ธาราย้อนแห่งนครเชียงทอง

    23 ลักพาตัว...

            ระหว่างที่กำลังล่าถอยอยู่นั้น หัวหน้ากลุ่มผู้นั้นก็พลันรู้สึกสงสัยและครั่นครามในตัวทับขึ้นมาทันที


            ตัดภาพมาที่บอสและสร้อยฟ้าซึ่งกำลังวิ่งหลบหนีไปทางทิศเหนือเพื่อพยายามมุ่งหน้ากลับเข้าเมือง หวังจะเจอผู้คนเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ยามนี้เป็นช่วงเวลาเกือบยามสามแล้ว (เที่ยงคืน) ผู้คนบริเวณชานเมืองได้ปิดบ้านและเข้านอนกันแทบทั้งหมดแล้ว โดยทั้งสองได้วิ่งต่อเนื่องมาเกือบจะ 2 กิโล และตอนนี้สร้อยฟ้าเริ่มจะเหนื่อยล้าจนแทบวิ่งต่อไม่ไหวแล้ว


            บอสจึงมองหาสถานที่ที่พอจะหลบและใช้พักเหนื่อยได้ พยายามสำรวจหาอยู่ครู่หนึ่ง บอสจึงมองเห็นเพิงร้างแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากถนนพอสมควร จึงจูงมือสร้อยฟ้าแล้วพาเดินเข้าไป แสงจากดวงจันทร์สลัวๆ พอให้เห็นเพียงงมทางได้ เมื่อเข้าไปถึงภายในเพิง บอสได้ตรวจสอบความปลอดภัยอยู่ครู่หนึ่งจึงได้พาสร้อยฟ้าเข้าไปนั่งพักเอาแรงด้านใน


            พอสถานการณ์ความตรึงเครียดก่อนหน้าเริ่มจางลง บอสจึงคลายสติที่เคร่งเครียดของตนอยู่ออก พลันเกิดอาการตีกลับของการใช้อาคมเกินกำลังตนเอง บอสหมดสติล้มฟุบไปทันที สร้อยฟ้าที่อยู่ข้างๆ ถึงกับตกใจจนแทบทำอะไรไม่ถูกด้วยความเป็นห่วงเกรงว่าบอสจะมีอันตรายถึงชีวิต


            “ท่านไซ… ท่านไซเจ้าคะ !! เป็นอันใดไปหรือเจ้าคะ ตื่นขึ้นมาก่อน อย่าทำให้ข้าตกใจเยี่ยงนี้นะเจ้าคะ…”


            ไม่มีเสียงตอบรับใดจากบอสทั้งสิ้น บอสสลบจนไม่รู้สึกตัว สร้อยฟ้าทำได้เพียงพยุงตัวเขาขึ้นมากอดไว้แน่น แต่ก่อนที่จะตะโกนฟูมฟายอะไรไปมากกว่านี้ พลันได้ยินเสียงฝีเท้าของคนที่กำลังวิ่งเข้ามาใกล้ สร้อยฟ้าจึงก้มตัวต่ำลงและลากบอสไปหลบที่มุมเพิง พร้อมกับแอบซุ่มมองไปยังถนน


            ปรากฎเป็นร่างชายสองคนที่ถือดาบกำลังวิ่งมา สร้อยฟ้าแทบกลั้นหายใจกอดบอสจนแน่น ซักพักถึงได้ยินเสียงสองคนนั้นพูดคุยกัน


            “พวกมันไปทางใดกันแล้ววะ วิ่งตามมาถึงเพียงนี้แล้วยังมิพบแม้เงา กลับไปเช่นนี้มีหวังพี่ส่งฆ่าตายแน่…”


            “นั่นน่ะซี… วิ่งตามติดมาแท้ๆ เหตุใดจึงคลาดไปได้ ลือพวกมันจักมีวิชชาอำพรางกายกัน”


            “มิรู้ได้ดอก ขนาดเสือไอ้เด็กนั้นมันยังเรียกออกมาได้เลย ข้ายิ่งคิดก็ยิ่งมิอยากตามพวกมันต่อเลย หากพบแล้วจริงๆ แลพวกเราสองคนจักสู้มันได้หรือ”


            “ข้าก็คิดเช่นเอ็ง เช่นนั้นเรากลับกันดีกว่า ค่อยไปแก้ตัวกับพี่ส่งเอาเถิด คงมิเอาพวกเราถึงตายดอกกระมัง”


            “เช่นนั้นก็กลับกันเถิด…”


            เมื่อทั้งสองตกลงกันได้ จึงได้เดินย้อนกลับทางเดิมและเดินลับหายไป สร้อยฟ้าถึงกับถอนหายใจเหมือนยกภูเขาออกจากอก จากนั้นจึงก้มมองดูบอสที่กำลังหลับสนิทอยู่ ด้วยความกังวลจึงเอาหน้าไปแนบกับจมูกของบอสเพื่อเช็คว่าบอสยังหายใจอยู่หรือไม่


            พอเข้าไปใกล้จนหน้าแทบจะชิดกับจมูกของบอสแล้ว จึงสัมผัสได้ว่าบอสยังคงหายใจอยู่ สร้อยฟ้าก็รู้สึกโล่งอกขึ้นทันที แต่จู่ๆ กลับเกิดความรู้สึกประหลาด เกิดอาการประหม่าจนหน้าแดงคล้ายจะทำอะไรไม่ถูก ทั้งๆ ที่ตอนนี้มีเพียงสร้อยฟ้าที่มีสติอยู่เพียงคนเดียว


            ด้วยความรู้สึกกล้าๆ กลัวๆ แบบประหลาดๆ สร้อยฟ้าจึงเอามือไปจับที่ใบหน้าของบอสเบาๆ แล้วโน้มตัวลงไปจุมพิตที่ริมฝีปากของบอสเพียงชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะดันตัวขึ้นมาด้วยความเขินอายตนเอง แล้วรีบใช้มือตีปากตนเอง พร้อมคิดต่อว่าตัวเองในใจ


            ‘นี่เรากำลังทำสิ่งใดอยู่หรือ เราทำอันใดลงไป เราฉวยโอกาสท่านไซที่มิได้สติอยู่เช่นนี้หรือ บ้าจริงเชียว เหตุใดเราถึงทำไปเยี่ยงนั้น ทำไมร่างกายมันถึงขยับไปเองกันหนา…’


            สร้อยฟ้ายังคงคิดตำหนิตนเองเช่นนั้นวนไป ขณะที่กำลังนั่งเฝ้าบอสอยู่ไม่ห่าง…


            ตัดภาพมาที่พระตำหนักใหญ่ในเขตพระราชฐานชั้นใน แสนแสงฯ กำลังวิ่งวุ่นสั่งราชองค์รักษ์ทั้งหมดให้ตามหาตัวสร้อยฟ้าให้พบโดยเร็ว เพราะเมื่อ 2 ชั่วโมงก่อนพระพี่เลี้ยงของสร้อยฟ้าวิ่งมาหาตน แล้วแจ้งว่าสร้อยฟ้ายังกลับไม่ถึงพระตำหนักบรรทม ซึ่งแสนแสงฯ ก็ได้แจ้งกลับไปว่าสร้อยฟ้าแยกจากตนไปเมื่อเกือบจะ 3 ชั่วโมงที่แล้ว ทั้งคู่จึงได้รู้ว่าสร้อยฟ้าหายไป


            “พวกเจ้ามีใครพบเห็นพระน้องนางเธอฯ แล้วบ้างหรือไม่ รีบรายงานข้าบัดเดี๋ยวนี้”


            “ยังมิพบพระองค์ท่านเลยขอรับท่านแสน นี่ก็หามาเกือบจะครบชั่วยามแล้วหนาขอรับ ข้าเกรงว่าพระน้องนางเธอฯ พระองค์จักทรงมิได้อยู่ในวังแล้วก็เป็นได้ขอรับ”


            “จักเป็นไปได้เยี่ยงไร หากพระองค์มิอยู่ที่นี้ แลจักเสด็จไปที่ใด อย่างไรพวกเราก็หากันต่อเถิด ให้ถี่ถ้วนทุกซอกมุม เร็วเข้า…”


            แสนแสงฯ ทั้งวิ่งทั้งเดินไปสอบถามยังจุดต่างๆ ที่องค์รักษ์หลวงทั้งหมดกำลังค้นหาอยู่ พระพี่เลี้ยงของสร้อยฟ้าเองก็วิ่งตามแสนแสงฯ ไม่ห่างด้วยความกระวนกระวายใจ ทั้งวิ่งทั้งร้องไห้น้ำตาไหล ระหว่างนั้นก็มีชายหนุ่มผู้หนึ่งพร้อมผู้ติดตามปรากฎตัวขึ้น


            “นี่พวกท่านกำลังกระทำสิ่งใดกันอยู่หรือ ถึงได้วุ่นวายกันถึงเพียงนี้…”


            เมื่อทุกคนได้ยินเสียงชายหนุ่มดังกล่าว เหมือนฟ้าฟาดผ่าลงมากลางศีรษะแทบทุกคน เพราะคนผู้นั้นคือเจ้ามหาชีวิตผู้เป็นพี่ชายของสร้อยฟ้าที่ทุกคนกำลังค้นหาตัวอยู่ ต่างตระหนกถึงโทษทัณฑ์ของตนที่ทำให้เชื้อพระวงศ์ชั้นสูงถูกลักพาตัวออกจากวังหลวง ซึ่งมีโทษถึงขั้นฟันคอริบเรือนเลยทีเดียว


            “เดชะพระอาญามิพ้นเกล้า (ต่อไปจะย่อเหลือเพียง เดชะฯ) ข้าฯ กระทำการเลินเล่อ ถวายการดูแลบกพร่อง ปล่อยให้พระน้องนางเธอฯ ทรงหายไป ข้าฯ สำนึกเสียใจเป็นยิ่งนัก ขอจงทรงลงพระราชอาญาด้วยเถิด แลพวกราชองค์รักษ์อื่น มิได้มีความผิดอันใดกับข้าฯ เลย ข้าฯ เพียงขอให้ท่านเหล่านี้ช่วยข้าฯ ตามหาพระน้องนางเธอฯ เพียงเท่านั้น ขอจงลงพระราชอาญาแก่ตัวข้าฯ เพียงผู้เดียวด้วยเถิด ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมฯ…”


            แสนแสงฯ รู้ตัวเองดีว่าความผิดครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ไม่อาจปัดความรับผิดชอบได้เลย และคงต้องตายสถานเดียวเท่านั้น จึงรีบทูลขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียว เพราะไม่ต้องการให้ผู้อื่นพลอยติดร่างแหไปกับตนด้วย


            “เดชะฯ ข้าฯ เองก็มีส่วนถวายการดูแลบกพร่อง ขอจงทรงลงพระราชอาญาด้วยเถิด ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมฯ…”


            พระพี่เลี้ยงของสร้อยฟ้าก็รีบทูลขอรับผิดเช่นเดียวกัน กษัตริย์หนุ่มได้ยินดังนั้นก็ตกใจจนแสดงออกทางสีหน้า จนเพียจันทร์ฯ เข้ามากราบฯ ทูลให้แก้วสงบสติอารมณ์ลงก่อน แล้วจึงหันมาหาแสนแสงฯ และพระพี่เลี้ยงสาที่กำลังหมอบกราบอยู่ที่พื้นว่า


            “พวกท่านจงแจ้งแก่ข้าโดยละเอียดมาบัดเดี๋ยวนี้ ว่ามันเกิดอันใดขึ้นเช่นไร แลตอนไหน เริ่มที่ท่านก่อน ท่านแสง…”


            เพียจันทร์ฯ ได้สอบถามถึงรายละเอียดต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดจากแสนแสงฯ และตามด้วยพระพี่เลี้ยงสา จากนั้นจึงประมวลข้อมูลทั้งหมดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงกราบฯ ทูลแก่แก้วไปว่า


            “พระราชอาญามิพ้นเกล้าฯ (ต่อไปจะย่อเหลือเพียง พระอาญาฯ) ข้าฯ คิดว่าพอจักรู้ว่าเป็นพวกใดแล้ว ขอพระองค์ทรงอย่าวิตกกังวลไป ข้าฯ คาดว่าพระน้องนางเธอฯ น่าจักทรงปลอดภัยดีอยู่ ควรมิควรฯ สุดแล้วแต่จะทรงโปรดฯ พระพุทธเจ้าข้า”


            “ท่านจันทร์คิดว่าเป็นพวกเดิมหรือ มันชักจักเหิมเกริมเกินไปแล้วหนา เห็นว่าเรามิทำอันใด เลยมิเกรงกลัวอำนาจเราเลยหรือ”


            เพียจันทร์ฯ ได้อธิบายถึงความเป็นไปได้ทั้งหมด ซึ่งมีความเป็นไปได้ถึงเก้าส่วนที่สร้อยฟ้าจะยังคงปลอดภัยดีอยู่ เพราะเขาคิดว่าพวกที่ลักพาตัวสร้อยฟ้าไป จะต้องใช้สร้อยฟ้ามาต่อรองกับแก้วในอนาคตอันใกล้นี้เป็นแน่ จึงรีบบอกให้แก้วได้สบายใจไปก่อนเพื่อไม่ให้ต้องวิตกกังวลจนเกินไป


            แก้วยืนฟังเพียจันทร์ฯ วิเคราะห์สถานการณ์เป็นข้อๆ อย่างละเอียด ก่อนจะสั่งให้ทุกคนที่หมอบกราบอยู่ลุกขึ้นและให้ออกไป โดยไม่มีผู้ใดโดนลงอาญาทั้งสิ้น ซึ่งแก้วได้ขอให้แสนแสงฯ ยังอยู่เพื่อให้ข้อมูลต่อ ทั้งสามคนต่างช่วยกันวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้มากที่สุดว่าสร้อยฟ้าพลาดท่าตรงจุดไหน และพลาดได้อย่างไร


            “ท่านคิดว่าเพราะเจ้าเด็กที่ชื่อว่าไซเช่นนั้นหรือ ที่ทำให้เจ้าสร้อยถูกจับไป…” (แก้วพูด)


            “เห็นด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ข้าฯ คาดว่าจักใช่เขาเป็นแน่ เพราะนอกจากเขาแล้วก็มิมีผู้ใดเข้ามาข้องเกี่ยวกับพระน้องนางฯ ในช่วงนี้เลย พระพุทธเจ้าข้าฯ” (แสนแสงพูด)


            (คำว่า “เห็นด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม” เป็นคำนำพูดความคิดเห็นของตนเองกับพระมหากษัตริย์)


            “ท่านแสงแลจักตัดสินเช่นนี้ก็มิถูกเสียทีเดียว เจ้าหนุ่มนั่นเจ้ามหาชีวิตแลข้าผู้นี้ได้เคยพบพานมาแล้ว เขามิมีทางเป็นพวกเดียวกับผู้ร้ายพวกนั้นดอก” (เพียจันทน์ฯ พูด)


            “เราก็คิดเช่นเดียวกับท่านจันทร์ เจ้าเด็กนั้นใสซื่อเกินกว่าจักกระทำการอุกอาจได้เยี่ยงนี้” (แก้วพูด)


            แสงแสนฯ รู้สึกแปลกใจอยู่พอสมควรที่ทั้งเจ้ามหาชีวิตและเพียจันทน์ฯ เชื่อมั่นในตัวบอสถึงเพียงนี้ กลับยิ่งทำให้เขาสงสัยและสนใจในตัวบอสมากขึ้นไปอีก ทั้งเจ้ามหาชีวิต ทั้งพระน้องนางฯ รวมถึงหัวหน้าของตนเช่นเพียจันทน์ฯ ที่ให้ความสำคัญกับเด็กหนุ่มผู้นั้นถึงเพียงนี้


            เมื่อข้อโต้แย้งยุติ ทั้งสามจึงตัดบอสออกจากกลุ่มผู้ต้องสงสัยในการลักพาตัวสร้อยฟ้าไปในครั้งนี้ แต่ทุกคนก็ยังคงคิดว่าผู้ที่ทำได้เช่นนี้ต้องเป็นผู้มีวิชชาอาคมแกร่งกล้าเป็นแน่


            ‘จักเป็นผู้ใดกัน ที่เข้ามาในวังหลวงแลลักพาเจ้าสร้อยไปโดยที่ราชองค์รักษ์เกือบครึ่งร้อยมิรู้ตัวได้ ช่างเก่งกล้าเสียจริง…’


    ---------------------------------------

    คล้ายกับเรื่องธาราย้อนแห่งนครเชียงทอง ที่คุณอ่าน