ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 4 บทที่ 106 กลับมาพร้อมความสำเร็จ!

            ภายนอกแดนเร้นลับมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ต่างทยอยถอนตัวกลับกันไปเกือบหมดแล้ว

            ตั้งแต่เมื่อวานเหล่านักศึกษาต่างก็ออกมากันเกือบหมดแล้วส่วนที่ยังไม่ออกมา ส่วนใหญ่คือจบชีวิตลงในปากของสัตว์อสูรหรือไม่ก็มีเพื่อนร่วมทีมนำข่าวกลับมาแจ้ง ส่วนสถานการณ์จริงจะเป็นอย่างไรนั้นก็คงมีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้

            ทว่าจำนวนคนกลุ่มนี้มีไม่มากนักที่ยืนยันว่าเสียชีวิตแล้วมีเพียงสามคนเท่านั้น

            ในตอนนี้ผู้ที่ยังเลือกปักหลักอยู่ที่นี่เหลือเพียงมหาวิทยาลัยสุ่ยมู่และมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจสองแห่งเท่านั้น

            ทางฝั่งสุ่ยมู่ยังขาดเจียงจืออวี๋อีกเพียงคนเดียวในฐานะลูกศิษย์ที่คณบดีเฉียนให้ความสำคัญมากที่สุด หากเจียงจืออวี๋ยังไม่ออกมาคณบดีเฉียนจะยอมกลับได้อย่างไร?

            จึงทำได้เพียงให้เหล่านักศึกษาคนอื่นของสุ่ยมู่ต้องพลอยร่วมปักหลักรออยู่ที่นี่ด้วย

            ส่วนทางด้านมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจนั้นตั้งแต่ต้นจนจบกลับไม่มีนักศึกษาปรากฏตัวออกมาเลยแม้แต่คนเดียว

            ไม่ว่าจะอยู่หรือตายแม้แต่ข่าวคราวก็ไม่มีเล็ดลอดออกมา

            ในช่วงแรกหวังเหมิ่งยังคงท่าทีสงบนิ่งเพราะก่อนออกเดินทางเขาได้กำชับนักศึกษาทั้งสิบคนของเขาเป็นพิเศษว่าให้เคลื่อนไหวร่วมกันเป็นกลุ่ม

            ด้วยค่าพลังเลือดและพลังรบของทั้งสิบคนนี้ขอเพียงในแดนเร้นลับไม่มีสัตว์อสูรระดับแม่ทัพอสูรระดับสูงปรากฏออกมาพวกเขาก็ล้วนมีกำลังพอที่จะต่อกรได้

            แต่ระดับแม่ทัพอสูรระดับสูงงั้นหรือ?จะเป็นไปได้ยังไง?

            เมื่อรู้ว่านักศึกษาของตัวเองจะไม่มีอันตรายในแดนเร้นลับหวังเหมิ่งยังจงใจมอบหมายภารกิจหนึ่งให้พวกเขาด้วย นั่นคือ

            หาทางตามหาเจียงจืออวี๋ในแดนเร้นลับให้พบแล้วลอบสังหารเธอทิ้งเสีย!

            ด้วยเหตุนี้หวังเหมิ่งจึงแสดงท่าทีใจเย็นมาโดยตลอดโดยเฉพาะเมื่อเห็นคณบดีเฉียนร้อนรนจนนั่งไม่ติดที่สายตาคอยเหลือบมองไปทางปากทางเข้าแดนเร้นลับอยู่บ่อยครั้ง เขาก็ยิ่งได้ใจ

            ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปอย่างช้าๆในขณะที่นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอื่นออกมากันหมดแล้วเหลือเพียงเจียงจืออวี๋และคนของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจอีกสิบคนที่ยังไม่ออกมาหวังเหมิ่งก็เริ่มลนลาน

            สาเหตุที่เจียงจืออวี๋ยังไม่ออกมานั้นเขารู้ดีแต่ที่สิบคนนั้นยังไม่ออกมาเป็นเพราะอะไรกันแน่?

            เวลาผ่านพ้นไปหนึ่งคืนเต็มๆนับตั้งแต่ที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ ถอนตัวออกไป จนกระทั่งเช้าวันต่อมาก็ยังไม่มีใครออกมาจากแดนเร้นลับอีกเลย

            คราวนี้หวังเหมิ่งเริ่มลนลานของจริงแล้วเวลาใกล้จะหมดลงแล้ว หากรอจนคนของทางการเข้ามายึดครองพื้นที่นี้ต่อให้พวกเขาจะเก็บเกี่ยวทรัพยากรมาได้มากมายเพียงใด ก็คงรักษาไว้ไม่ได้

            "ไม่ใช่สิ พวกแกเจ้าพวกเด็กบ้า รีบออกมากันได้แล้ว!"

            หวังเหมิ่งก็นั่งไม่ติดที่เช่นกันเขาคอยมองดูนาฬิกาที่กำไลข้อมือเป็นระยะเพื่อตรวจสอบว่าเหลือเวลาอีกเท่าไรก่อนที่ทางการจะเข้ามารับช่วงต่อ

            ขณะที่อีกด้านหนึ่งคณบดีเฉียนกลับขมวดคิ้วแน่น พลางมองดูซินซวงและจางสิงที่อยู่ตรงหน้า

            "พวกเธอสองคน เล่าเหตุการณ์ในคืนนั้นให้ฉันฟังอีกรอบสิ"

            ซินซวงได้แต่ทอดถอนใจเรื่องแค่นั้น คณบดีเฉียนถามกลับไปกลับมาสามรอบแล้ว

            เพียงแต่ต่อให้กล้าแค่ไหนพวกเขาก็ไม่กล้าขัดคณบดีเฉียนอีกทั้งเจียงจืออวี๋ยังไม่ออกมา พวกเขาก็ร้อนใจเช่นกัน จึงทำได้เพียงเล่าซ้ำอีกรอบโดยหวังว่าคณบดีเฉียนจะหาทางตามเจียงจืออวี๋กลับมาได้

            "พวกเธอสองคนนี่ก็นะ"

            "ในแดนเร้นลับมีอันตรายอยู่รอบด้าน ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะเจออะไรบ้าง"

            "พวกเธอปล่อยให้จืออวี๋ตามหุ่นเชิดนั่นไปคนเดียวได้ยังไง?"

            พูดก็พูดเถอะคณบดีเฉียนต่อว่าอย่างไม่มีเหตุผลไปบ้าง ในเมื่อเจียงจืออวี๋ยืนกรานจะไปเองพวกเขาจะไปรั้งไว้ได้อย่างไร?

            อย่างไรก็ตามทั้งซินซวงและจางสิงต่างก็รู้ตัวว่าผิดทางเลือกที่ดีกว่าย่อมเป็นการที่พวกเขาตามเจียงจืออวี๋ไปด้วยหากเกิดอันตรายขึ้นจริงๆ อย่างน้อยจะได้คอยช่วยเหลือกัน

            ทว่าตอนนี้พูดอะไรไปก็สายเกินแก้แล้ว

            แทนที่จะมานั่งคิดเรื่องพวกนี้สู้คิดหาทางตามจืออวี๋กลับมาดีกว่าอย่างน้อยก็ควรยืนยันให้ได้ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

            เมื่อเห็นทั้งสองคนนิ่งเงียบไปคณบดีเฉียนก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้น แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงถอนหายใจยาวออกมา

            หากสุดท้ายไม่ได้จริงๆก็คงต้องไปหาคนของทางการ แม้จะต้องติดค้างบุญคุณใครบ้างแต่ก็ต้องตามจืออวี๋กลับมาให้ได้ก่อน

            ส่วนหวังเหมิ่งที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็บังเอิญคิดแบบเดียวกันทั้งคู่เดินออกจากเต็นท์ของตนพร้อมกันและมุ่งหน้าไปยังเต็นท์สีเขียวขี้ม้าของกองทัพโดยมิได้นัดหมาย

            ทว่าพอเห็นหน้ากันทั้งคู่ก็ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอแล้วเดินกลับทางเดิม

            แต่ในวินาทีนั้นเองทางเข้าแดนเร้นลับก็มีเสียงดังขึ้นมา เรียกความสนใจจากทั้งคู่ได้ทันที

            เห็นเพียงแสงสว่างในวงแหวนมิติบิดเบี้ยวเล็กน้อยราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังจะออกมาจากข้างใน

            ทั้งคู่ใจหายวาบพริบตาที่ก้าวเท้าพุ่งออกไปพอปรากฏตัวอีกครั้งก็ไปหยุดอยู่ตรงหน้าปากทางเข้าแดนเร้นลับแล้ว

            รวมถึงทุกคนที่อยู่ในเต็นท์ที่อยู่ไกลออกไปเมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวต่างก็พากันออกมามองที่ปากทางเข้าแดนเร้นลับ

            ทว่าท่ามกลางสายตาของทุกคนที่จับจ้องอยู่กลับเห็นหมาป่าขนเขียวที่ลำตัวสูงกว่าสองเมตรกระโดดออกมาจากด้านใน

            บนร่างของมันมีแผลยาวฉกรรจ์ราวกับถูกของมีคมบางอย่างฟันจนบาดเจ็บสาหัส เลือดสดยังคงไหลทะลักออกมาไม่หยุด

            หลังจากกระโดดออกมาแล้วเห็นผู้คนมากมายมารวมตัวกันที่ปากทางเข้าแดนเร้นลับเจ้าตัวนี้ก็อดตกใจไม่ได้ แต่ยังไม่ทันที่มันจะแยกเขี้ยวขู่คณบดีเฉียนก็ตบสวนออกไปฉาดใหญ่

            เพียงเสียง"เพียะ" ที่ดังสนั่นก็เห็นหมาป่าตัวนั้นถูกตบกระเด็นไปไกลกว่าสิบเมตร ล้มลงแน่นิ่งกับพื้น เลือดกบปากดูท่าคงไม่รอดแล้ว

            สภาพเช่นนี้ใครๆ ก็มองออกว่าคณบดีเฉียนกำลังอารมณ์เสียอย่างมาก

            หมาป่าตัวนี้ช่างซวยซ้ำซวยซ้อนโดยแท้

            หลังจากตบออกไปทีหนึ่งคณบดีเฉียนก็ไม่ลังเลอีกต่อไปเขาหันหลังตั้งท่าจะเดินกลับไปยังเต็นท์ของกองทัพอีกครั้ง

            เจียงจืออวี๋ยังติดอยู่ข้างในตอนนี้เขาไม่สนเรื่องหน้าตาหรือบุญคุณอะไรอีกแล้วการตามหาจืออวี๋ให้พบคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

            ทว่าเขายังเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ได้ยินเสียงนักศึกษาตะโกนขึ้นมา

            "คณบดีครับ มีบางอย่างกำลังจะออกมาอีกแล้ว!"

            หืม?คงจะเป็นฝูงหมาป่ากระมัง

            แม้ในใจจะคาดเดาคำตอบไว้แล้วแต่คณบดีเฉียนก็ยังหันกลับไปมอง เผื่อว่าจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น

            วินาทีต่อมาก็เห็นเด็กสาวผมหางม้าสูงที่สวมชุดป้องกันสีดำ ในมือถือหอกโลหะผสมกระโดดออกมาจากทางเข้าแดนเร้นลับแล้วร่อนลงพื้นอย่างแผ่วเบาบนปลายหอกยังคงมีคราบเลือดสดๆ ติดอยู่ เห็นได้ชัดว่าเพิ่งผ่านการต่อสู้มาเมื่อครู่

            และเมื่อมองเห็นเด็กสาวที่ยืนนิ่งอยู่นั้นคณบดีเฉียนก็รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก เขาถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกพร้อมกับความตื่นเต้นยินดีที่พรั่งพรูขึ้นมา

            กลับมาแล้ว!กลับมาจริงๆ ด้วย!

            "ยายหนูคนนี้ เธอไปไหนมา!"

            พออ้าปากพูดก็รู้เลยว่าคณบดีเฉียนนั้นห่วงใยมากแค่ไหน

            เจียงจืออวี๋ย่อมฟังออกถึงความห่วงใยที่เปี่ยมล้นในน้ำเสียงของคณบดีเฉียนแต่ก็เป็นเพราะเหตุนี้เองที่ทำให้เธอไม่รู้จะตอบอย่างไรดี

            ในความเห็นของเธอเรื่องราวในแดนเร้นลับไม่ควรป่าวประกาศให้คนภายนอกรู้จะดีที่สุดแม้ว่าในมหาวิหารแห่งนั้นจะแทบไม่เหลืออะไรแล้วก็ตาม

            "เสี่ยวไป๋บอกว่าหิว... ฉันก็เลยกะว่าจะหาอะไรให้เขากินหน่อยน่ะค่ะ"

            ไป๋ฉางเซิงที่อยู่ในถุงกักวิญญาณได้ยินคำนี้ก็ถึงกับอึ้ง

            หือ?ฉันเหรอ?

            เขาหันไปมองเจ้าทึ่มจู้กับเวินโหรวอยากจะหาใครสักคนมาช่วยยืนยันว่าเขาต้องแบกรับหม้อแกงใบใหญ่แค่ไหนแทนพวกนั้นแต่คนหนึ่งก็เอาแต่เกาหัวยิ้มซื่อ อีกคนก็ลดสายตาลงต่ำ ไป๋ฉางเซิงมุมปากกระตุกได้แต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมเป็นแพะรับบาปไปแต่โดยดี

            "ไม่เป็นไร ไม่สำคัญแล้ว กลับมาได้ก็ดีแล้ว กลับมาได้ก็ดีแล้ว ฮ่าๆ!"

            ข้ออ้างของเจียงจืออวี๋นั้นฟังดูไม่ขึ้นเลยสักนิดแต่คณบดีเฉียนก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องเล็กน้อยพวกนี้สิ่งสำคัญคือเจียงจืออวี๋กลับมาแล้ว

            "ทุกคนเก็บข้าวของ เราจะออกเดินทางกลับกัน"

            คณบดีเฉียนส่งสัญญาณตะโกนบอกเหล่านักศึกษาที่ยืนอยู่หน้าเต็นท์ต่างก็ส่งเสียงโห่ร้องยินดี

            จะได้กลับไปนอนบนเตียงนุ่มๆใครจะอยากมาเฝ้าอยู่ที่นี่กันล่ะ?

            ทว่าในวินาทีนั้นเองเสียงที่ไม่เข้าพวกก็ดังแทรกขึ้นมา

            "เดี๋ยวนะ! เจียงจืออวี๋ แล้วพวกนักศึกษาของฉันล่ะ!"

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน