จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 62 คนใกล้ตาย

            ฉินอวี่เดินตามศิษย์เหล่านั้นเขาไปในวังวนพลังและรู้สึกได้เพียงภาพความเปลี่ยนแปลงของฉากที่อยู่ตรงหน้า

            ภูเขาขนาดใหญ่ที่ปรากฏอยู่ก่อนหน้าได้สลายไปแล้วถูกแทนที่ด้วยเสาหินขนาดใหญ่ที่มีความสูงเกือบร้อยจ้างบนเสาหินเต็มไปด้วยลวดลายของหินและหลุมขนาดเล็กตามธรรมชาติซึ่งดูเหมือนจะถูกสายลมสายฝนกัดกร่อนไปตามกาลเวลาที่ยาวนานจนทั่วทั้งเสาหินเต็มไปด้วยพลังของความผันผวน

            ตรงกลางเสาหินมีตัวอักษรสีแดงสลักเอาไว้อย่างเด่นชัดว่า“สำนักยุทธ์ว่านจ้ง”

            ตัวอักษรทุกตัวดูเหมือนสัมผัสแห่งเต๋าอันลึกซึ้งเพียงแค่ฉินอวี่ได้ชำเลืองมองมัน เขาก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงจิตแห่งสงครามขึ้นมาในใจ

            “เสาหินนี้เป็นรากฐานของสำนักยุทธ์ว่านจ้ง เรียกมันว่าเสาเซียนซิงเฉินมันถูกสร้างขึ้นโดยปรมาจารย์ผู้บุกเบิกสำนักยุทธ์ว่านจ้ง”เจียงหยวนยืนอยู่ใต้เสาหิน มองเสาหินด้วยสีหน้าที่ดูเคารพ และพูดขึ้นอย่างหนักแน่น

            “และการทดสอบในด่านที่สอง เรียกว่าการจุดตะเกียง! ใช้แก่นโลหิตเป็นน้ำมันใช้เหตุผลเป็นแกน จุดตะเกียงแห่งกรรม” เจียงหยวนโบกมือขวาขึ้นโต๊ะไม้ก็ปรากฏขึ้นเรียงแถวอยู่ใต้แนวเสาหินโต๊ะทุกตัวล้วนมีตะเกียงสัมฤทธิ์โบราณวางอยู่อย่างถี่ยิบ

            จุดแสงแห่งกรรม? ฉินอวี่ขมวดคิ้ว ในยุคแรกสำนักเทียนฉีก็มีการทดสอบอยู่สองครั้งแต่ในตอนนั้น การทดสอบของสำนักเทียนฉีจะใช้การเดินผ่านถิ่นที่อยู่ของเหล่าอสูรร้ายในการจัดลำดับคัดเลือกสายชีพจร แต่ในตอนนี้ การจุดตะเกียงคืออะไรกัน? หวังชิงทำอะไรกันแน่?

            “ขอเพียงตะเกียงนี้ยังคงส่องสว่างความเป็นความตายไม่อาจแยกออกจากสำนักยุทธ์ว่านจ้งได้ และก่อนหน้านี้ข้าได้เตือนพวกเจ้าไปแล้ว หากพวกเจ้ามีความคิดอื่นใดตอนนี้ก็สายเกินกว่าจะจากไปแล้ว แต่หลังจากตะเกียงกรรมส่องสว่างขึ้นแล้วชีวิตและความตายจะอยู่ในความควบคุมของสำนักยุทธ์ว่านจ้ง ในอนาคตใครก็ตามที่กล้าทรยศต่อสำนักยุทธ์ว่าจ้ง ขอเพียงแค่ดับเปลวไฟในตะเกียงแห่งกรรมนี้จิตวิญญาณของเขาจะสลายไปทันที” เจียงหยวนตะคอกด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา

            ฉินอวี่ประหลาดใจอย่างมากที่การจุดตะเกียงจะถูกนำมาใช้เช่นนี้ดูเหมือนว่าหวังชิงตั้งด่านเช่นนี้ขึ้นมาก็เพื่อป้องกันไม่ให้ศิษย์ในสำนักคิดทรยศแต่ฉินอวี่ไม่รู้เหตุผลเลยว่าที่หวังชิงต้องทำเช่นนี้เป็นเพราะการทรยศสำนักเทียนฉีของหลินอวี่หรือมีความเกี่ยวข้องกับเขาโดยตรง

            ในเวลานั้นหวังชิงคงคิดได้ว่าหากสามารถหยุดยั้งหลินอวี่เอาไว้ได้และกักขังเอาไว้ในสำนักเทียนฉีตลอดชีวิต ก็คงไม่เกิดเรื่องอย่างที่คิดตามมาภายหลัง

            สีหน้าของศิษย์ใหม่ต่างเต็มไปด้วยความหวาดกลัวแม้ว่าจะไม่อาจรับได้กับการเชื่อมโยงความเป็นความตายของตนเองกับตะเกียงเหล่านี้แต่ในเมื่อเป็นกฎของสำนักยุทธ์ว่านจ้ง ไม่ว่าศิษย์คนไหนก็ย่อมเป็นเช่นเดียวกันเมื่อคิดถึงจุดนี้ ในใจของทุกคนต่างก็สงบมากขึ้น

            “หยิบตะเกียงขึ้นมา และหยดเลือดจากนิ้วชี้ลงไปเก้าหยดหลังจากหยดเลือดลงไปในตะเกียงแล้ว ก็ขอให้นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงเสาเซียนซิงเฉินแล้วรวบรวมจิตใจเข้ากับเสาเซียนซิงเฉิน จากนั้นจึงจะจุดตะเกียงกรรม!”เจียงหยวนพูดช้าๆ แล้วเขาก็หยิบตะเกียงขึ้นมาสองดวงและวางเอาไว้บนมือของชายหนุ่มสองคนที่เขาเป็นคนพามา

            ทั้งสองรับตะเกียงกรรมเอาไว้กัดนิ้วชี้ของตนเองทันทีอย่างไม่ลังเล และหยดแก่นโลหิตลงไปเก้าหยดจากนั้นจึงนั่งขัดสมาธิลงที่เสาเซียนซิงเฉิน รวบรวมจิตใจเข้ากับเสาเซียนทันที

            สายตาของทุกคนต่างจ้องตรงไปทางชายหนุ่มทั้งสองคนและพวกเขาก็ต้องประหลาดใจที่เจียงหยวนและยอดฝีมือคนอื่นของสำนักยุทธ์ว่านจ้งต่างเผยท่าทีที่ดูเป็นพิเศษออกมาราวกับว่า ตะเกียงกรรมนี้จะมีความหมายอะไรที่มากไปกว่านั้น

            ฉินอวี่มองเหตุการณ์เหล่านี้ด้วยความประหลาดใจและไม่รู้เลยว่าหวังชิงสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไร ดูเหมือนว่าเขาจะได้รับพรอันยิ่งใหญ่จากสวรรค์ ไม่เช่นนั้นวิธีการเช่นนี้ก็คงจะเป็นเรื่องยากมากแม้จะอยู่ในระดับสูงสุดของเขตแดนเต๋าและยิ่งไม่ต้องพูดถึงการสืบทอดที่มีมาถึงปัจจุบัน

            ไม่นานหลังจากนั้นขณะที่ทุกคนกำลังมองด้วยความประหลาดใจพวกเขาก็มองเห็นลำแสงสองสายที่ปรากฏลงมาจากเสาเซียนซิงเฉินสาดส่องไปยังตะเกียงสัมฤทธิ์ทั้งสองดวง

            สิ่งที่ทำให้ศิษย์ใหม่ต่างต้องงุนงงนั่นคือเปลวไฟในตะเกียงโบราณของทั้งสองคนมีความแตกต่างกันร่างกระบี่โดยกำเนิดมีแสงสีฟ้าเข้มที่มองออกเป็นสีม่วงอมเขียวส่วนร่างยุทธ์หยางวิสุทธิ์นั้นมีสีน้ำเงิน

            “ยินดีกับศิษย์พี่เจียงด้วยสายชีพจรฟ้าได้ผู้มีพรสวรรค์พิเศษเพิ่มขึ้นอีกสองคนแล้ว” ยอดฝีมือของสายชีพจรเสวียนและสายชีพจรหวงต่างประสานมือแสดงความยินดีอย่างน่าอิจฉา

            “พวกข้าสายชีพจรฟ้าไม่ขอยุ่งกับศิษย์คนอื่นแล้วล่ะ” เจียงหยวนเผยรอยยิ้มออกมาหลังจากพูดจบ เขาก็พาเด็กหนุ่มสองคนนั้นขึ้นไปในอากาศ

            ต่อมาก็ถึงคราวของบรรดาชายหนุ่มหญิงสาวกว่าสามสิบคนที่จ้าวเหยียนยอดฝีมือแห่งสายชีพจรดินพามาพวกเขาทำเช่นเดียวกับชายหนุ่มสองคนก่อนหน้านี้ หยิบตะเกียงขึ้นมาหนึ่งดวงและหยดแก่นโลหิตลงไป ก่อนจะนั่งขัดสมาธิลงใต้เสาเซียนซิงเฉิน

            ครึ่งชั่วยามต่อมาสีของไฟในตะเกียงที่ถูกจุดขึ้นมาของแต่ละคนก็แตกต่างกัน และหนึ่งในนั้นมีเพียงคนเดียวที่มีสีน้ำเงินเข้ม มีบ้างที่เป็นสีน้ำเงินอมม่วงแต่ส่วนมากมักเป็นสีเขียวคราม

            จ้าวเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อยเป็นสัญญาณบ่งบอกให้พวกเขาถือตะเกียงโบราณรอไว้ทางด้านข้างจากนั้นจึงจ้องไปทางศิษย์ที่จะจุดตะเกียงเป็นลำดับต่อไป

            หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยามในที่สุดก็ถึงคราวของฉินอวี่

            ฉินอวี่หยิบตะเกียงสัมฤทธิ์โบราณขึ้นมาและกัดนิ้วชี้ของตนเองจนมีเลือดไหล พลางหยดแก่นโลหิตลงไปเก้าหยดจากนั้นจึงนั่งขัดสมาธิลงใต้เสาเซียนซิงเฉินรวบรวมจิตใจให้เป็นหนึ่งเดียวกับเสาเซียนซิงเฉิน หลังจากนั้นไม่นานฉินอวี่ก็รู้สึกได้เพียงพลังลึกลับที่พัดผ่านร่างกายแต่ก็หายไปอย่างรวดเร็วในพริบตา ฉินอวี่คิดว่าทุกสิ่งสำเร็จแล้ว จึงลืมตาขึ้น แต่ตะเกียงสัมฤทธิ์โบราณนั้นทำให้เขาต้องตกตะลึง

            ตะเกียงทองสัมฤทธิ์โบราณไม่ได้ถูกจุดขึ้น...

            สิ่งนี้ทำให้ฉินอวี่งุนงงเป็นอย่างมากเขามองศิษย์คนอื่นๆ ทุกคนต่างจุดตะเกียงกรรมขึ้นมาได้แล้วทั้งสิ้นเพียงแต่มีสีที่แตกต่างกันไปเท่านั้นเอง ในบรรดาเปลวไฟเหล่านั้นมีเปลวไฟสีเหลืองอยู่มากที่สุด รองลงมาคือสีเขียวและสีครามและมีไม่กี่ดวงที่เป็นสีน้ำเงิน แต่อย่างน้อยก็ต้องจุดได้อะไรขึ้นมาบ้าง

            “นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” ชายวัยกลางคนที่ทำหน้าที่คัดเลือกฉินอวี่ส่งเสียงดังขึ้นมา

            ฉินอวี่รู้สึกเก้อเขินเล็กน้อยและพูดขึ้นมา “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ข้าขอพยายามดูอีกครั้ง”พูดจบเขาก็รวบรวมจิตใจเข้ากับเสาเซียนซิงเฉิน ในครั้งนี้เขารู้สึกได้ถึงพลังงานที่พลุ่งพล่านไปรอบตัว แต่ไม่นานก็สลายไปอีกครั้งเพียงแต่ในครั้งนี้ ฉินอวี่ได้รออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลืมตาขึ้น

            ยังไม่สามารถจุดได้...

            ฉินอวี่มองไปทางชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าบึ้งตึงและกล่าวขึ้นมา “ผู้อาวุโส... ข้า... ข้ารวบรวมจิตใจเข้ากับภายในแล้วแต่ยังไม่อาจจุดตะเกียงโบราณนี้ขึ้นมาได้ เป็นไปได้หรือไม่ว่า...ตะเกียงดวงนี้จะมีปัญหา?”

            ชายวัยกลางคนขมวดคิ้วและครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ลองเปลี่ยนตะเกียงดูก่อน”

            ฉินอวี่หยิบตะเกียงอีกดวงหนึ่งขึ้นมาหยดแก่นโลหิตอีกเก้าหยดลงไป จากนั้นจึงทดลองต่อไป

            จากนั้นไม่นานผลที่ได้กลับมาคือยังไม่อาจจุดให้ตะเกียงส่องสว่างขึ้นมาได้ฉินอวี่ไม่เชื่อว่าในความโชคร้ายจึงทดลองครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ก็ยังจบลงด้วยความล้มเหลว

            “ผู้อาวุโส... ข้าขอลองเปลี่ยนอีกสักดวงได้หรือไม่?” ฉินอวี่เกาศีรษะพลางพูดอย่างเขินอายเล็กน้อย

            “ไม่ต้องลองแล้วล่ะ” ก่อนที่ชายวัยกลางคนจะตอบจ้าวเหยียนก็เหลือบมองฉินอวี่ และพูดอย่างเฉยเมยจากนั้นจึงเก็บตะเกียงโบราณทั้งหมดทันที แม้แต่ดวงที่อยู่ในมือของฉินอวี่ก็ถูกเก็บไปด้วยเช่นกันส่วนยอดฝีมือคนอื่นต่างเหลือบมองฉินอวี่อย่างประหลาดใจ แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไร

            ฉินอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อยทำไมยอดฝีมือเหล่านั้นต้องมองตนเองด้วยสายตาที่แปลกเช่นนี้? ราวกับว่ากำลังมองดูคนตาย สิ่งนี้ทำให้ฉินอวี่เริ่มหงุดหงิด

            หลังจากนั้นยอดฝีมือสองสามคนก็พาศิษย์ทั้งหมดแยกย้ายกันไป และในจำนวนนี้มีคนที่ถูกสายชีพจรดินเลือกไว้เกือบสามร้อยคนส่วนที่เหลือล้วนกระจายไปในสายชีพจรเสวียนและสายชีพจรหวงซึ่งในจำนวนนี้ได้หมายรวมหลงเฟยด้วย

            ขณะที่จ้าวเหยียนกำลังจะจากออกไปฉินอวี่ก็รีบพูดขึ้นทันที “ผู้อาวุโส ไม่ทราบว่าในสายชีพจรดินพอจะมี...”

            ก่อนที่ฉินอวี่จะพูดจบจ้าวเหยียนก็รีบพาศิษย์เหล่านั้นออกไปทันที และก่อนที่หลงเฟยจะออกไปเขาได้หันมาเยาะเย้ยฉินอวี่อยู่ครั้งหนึ่ง

            ฉินอวี่มองตามหลังของทุกคนไปใบหน้าของเขาแข็งทื่อเล็กน้อย แต่เขาก็รู้สึกมึนงง อ้อไม่สิ เห็นได้ชัดว่าเขากระตุ้นร่างอสุนีลึกลับขึ้นมา...แล้วพวกเขาจะมองไม่เห็นได้อย่างไร?

            ยอดฝีมือที่เหลืออยู่ไม่ได้ให้ความสนใจฉินอวี่แต่ละคนมัวแต่สนใจการรับศิษย์ของตนเองท้ายที่สุดสายชีพจรเสวียนก็พาศิษย์ของตนออกไป

            “ภายหน้าพวกเจ้าก็คือศิษย์ของสายชีพจรหวงแล้วข้าคือผู้รับผิดชอบสายชีพจรหวง นามว่าหลิงจ้ง พวกเจ้าเรียกข้าว่าผู้ดูแลใหญ่ก็ได้จำไว้ ว่าเปลวไฟสีเหลืองในตะเกียงคือศิษย์ธรรมดา สีเขียวเป็นศิษย์ชั้นนำ”ชายวัยกลางคนมองไปทางศิษย์หนุ่มสาวจำนวนกว่าสี่ร้อยคนพลางอธิบาย

            ทุกคนประหลาดใจพวกเขาไม่คิดว่าการแบ่งกลุ่มของศิษย์จะขึ้นอยู่กับเปลวไฟในตะเกียงซึ่งทำให้คนเปลวไฟสีเหลืองไม่พอใจอย่างมาก แต่ไม่มีใครกล้าที่จะโต้แย้ง

            “ผู้อาวุโส... ไม่ทราบว่าข้าอยู่ในสายชีพจรใด?” ฉินอวี่ถามอย่างสงสัยเขาคิดจะนำป้ายคำสั่งของอาจารย์หวงถิงออกมา แต่ด้วยท่าทีของจ้าวเหยียนในตอนนี้ยังทำให้ฉินอวี่รู้สึกหวั่นเกรงอยู่เล็กน้อยดังนั้นเขาจึงทิ้งความคิดนี้ไปเสียก่อน

            “เจ้า... ก็อยู่กับสายชีพจรหวงเถอะ” หลิงจ้งขมวดคิ้ว และดูเหมือนจะรำคาญใจ

            ใบหน้าของฉินอวี่แข็งทื่อนี่ไปเขายั่วยุใครเข้าอีกหรือ?

            ช่างเถอะอย่างไรก็เคยมอบตัวเป็นศิษย์มาแล้วทุกอย่างเอาไว้อาจารย์กลับมาค่อยว่ากันอีกครั้งก็แล้วกัน

            หลังจากนั้นศิษย์ทั้งหมดต่างถือตะเกียงโบราณที่มีสีแตกต่างกันไปด้วย แต่ฉินอวี่กลับเดินตามหลังไปด้วยมือเปล่าเข้าสู่สำนักยุทธ์ว่านจ้ง

            ในใจกลางของแดนแสนภูผามีเทือกเขาสี่ลูกจากทั้งสี่ทิศทอดยาวมารวมตัวกันอยู่ตรงกลางที่แห่งนี้คือที่ตั้งของสำนักยุทธ์ว่านจ้งและเทือกเขาทั้งสี่นี้ถือเป็นตัวแทนของชีพจรทั้งสี่ของสำนักยุทธ์ว่านจ้ง

            ท่ามกลางหมู่ภูเขาสายชีพจรฟ้าอยู่ทางทิศใต้ สายชีพจรดินอยู่ทางทิศเหนือสายชีพจรเสวียนอยู่ทางตะวันตก ส่วนสายชีพจรหวงอยู่ทางตะวันออก

            ภายใต้การนำของหลิงจ้งฉินอวี่และศิษย์ใหม่ต่างพากันมาถึงด้านตะวันออกของสายชีพจรหวงหลังจากฟังหลิงจ้งอธิบาย เขาก็สั่งให้ศิษย์เตรียมที่พำนักให้กับศิษย์ที่เพิ่งมาใหม่

            เป็นเพราะอาณาเขตที่กว้างใหญ่ศิษย์ทุกคนจึงมีห้องพำนักส่วนตัว สำหรับเป็นสถานที่ฝึกฝนยุทธ์ฉินอวี่ได้รับการจัดสรรให้อยู่ในสถานที่ห่างไกลที่สุดของอาณาเขตสายชีพจรหวง

            “ศิษย์พี่ เหตุใดที่พำนักของข้าจึงอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางที่สุดหรือ?”ฉินอวี่พูดอย่างไม่สบอารมณ์ นับแต่แต่ที่ตนเองจุดตะเกียงเขาก็เห็นได้ชัดว่าตนเองถูกปล่อยให้โดดเดี่ยวและถูกเพิกเฉยเป็นอย่างยิ่งก็แค่จุดไฟไม่ติด?

            “ไม่ต้องพูดมาก ให้ไปก็ไปเถอะ” ศิษย์ทั่วไปในขั้นสูงสุดของปราณเสถียรระดับต้นกล่าวออกมาอย่างเย็นชา

            ใบหน้าของฉินอวี่เคร่งขรึมขึ้นมาทันทีเขาจ้องมองศิษย์ทั่วไปคนนี้อย่างเย็นชา เป็นเพราะตั้งแต่เขามาถึงสำนักยุทธ์ว่านจ้งเขาก็ดูเหมือนจะคอยสร้างปัญหา

            “ฮึ!” ศิษย์ทั่วไปคนนั้นส่งเสียงเย้ยหยัน อดกลั้นคำต่อว่าเอาไว้ในใจจากนั้นก็หันหลังกลับออกไป แต่ไปได้ไม่กี่ก้าว เขากลับพึมพำขึ้นมา“คนที่กำลังใกล้ตายแม้จะให้สถานที่ดีที่สุดกับเจ้า จะได้เสพสุขกับชีวิตหรือ?”

            คนที่กำลังใกล้ตาย? นี่พูดถึงตัวเองหรือ?

            “ช้าก่อน!” ฉินอวี่ตะโกนขึ้นอย่างรุนแรง ร่างกายของเขาพุ่งออกไปทันทีและขวางศิษย์คนนั้นเอาไว้ ก่อนจะพูดอย่างเย็นชา “เจ้าบอกว่าใครกำลังใกล้ตาย?”

            เมื่อรู้สึกถึงการจ้องมองที่ดุดันของฉินอวี่ศิษย์คนนั้นก็เริ่มจะไม่พอใจ แต่ดูเหมือนเขาจะคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงระงับความโกรธในหัวใจของเขา และพูดอย่างเย็นชากลับไป “ข้าหมายถึงเจ้าเป็นเพราะตะเกียงของเจ้าจุดไม่ติด ภายในเวลาสามปีนี้เจ้าจะต้องตายอย่างแน่นอน!หากเจ้ายังคิดไม่ได้ว่าเจ้าเป็นคนใกล้ตายวันนี้ข้าจะสั่งสอนให้เจ้าได้รู้เสียก่อนว่าอะไรคือการเคารพในอาจารย์เชื่อในคำสอน! ฮึ!” พูดจบ ศิษย์คนนั้นก็สะบัดแขนเสื้อและจากออกไป

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน

    จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

    จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.60M 3244
    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    นิยาย แฟนตาซี
    73K 77
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

    หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    15.48M 4292
    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.58M 3380
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.77M 1648
    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 134
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852