ในระหว่างที่แสงกำลังขายข้าวราดแกงอยู่นั้น ก็มีผู้หญิงมีอายุคนหนึ่งเดินมากินข้าว ก่อนที่ผู้หญิงคนนี้จะจำแสงได้ว่าเขาเคยไปร่วมกลุ่มผู้ประท้วง แสงเองก็สับสนเหมือนกันว่าเป็นกบุ่มไหนเพราะเขาเข้าไปสืบข่าวดูสถานการณ์จากทั้งสองกลุ่ม ไม่ทันที่แสงจะนึกออกมาผู้หญิงมีอายุมาจากกลุ่มไหนเธอก็ยื่นใบเชิญ แสงเอาการ์ดเชิญมาดูมันเป็นการ์ดเชิญไปงานศพ ผู้หญิงที่มีอายุเธอพูดกับแสงว่า " ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ไปที่ประท้วงใช่ไหม นะมันยากสำหรับเราทุกคน ถ้ามีเวลาก็ไปร่วมงานได้นะ ไม่ต้องใส่ซองก็ได้ " ผู้หญิงพูดเสร็จแสงก็ยื่นข้าวกล่องให้ผู้หญิงวัยกลางคน แสงถึงได้เข้าใจว่าเธอมาจากกลุ่มผู้ประท้วงกลุ่มไหน และด้วยคำพูดประโยคเดียวของเธอ มันก็ทำให้แสงนึกไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ฆ่าผู้ประท้วง
อาจารย์วินัยได้ของที่สั่งมาจากอินเทอร์เน็ต เป็นอุปกรณ์ตัวเดียวกันกับที่ทหารสั่งซื้อ เขาได้แต่ตกใจกับสภาพของอุปกรณ์ มันไม่ใช่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ด้วยซํ้าไม่มีแม้แต่แบตเตอรี่ การ์ดที่ใส่ในอุปกรณ์ อาจารย์วินัยแกะออกมาดูด้านใน การ์ดที่ใช้คู่กับอุปกรณ์นี้นั้นเป็นเพียงแผ่นกระดาษสองแผ่นที่แปะติดกันและมีแผ่นแม่เหล็กอยู่ด้านใน อาจารย์วินัยยังไม่ยอมแพ้ เขาผ่าอุปกรณ์ชิ้นนี้ออกเป็นสองซีกเพื่อตรวจดูด้านใน ตัวกระบอก เขาพบว่าด้านในกลวงเปล่ามีแค่แผ่นเหล็กบริเวณที่ช่องใส่การ์ดแค่นั้นเอง อาจารย์วินัยแทบลมจับใจหนึ่งเขาก็ดีใจว่าเขาไม่ได้ข้อมูลที่ผิด แต่อีกใจหนึ่งเขาก็รับรู้ถึงความหายนะถึงเรื่องที่เกิดขึ้นและเขาได้เอาตัวเองไปมีเอี่ยวกับเรื่องนี้ไปแล้ว อาจารย์ตัดสินใจแถลงข่าวทันที
หมอกเริ่มกลับมาออกกำลังกายอีกครั้ง เขารู้สึกว่าการที่ชายสวมหน้ากากมาเตือนพวกเขาถึง 2 ครั้ง เรื่องมันคงไม่จบง่ายๆ ถึงแม้ว่าคราวนี้เขาคงไม่ต้องไปสู้กับใครในโรงงานร้างแล้ว แต่พอเจอเตือนบ่อยๆเข้าอะไรที่มั่นใจก็ไม่มั่นใจ อะไรที่ไม่คิดกHเริ่มคิด หมอกเองตอนนี้เขาเองก็อดกังวลไม่ได้ แถมในการต่อสู้ครั้งสุดท้ายก็เป็นตัวเขาเองที่โดนยิง ถ้าใส่ชุดเกราะกันกระสุนได้นะ หมอกคิดแต่พอเขานึกถึงสภาพตอนลุงฝึกยิงใส่ชุดกันกระสุนใส่เขา เขาก็เริ่มมีภาพจำไม่ดีกับเสื้อกันกระสุนนัก
ทันทีที่อาจารย์วินัยออกแถลง ก็กลายเป็นกระแสไปทั่วประเทศ พลตรีอเนกที่เห็นข่าวเขาก็เริ่มโมโห ก็แค่นักวิชาการตัวเล็กมันชักจะลํ้าเส้นกันเกินไปแล้ว เขาเรียกทหารรับใช้ให้ส่งคนไปกดดันอาจารย์วินัยให้หยุดออกข่าวทันที ในอดีตภาพลักษณ์ของทหารเคยแย่มาๆในสายตาคนทั่วไปต้องใช้เวลาหลายสิบปีกว่าสถานการณ์จะกลับมาดีขึ้น ถ้าตอนนี้เขาเสียภาพลักษณ์มากเกินไปแผนการใหญ่ในอนาคตอาจเสียหายได้ แถมถ้าเรื่องมันใหญ่คิดว่าต้องมีคนรับผิดชอบกันกี่คน คิดว่าเงินที่ได้จากการอนุมัติโครงการจัดซื้อนี้มันเท่าไหร่ พลตรีอเนกรีบติดต่อขอเข้าพบนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเพื่อพูดคุยเรื่อง อุปกรณ์ทางการทหารที่กำลังเป็นประเด็น
แสงตัดสินใจไปร่วมงานศพที่ผู้หญิงมีอายุคนนั้นชวน ทันทีที่แสงเดินเข้าไปในงานศพก็มีคนมางานมากมาย ที่นี้มีทั้งคนที่ยอมรับเงินค่าเสียหายและจัดงานศพ มีทั้งคนที่ตัดสินใจรักษาศพเพื่อสู้คดี มีทั้งคนที่เป็นเพื่อนคนตาย ร่วมเป็นถึงคนในครอบครัวของคนตายจากเหตุการณ์นั้น เมื่อมีคนที่เห็นแสงก็มีบางคนจำแสงได้ มีทั้งคนมาตบไหล่ และ มีคนทั้งคนเข้ามากอดแสงด้วยนํ้าตา ในระหว่างที่แสงกำลังลังเลกับสิ่งที่ชายสวมหน้ากากพูดนั้น พอเขาเข้ามาร่วมงานศพนี้เขากลับรู้สึกว่าเขามัวทำอะไรอยู่ ในระหว่างที่คนพวกนี้กำลังสับสนแต่ก็มีบางคนยังสู้ต่อ เขาที่รู้ทุกอย่างดีแต่กลับยังลังเลและไม่รู้ว่าควรทำยังไง ความรู้สึกของทุกคนในงานเข้าถาโถม จนแสงต้องเดินออกไปนอกงานแล้วยืนสูบบุหรี่ ในระหว่างที่แสงสูบบุหรี่อยู่นั้น ก็มีชายวัยรุ่นผมขาว ผิวขาว หน้าตาดี อายุมากกว่าหมอกเล็กน้อย น่าจะอยู่ในระดับมหาลัย เขาเดินมาหาแสงพร้อมกับยื่นเบียร์กระป๋องให้แสง " เอาหน่อยไหมลุง ที่นี้เราเจอกันมากหนักทุกคน " แสงรู้สึกขอบคุณแต่เขาก็ต้องปฎิเสธพร้อมกับตอบกลับ " ขอบใจหนุ่ม แต่ฉันยังต้องขับรถกลับเองนะ " " คุณคิดว่าเราจะชนะไหม " วัยรุ่นชายผมขาวถาม " หมายถึงเรื่องไหนไรล่ะ " แสงถามกลับ ในตอนนี้เขาเริ่มดีขึ้นหลังจากที่ได้สูบบุหรี่ " ทุกเรื่องเลย ลุงคิดว่าเราจะชนะไหม " วัยรุ่นชายผมขาวตอบกลับ " ฉันไม่รู้ แต่เราก็ควรจะมีความหวังจริงไหม " แสงพูดจบเขาก็ตัดสินใจ เดินกลับเข้าไปในงานศพร่วม พอมีโอกาสแสงก็เข้าไปปรึกษากับทนายความที่ทำคดีให้กลุ่มผู้ประท้วง แม้ส่วนตัวแสงจะรู้ว่าพอเป็นไปได้ที่คนพวกนี้จะพอได้รับค่าเยียวยาเป็นค่าเสียหาย แต่การที่จะหวังให้มีใครต้องออกมารับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น แสงกับมองไม่เห็นทางเลย
อาจารย์วินัยหลังจากแถลงข่าวรอบสอง เขาก็รอบโดนกดดันมีนายทหารมาติดต่อ แต่โชคยังดีที่ดูแล้วไม่มีขั้นทำร้ายร่างกาย และการคุกคามก็มีหนัก สลับเบาบางแล้วแต่นายทหารที่มาติดตามเขาในแต่ละวัน แต่ถึงเป็นแบบนั้นมันก็ทำให้เขาเครียดจนแทบเป็นบ้าเหมือนกัน แต่มันก็ไม่เสียซะทีเดียว สื่อและประชาชนสร้างกระแส กดดันรัฐบาลได้มากเลยทีเดียว และรัฐบาลก็เริ่มไม่สามารถปฏิเสธหรือแสร้งว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นได้ แต่ยังไม่ได้มีการแสดงแอ็คชั่นที่เป็นรูปธรรมออกมา
นายกคนปัจจุบัน ได้มีการนัดพูดคุยกับพลตรีอเนก พลตรีอเนกได้มีการอธิบายต่อนายกรัฐมนตรีว่า อุปกรณ์นี้ได้มีการสั่งมาใช้งานจริงโดยเฉพาะพื้นที่ทางใต้ของประเทศ อุปกรณ์ชิ้นนี้มีบทบาทในการตรวจหาวัตถุระเบิดอย่างมาก และพลตรีอเนกยังเตรียมแพทย์ชันสูตร หรือ แพทย์นิติเวช ที่มีผลงานการผลักดันให้นำการใช้นิติเวชช่วยในการสืบหาพิจารณาคดี แพทย์คนนี้ก็ได้มีการนำอุปกรร์ชิ้นนี้ไปใช้ในการตรวจหาศพที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่กำลังตามหาได้เจอ นายกรัฐมนตรีแม้เขาจะพอรู้แก่ใจว่าเรื่องนี้มันมีปัญหา แต่เขาก็ไม่สามารถแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อทหารได้อย่างชัดเจน ในปัจจุบันรัฐบาลที่ยังพอมีเสถียรภาพส่วนหนึ่งก็เพราะได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานทหาร เป็นเรื่องที่ชั่งใจได้ยาก แถมเรื่องนี้ยังเกิดขึ้นใกล้ๆกับการฆ่าผู้ประท้วงอีก ฝ่ายรัฐก็จองแต่จะให้ยุบสภาเพื่อจะเรียกร้อง ให้เลือกตั้งใหม่ทุกวัน แม้นายกจะให้ความมั่นใจแก่กองทัพ แต่พอต้องแยกย้ายเขาก็ได้แต่ปวดหัวกับสิ่งี่เกิดขึ้น ถ้าเขาไม่สามารถบาลานซ์สถานการณ์ในตอนนี้ให้ดีพวกเขาไม่สามารถขึ้นเป็นรัฐบาลในสมัยหน้าได้แน่ๆ

อาจารย์ วินัย

ผบช. เกียรติศักย์ กนกรดา
มุมมองนักเขียน
เอาล่ะครับ จบไปอีกหนึ่งต่อ ในตอนแรกผมคิดว่าอาจจะแต่งไม่ทัน เดสลาย (DEADLINE) วันนี้ แต่ก็สุดท้ายกันทันจนได้ และผมคิดว่าผมกำลังหาทางจบภาค 2 อยู่ แต่รายละเอียดมัเยอะกว่าที่ผมคิดบางที มันอาจต้องจบภาค 2 เร็วกว่าเนื้อเรื่องที่ผมคิดเอาไว้ เพราะผมไม่อยากให้ในแต่ละภาคมีจำนวนตอนที่มากเกินไป และเมื่อแต่งเรื่องนี้จบแล้ว ผมก็อยากรีไรท์ด้วยเหมือนกัน เพียงแต่นั้นยังเป็นเรื่องในอนาคตอีกยาวไกล โดยฉบับรีไรท์ผมจะได้กระชับเนื้อเรื่อง เพราะมันไม่ได้เป็นรูปแบบนิยายรายสัปดาห์แล้ว แต่แสงกินผัดกะเพราผมจะไม่ตัดแน่นอน และผมสัญญาว่ามันจะคุ้มค่าต่อผู้อ่านแน่นอน