า หวังเอาอกเอาใจอาจารย์คนใหม่
หลังจากได้ฟังเรื่องราวครู่หนึ่ง หยางลู่ซือขมวดคิ้วเป็นปมยุ่ง
“ใครแซ่หลิน ขอชื่อเต็มๆ”
“เอ่อ...ไม่รู้สิ ต้องถามเจ้าสำนักเพราะเขารู้เรื่องนี้”
หยางลู่ซือพยักหน้า หันไปหาต้าเทียนเพราะต้องการคำตอบ
เจ้าสำนักที่มีผมสีขาวรู้สึกแปลกๆ ไอ้สายตาที่มองมานั่นคืออะไร ราวกับเขาเป็นตัวตนไม่สลักสำคัญ ไม่ใช่เจ้าสำนักงั้นแหละ
“แซ่หลิน ชื่อว่าหลินอู๋เฉิน!” ต้าเทียนกล่าวโดยคิดว่า ยังไงเธอก็น่าจะอยู่ที่นี่ไปอีกนาน อีกทั้งด้วยเพลงกระบี่ที่หยางลู่ซือได้สำแดง ไม่น่าใช่ของสำนักชิวหานที่เป็นศัตรูคู่อริ ดังนั้นรู้ไปก็คงไม่เป็นไรหรอก
“ว่ายังไงนะ หลินอู๋เฉินอย่างนั้นเหรอ!” หยางลู่ซือรู้สึกโกรธจนแทบคลั่ง ลมปราณ 20 ปีพวยพุ่งออกมาจากร่างกาย ทำเอาต้าเทียนและคนอื่นๆ รีบหาที่หลบซ่อน บ้างนอนราบกับพื้น บ้างซุกใต้เก้าอี้ บ้างเกาะต้นไม้เล็กๆ
“พ่อ...มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันเนี่ย!” ต้าหยงตะโกน สองมือกอดขาเจ้าสำนักแน่น
“เอ่อ...ยอดฝีมือ”
“อะไรนะ...”
“ยอดฝีมือ อาจารย์หยางลู่ซือเป็นยอดฝีมือ พลังที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างกายของเธอคือลมปรานไม่ผิดแน่!”
“จริงเหรอพ่อ!”
“จริง ตั้งแต่เด็กพ่อเคยพบคนแบบนี้ครั้งหนึ่ง และมันก็ทำให้พ่อเกิดปณิธานอยากเป็นแบบเขา ถึงได้สร้างสำนักนี้ขึ้นมา ไม่คิดเลยว่า 30 ปีผ่านไป จะได้เห็นผู้ฝึกยุทธอีกครั้งหนึ่ง!” ต้าเทียนน้ำตาไหลพราก รอจนกระทั่งหยางลู่ซือสงบจึงนำตัวลูกชายไปกราบกราน
“อาจารย์หยาง...ไม่สิ ท่านยอดฝีมือ กระผมผิดไปแล้วที่ให้ท่านเป็นแค่อาจารย์ ระดับท่านคือยอดเขาสูงส่ง เหมาะที่จะเป็นเจ้าสำนักต้าเทียนมากกว่าผม”
“พ่อ...”
“เงียบ!”
สำหรับต้าเทียนสำนักไม่มีความสำคัญเท่ากับการได้รับใช้ยอดฝีมือที่มีกำลังภายใน ลองคิดดูว่าคุณกลายเป็นศิษย์ของยอดฝีมือ ยังต้องเสียดายฐานะต่ำต้อยของตัวเองอีกเหรอ
หยางลู่ซือเหลือบมองสองพ่อลูกด้วยหางตา น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเย็นชา “กล้าดียังไงมีคำสั่งฆ่าสามีของฉัน!”
“อะไรนะ...”
สองพ่อลูกมองหน้ากันและกัน เป็นต้าเทียนที่ตอบสนองเป็นคนแรก
“สำนักชิวหานไม่มีตา พวกเขาไม่เห็นภูเขาไท่ซานตรงหน้า ยอดฝีมือหยาง...ถ้าหากต้องการกวาดล้างสำนักชิวหาน ได้โปรดบอกผมมาคำเดียว ผมจะจัดการขุดรากถอนโคนพวกเขาเอง!”
ต้าเทียนแสดงจุดยืนของตัวเอง โดยหวังทำให้หยางลู่ซือเกิดความประทับใจ
“แน่นอนว่าต้องฆ่า!”
คำว่าฆ่าออกมาจากปากของผู้หญิงหน้าตาสวยหยาด ได้ฟังแล้วถึงกับขนลุกขนพอง โดยเฉพาะต้าหยง ทีแรกคิดจะจีบอาจารย์หยางอยู่เลย แต่ตอนนี้กลัวจนแทบฉี่ราด
“พวกเขาต้องตาย ฆ่าไม่มีละเว้น แต่ว่าตอนนี้ยังกลางวันแสกๆ รอให้พวกผมได้เตรียมตัว กลางคืนค่อยลงมือก็ยังไม่สาย” ต้าเทียนรีบกล่าวอ้างเหตุผล ยังไงวันนี้ศัตรูก็ต้องตาย ดังนั้นต้องเตรียมตัวให้พร้อม
ในยุคสมัยปัจจุบัน การฆ่าใครสักคนต้องมีการวางแผนการแยบยล ไมงั้นมันอาจนำพาซึ่งปัญหายุ่งยากให้ไม่รู้จักจบจักสิ้น
“ก็ได้” หยางลู่ซือพยักหน้าเห็นด้วย โยนกระบี่ไม้ในมือทิ้ง แล้วหยิบกระบี่วสันต์ที่ได้จากอาจารย์ขึ้นมาลูบไล้
ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า แต่ลักษณะหยางลู่ซือตอนนี้น่ากลัวเหลือเกิน
ต้าเทียนไม่กล้าชักช้า รีบเร่งระดมลูกศิษย์ที่ไว้ใจ ก่อนจะให้ลูกชายนำกระบี่จริงออกมาจากตู้เก็บของ
..........
หลินอู๋เฉินมาที่อพาร์ทเม้นท์เปาเปาช่วงเย็น
ความจริงหลังเลิกเรียนมาตอนบ่ายก็ได้ แต่เพราะจ้าวหานยังไม่กลับมาบ้าน เขาเองก็ไม่สะดวกจะขึ้นไปอยู่กับพี่สาวเธอตรงๆ สองต่อสอง เลยเลือกที่จะมาในช่วงเย็น ซึ่งเป็นตอนที่จ้าวหานเลิกเรียนพอดี อีกอย่างช่วงบ่ายคือเวลาที่เขาใช้บ่มเพาะพลัง
“วะ...วันนี้ลิฟต์เองก็ยังไม่ได้ทำ คงต้อง...เดินขึ้นไปเหมือนเมื่อวาน” จ้าวหานบอก เธอวิ่งลงบันไดเหมือนกับเมื่อวาน ชุดที่ใส่คือเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงขาสั้น มองเห็นร่องอกของเธอกำลังขยับไหวโอนเอนยามเดินเหิน
“ให้อุ้มไหม” หลินอู๋เฉินถาม
“อะ...อะไรนะ อุ้มฉันเหรอ” จ้าวหานถึงกับหน้าร้อนผ่าว อดไม่ได้ต้องนึกถึงเรื่องในโรงพยาบาลชุนเหลียน ตอนที่ขี่คอเขาดูศพที่ถูกแหวกตรงหัวใจ
“ใช่ ให้ฉันอุ้มขึ้นไปบนนั้น”
“จะ...จะดีเหรอ ตัวฉันหนักนะ แล้วมันก็ตั้งหลายชั้น”
“สบายมาก”
“กะ...ก็ได้ แต่ขอซื้อไอศกรีมก่อนนะ เมื่อกี้นี้วิ่งลงมาเหนื่อยมาก เอาสักแท่งไหม”
เมื่อหลินอู๋เฉินพยักหน้าจ้าวหานก็รีบวิ่งไปซื้อไอศกรีม นี่คือชีวิตเด็กหอทั่วไปอย่างที่ควรเป็น และถ้าหากเขาไม่ได้รู้จักกับ 'เว็บเทพบรรพกาล' ก็คงอยู่ในสภาพแย่กว่าเธอ
จ้าวหานกลับมาพร้อมไอศกรีมสองแท่ง ยื่นให้เขาแท่งหนึ่งตัวเองกินแท่งหนึ่ง
หลินอู๋เฉินที่แกะไอศกรีมกำลังจะกิน เห็นว่าเธอกินอย่างเอร็ดอร่อยก็เกิดความคิดบางอย่าง ปล่อยมือจากแท่งไอศกรีม มันหล่นลงพื้น
“แย่จัง ไอศกรีมของฉันกินไม่ได้แล้ว”
“อะ...เอ๊ะ ตกพื้นแล้วเหรอ แย่จัง จะซื้อใหม่ก็ไม่ได้ เพราะพี่เขาเข็นรถไปไหนแล้วก็ไม่รู้ จะทำยังไงดี” จ้าวหานร้องตกใจ ท่าทางลุกลี้ลุกลนเมื่อเห็นไอศกรีมเขาอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถนำขึ้นมากินได้อีก
“ง่ายๆ เอาของเธอมาให้ฉันกิน”
เขาแสร้งยื่นมือไปหยิบ จ้าวหานเบ้ปาก ขยับมือหนีและต่อว่า
“ระ...เรื่องอะไรล่ะ นี่เป็นไอศกรีมของฉันนะ”
“หึหึ ฉันอุตส่าห์มาช่วยนะ หรือจะปล่อยให้จ้าวลี่นอนเป็นผักอยู่แบบนั้นล่ะ”
“นะ...นั่นมัน...คนละเรื่องกันไหม นายสัญญากับฉันแล้ว นอกจากนั้นหลังจากนี้ฉันก็ต้องเป็นเมียนาย หรือว่าไม่จริง”
หลินอู๋เฉินถึงกลับหน้าเหวอ ไม่นึกเลยว่ายายหนอนหนังสือที่ชอบเอาผมปิดหน้าจะพูดตรงๆ ดูเหมือนว่าคนที่ชอบอ่านนิยายในห้องสมุดอย่างเธอจะมีด้านลับๆ เหมือนกันนะเนี่ย
“หึหึ เธอพูดว่าเป็นเมียงั้นก็ยิ่งง่าย ฉันไม่ได้กินของเธอจนหมดแค่...แบ่งกันกิน เธอกินอีกด้านฉันกินอีกด้าน เป็นไงแฟร์ๆ ใช่ไหมละ”
จ้าวหานมองดูไอศกรีมของตัวเอง เกิดความคิดต่างๆนาๆ ชั่วขณะหนึ่ง แต่ไม่ทันไรก็ถูกเขาแย่งไป เธอร้องโวยวาย รีบแย่งกลับคืนมา
ทั้งสองกินไอศกรีมแท่งเดียวกัน โดยไอศกรีมแท่งนี้ไม่ใหญ่มาก ดังนั้นมันจึงเลี่ยงไม่ได้ที่ปากของทั้งสองต้องสัมผัสกัน
ทีแรกจ้าวหานไม่คิดอะไรมาก แค่ต้องรีบกินให้หมดก่อนถูกแย่ง แต่พอรู้ตัวอีกทีลิ้นของเธอก็สัมผัสกับลิ้นของเขาแล้ว
จ้าวหานรีบผละออกจากแท่งไอศกรีม เช็ดปากที่กำลังเลอะด้วยนิ้วชี้ ปากก็บ่นว่า “มะ...ไม่กินแล้ว นายกินเองคนเดียวแล้วกัน ชิ!”
หลินอู๋เฉินหัวเราะหน่อยนึง หลังจากกินเสร็จทั้งคู่จึงเดินขึ้นไปชั้นบน โดยเขาเป็นคนอาสาอุ้มเธอขึ้นไป
ใจจริงจ้าวหานต้องการปฏิเสธ แต่พอถูกอุ้มไปจริงๆ ก็ปล่อยเลยตามเลย
..........
กลางคืนมาถึงแล้ว
สำนักชิวหานปิดประตูไม่ต้อนรับใคร แต่ในความจริงด้านในกับมีบรรยากาศอึมครึมด้วยลูกศิษย์ประมาณ 5 คน ในมือแต่ละคนถือกระบี่ สวมชุดคลุมสีดำ โดยบนแท่นยกสูงมีเจ้าสำนักยืนอยู่
“งานนี้ง่ายๆ แค่ฆ่าคนหนึ่งคน” ชิวหานเริ่นอธิบายแผนการ “คนที่นำทีมจะเป็นลูกชายของฉัน ชิวเล่า เมื่อเสร็จงานแล้วทุกคนจะได้รับค่าจ้างอีกครึ่งหนึ่ง!”
พวกเขายกกระบี่ขึ้นสูง ใบหน้าฉายแววโหดเหี้ยม ใจนึงอยากได้เงิน ใจหนึ่งมีความสุขที่กระบี่เล่มนี้จะได้ดื่มกินเนื้อคน
“พวกแก กล้าดียังไงถึงพูดว่าต้องการฆ่าสามีของฉัน!”
ในขณะที่ชิวหานกำลังปลุกขวัญกำลังใจของลูกศิษย์ เสียงที่ทรงพลังได้แทรกเข้ามา ตามด้วยกลุ่มคนในชุดสีขาวที่ปีนข้ามกำแพงยามวิกาลอันเงียบสงบ
“สำนักต้าเทียน...มีธุระอะไรที่นี่” ชิวหานจดจำใบหน้าผู้หญิงสวยหยาดดังจิ้งจอกขาวได้ เขาไม่กล้าปะทะกับเธอตรงๆ จึงต้องหันไปถามศัตรูตัวฉกาจแทน
“แน่นอนว่ามีธุระ วันนี้แกต้องตายอยู่ที่นี่ไงล่ะชิวหาน!” ต้าเทียนกำกระบี่ในมือแน่น พร้อมแล้วที่จะฆ่าคนเพื่อแสดงความสามารถรับใช้ยอดฝีมือหยาง!