“ดีเลย เราจะออกเดินทางในอีกสองวันนะ ระหว่างนี้ก็ไปเตรียมตัวให้พร้อม ส่วนหน้าที่รับใช้หลักของเ้า ข้าจะไปคุยกับฝ่ายบริหารวิทยาลัย ว่าให้โอนไปให้อีกสามคนที่เหลือชั่วคราว เพราะฉะนั้น ไม่ต้องเป็ห่วง”
แฟนนี่ยิ้มอย่างมีเสน่ห์เมื่อเห็นหานซั่วตอบตกลง ดวงหน้างดงามยิ่งติดตราตรึงใจ ก้อนเนื้อในอกของหานซั่วถึงกับเต้นไม่เป็ส่ำ
ก่อนที่เขาจะเข้ามาอยู่ในร่างของไบรอัน ชีวิตของหานซั่วจัดได้ว่าเป็พวกเหลวแหลก ไม่เพียงแต่เขาไม่เคยทำงานอะไรเป็ชิ้นเป็อัน ชีวิตรักยิ่งน่าสมเพชเกินรับไหว เขาไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับเลยผู้หญิงจนกระทั่งวันนี้
เมื่อมาถึงโลกใบนี้ การยับยั้งชั่งใจของหานซั่วก็ลดน้อยลง โดยเฉพาะการฝึกฝนเวทมนตร์ที่ทำให้ชีวิตของเขาเต็มไปด้วยความปรารถนา ชีวิตจมปลักที่น่าหดหู่และไร้จุดหมายในอดีต ถูกฝังไปกับตัวตนเก่าของเขาอย่างสมบูรณ์ รวมทั้งแรงกดดันจากครอบครัว และนิสัยเก็บตัวที่ส่งผลให้เขาไม่เคยกล้าทำตามความคิดชั่วร้ายที่หยั่งรากลึกอยู่ในใจ
เวลานี้ในโลกที่ต่างไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยความแข็งแกร่งที่เพิ่มมากขึ้นจากการฝึกซ้อมเวทมนตร์ เขา้าเพียงใช้ชีวิตให้เต็มที่โดยไม่นึกเสียใจ และทำตามสิ่งที่ซ่อนอยู่ลึกภายในใจให้เป็จริงขึ้นมา...
โดยเฉพาะเื่ผู้หญิง คือความปรารถนาที่หัวใจของหานซั่วไม่เคยต้านทานได้
แฟนนี่ไม่ได้เป็เพียงผู้หญิงที่งดงามและมีเสน่ห์น่าหลงใหล แต่เธอยังสนอกสนใจความรู้สึกของหานซั่วมากเป็พิเศษ และเขาก็อยู่ในวัยที่มีความสนใจในเพศตรงข้ามอยู่แล้ว ทำให้ยากจะหักห้ามใจ โดยเฉพาะหลักของเวทปีศาจที่ว่า ‘ผู้ใช้เวทปีศาจจะทำตามที่ใจปรารถนา’ ด้วยแล้ว ธรรมชาติจึงกดดันให้หานซั่วมองแฟนนี่ในฐานะเหยื่อของความใคร่
“อาจารย์แฟนนี่ครับ อสูรมิติมืดที่เราอัญเชิญมาจะไม่เหมือนกันสักตนเลยหรือครับ? เป็ไปได้ไหมครับว่าเราจะเจาะจงอัญเชิญอสูรตนเดิมมาอีกครั้ง หลังจากที่เราส่งมันกลับไปยังมิติมืดแล้ว?”
เมื่อหานซั่วสัญญากับแฟนนี่ว่าจะออกเดินทางไปด้วย เขาจึงต้องจัดการเื่ของตนเอง หานซั่วทำอะไรไม่ได้เลยเมื่อไม่มีเ้าโครงกระดูกน้อยที่เขาไว้ใจอยู่เคียงข้าง
แม้เขาสามารถสื่อสารกับมันได้จากระยะไกล แต่ด้วยระดับพลังจิตของเขาในเวลานี้ หากออกเดินทางก็คงจะยากที่จะคงการสื่อสารเอาไว้ เพราะครั้งนี้พวกเขาต้องแยกจากกันเป็ระยะทางที่ไกลมาก และถ้าเ้าโครงกระดูกน้อยเจอปัญหาในขณะที่หานซั่วไม่ได้อยู่ใกล้ ๆ และใช้พลังจิตสั่งการ คงวุ่นวายไม่น้อย
แม้หานซั่วมั่นใจว่าเขาสามารถส่งเ้าโครงกระดูกน้อยกลับไปยังมิติมืดได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะอัญเชิญมันกลับมาอีกครั้งได้หรือไม่ เขาอยากจัดการปัญหานี้ให้ได้ก่อนออกเดินทาง และในฐานะอาจารย์ของสาขาศาสตร์แห่งความตาย แฟนนี่จะต้องรู้ดีเื่พวกนี้อยู่แล้ว หานซั่วไม่มีทางแก้ปริศนานี้ได้ ก็ไม่ได้แปลว่าแฟนนี่จะแก้ไม่ได้ จึงจำเป็ต้องถามออกมา
แฟนนี่มองหานซั่วด้วยความสับสนเมื่อได้ยินคำถาม ริมฝีปากอวบอิ่มของเธอเผยอเล็กน้อยและเริ่มพูด
“เอ๊ะ ไบรอัน ทำไมเ้าถึงถามแบบนี้? มันเป็เื่ที่นักเรียนศาสตร์แห่งความตายจะต้องใส่ใจ แต่เ้าไม่ควรสนใจเื่พวกนี้นะ”
“ออ... คำถามของลิซ่าน่ะครับ ข้าแค่มาถามเผื่อเธอเฉยๆ”
หานซั่วน้อมศีรษะและพูดอย่างจริงใจ
เมื่อได้ยินคำตอบ แฟนนี่ก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร เพราะเธอรู้ว่าลิซ่าชอบฝึกใช้เวทมนตร์ศาสตร์แห่งความตายกับหานซั่วบ่อย ๆ จึงสมเหตุสมผลพอที่ลิซ่าจะฝากหานซั่วมาถาม เธอครุ่นคิดครู่หนึ่งและตอบไปว่า
“อย่างนี้นี่เอง... ก็ใช่ว่าเราจะไม่สามารถอัญเชิญอสูรตนเดิมกลับมาหลังจากที่ส่งมันไปยังมิติมืด แต่ปกติแล้ว เราไม่จำเป็ต้องทำแบบนั้นก็เท่านั้นเอง
ทุกครั้งที่อสูรถูกอัญเชิญมาจากอีกมิติหนึ่ง ไม่ว่าจะตนเดียวหรือเป็กลุ่ม ก็จะถูกสุ่มเลือกจากฝูงอสูรมิติมืดในระดับเดียวกัน ขึ้นอยู่กับระดับพลังจิตที่ใช้ในการร่ายเวทด้วย เพราะอสูรมิติมืดในระดับเดียวกันก็จะมีความแข็งแกร่งเท่า ๆ กัน จึงไม่มีใครเคยใส่ใจเื่การเจาะจง”
“ถ้าเราอยากอัญเชิญอสูรมิติมืดตนเดิมหลังจากส่งมันกลับไปอีกมิติแล้ว ต้องทำอย่างไรหรือครับ?”
หานซั่วคิดตามอย่างรวดเร็วและโพล่งถามทันที
แฟนนี่ค่อย ๆ เก็บม้วนคาถา นิ้วเรียวยาวของเธอคลำไปตามพื้นทางเดิน เธอขมวดคิ้วขณะอธิบาย
“ถ้าอยากอัญเชิญอสูรตนเดิมมาอีกครั้งจริง ๆ ต้องใช้ ‘ตราประทับเวทมนตร์’ บนร่างกายของมัน และพุ่งเป้าไปที่อสูรตัวนั้นผ่านตราประทับเวทมนตร์ในครั้งต่อไปที่จะอัญเชิญ วิธีนี้ก็จะทำให้เราอัญเชิญอสูรตนเดิมกลับมาได้”
หัวใจของหานซั่วลิงโลดทันทีที่ได้ยินแฟนนี่พูด แต่เขาก็ย่นหน้าผากทันทีพลางพึมพำกับตัวเอง
“อย่างนี้นี่เอง สงสัยจริง ลิซ่าจะรู้ไหมว่าจะใช้ตราประทับเวทมนตร์กับอสูรมิติมืดที่อัญเชิญมาอย่างไร”
เมื่อมองหานซั่วด้วยสายตาประหลาดใจ แฟนนี่ก็ยิ้มและพูดอย่างอ่อนโยน
“ไบรอัน เ้านี่เป็คนที่จิตใจดีจริง ๆ ข้ารู้ว่าลิซ่าไม่ค่อยทำดีกับเ้าสักเท่าไร ทั้งยังสร้างปัญหาให้ร่างกายเ้าเพราะคำสาปกรีดิญญาอีก ไม่เพียงแต่เ้าไม่ถือโทษโกรธ แต่เ้ากลับเป็ห่วงเธอเสียอีก ทุกวันนี้ คนที่ซื่อบริสุทธิ์และจิตใจดีแบบเ้ามีน้อยมากเลยนะ”
ซื่อบริสุทธิ์? จิตใจดี? หานซั่วพูดอะไรไม่ออก ได้แต่คงรอยยิ้มแห้ง ๆ บนใบหน้า เขาเกาศีรษะและพูดอย่างกระดากอาย
“ฮะๆ ข้าแค่คิดว่า ไม่ว่าเหตุผลใดก็ตาม ความเคียดแค้นไม่ใช่สิ่งที่ควรทำน่ะครับ แล้วคนคงเข้าใจเราเอง ถ้าเราปฏิบัติกับเขาดีๆ”
แฟนนี่หัวเราะเบา ๆ พยักหน้าอย่างเห็นพ้อง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เธอหยิบกระดาษสีเหลืองแผ่นบางออกมาจากตู้ข้าง ๆ ใช้นิ้วเรียวยาวหยิบปากกาขนนกจุ่มในน้ำหมึก ก่อนจะขีดเขียนอะไรบางอย่างลงไป
เพียงครู่เดียว แฟนนี่ก็เสียบปากกาขนนกลงในขวดน้ำหมึกตามเดิม และยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้หานซั่วด้วยรอยยิ้ม
“นี่เป็คาถา แล้วก็วิธีใช้ตราประทับเวทมนตร์กับอสูรมิติมืดที่อัญเชิญมา เอาไปให้ลิซ่าเถอะ ข้ารู้ว่านักเวทระดับเริ่มต้นอย่างเธอคงรู้ว่าต้องทำอย่างไร”
หานซั่วดีใจจนเนื้อเต้นเมื่อเขารับกระดาษจากแฟนนี่ เขาค้อมศีรษะพร้อมกับยิ้มซื่อ ๆ และพูดอย่างกระตือรือร้น
“ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลยครับ ลิซ่าต้องดีใจมากแน่ๆ”
กล่าวจบ หานซั่วก็รีบวิ่งออกจากห้องทดลองของแฟนนี่ พร้อมกับกระดาษแผ่นบางที่กำแน่นไว้ในมือ
“เป็เด็กที่ใสซื่อจริง ๆ หวังว่าต่อไปลิซ่าจะหาเื่เขาน้อยลงเพราะเื่นี้นะ” แฟนนี่ยิ้มเล็กน้อย และพูดอย่างมีความหวังเมื่อเห็นหานซั่วรีบพรวดพราดออกจากห้องไป
...............................
เวลาเที่ยงคืน ณ สุสานหลังวิทยาลัยเวทมนตร์และศาสตร์แห่งพลังบาบิโลน
“โอ ความมืดมิดอันเป็นิรันดร์เอ๋ย จงแปรเปลี่ยนเป็ศรกระดูก และทำลายล้างตามประสงค์แห่งข้า --- เวทศรกระดูก!”
ศรกระดูกคมกริบก่อตัวขึ้นกลางอากาศเมื่อเสียงร่ายเวทอันแ่เบาจบลง พร้อมกับเสียงแหวกอากาศดังกึกก้อง พุ่งเข้าใส่กลางอกของหุ่นฟางที่อยู่เบื้องหน้าอย่างรุนแรง
“ฮ่าฮ่า ในที่สุดข้าก็ยิงศรกระดูกได้สำเร็จ!”
หานซั่วหัวเราะลั่นและพูดด้วยความภาคภูมิใจ หลังจากที่เห็นศรกระดูกไม่ะเิแตกออกกลางอากาศหรือมีวิถีผิดเพี้ยนแต่อย่างใด
เวลาผ่านไปนานพอควรั้แ่เกิดเหตุที่สุสานครั้งนั้น หานซั่วจึงกลับมาฝึกเวทศรกระดูกที่นี่ต่อ ตราบใดที่เขามั่นใจว่าจะไม่มีใครสนใจสถานที่แห่งนั้น
่เวลานี้เอง พลังจิตของเขาเพิ่มขึ้นอย่างก้าวะโ โดยเฉพาะหลังจากที่เจอลูกแก้วประหลาด เมื่อเขารอดชีวิตมาได้จากหายนะครั้งนั้น ทำให้พลังจิตของหานซั่วเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล หลังจากเฝ้าฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอและเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับเวทมนตร์ หานซั่วก็เชี่ยวชาญในคาถาของศาสตร์แห่งความตายชั้นต้นหรือเวทศรกระดูกอย่างสมบูรณ์ ไร้ข้อผิดพลาด
เ้าโครงกระดูกน้อยยืนเฝ้ายามอยู่ไม่ไกล ดวงตากลวงโบ๋สอดส่ายไปรอบทิศตามที่ศีรษะของมันหันมอง กริชกระดูกในมือขวาส่องประกายออร่าสีดำทะมึนท่ามกลางแสงจันทร์สาดส่อง
พรุ่งนี้แล้วที่เขาจะได้ออกไปผจญโลกภายนอกวิทยาลัยกับแฟนนี่และนักเรียนคนอื่น ๆ ความลับเื่ที่หานซั่วอ้างชื่อลิซ่าเพื่อถามคำถามกับแฟนนี่ยังไม่แตก แต่ก็ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร เพราะแฟนนี่ก็ไม่ใช่คนที่ชอบถามรายละเอียดยิบย่อย และน่าจะลืมเื่นี้ไปได้ภายในวันสองวัน
ผ่านไปครบสองวัน เมื่อหานซั่วศึกษา ‘ตำราศาสตร์แห่งความตายขั้นพื้นฐาน’ และ ‘ตำราอสูรมิติมืด’ รวมทั้งพิจารณาข้อความบนกระดาษแผ่นบางของแฟนนี่อย่างถี่ถ้วน เขามั่นใจว่าจะใช้ตราประทับเวทมนตร์บนตัวของเ้าโครงกระดูกน้อยได้ และตั้งใจว่าจะทำก่อนออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น
เ้าโครงกระดูกน้อยที่กำลังเดินลาดตระเวนอยู่ใกล้ ๆ รีบพุ่งเข้ามาหาหานซั่วตามคำสั่งผ่านกระแสจิต เดือยกระดูกเจ็ดปีกของมันกระพือไปมาในอากาศ ราวกับด้วยแรงหนุนนี้เองที่ทำให้ร่างของเ้าโครงกระดูกน้อยลอยเหนือพื้นเล็กน้อยขณะที่มันกำลังวิ่ง ทำให้หานซั่วประหลาดใจมาก พลางคิดว่าความพยายามในการเสริมสร้างเ้าโครงกระดูกไม่ได้เสียเปล่าเลย และเหมือนกับเขาไม่มีผิด ที่ตัวมันเองก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อเ้าโครงกระดูกน้อยมาหยุดยืนข้าง ๆ หานซั่ว เขารวบรวมสมาธิแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน มือทั้งสองงอนิ้วเล็กน้อยชูขึ้นในอากาศ และเริ่มร่ายเวทมนตร์ตามที่แฟนนี่เขียนไว้ให้
“อสูรรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ ในนามของผู้อัญเชิญ ข้าขอประทับตราอันเป็นิรันดร์นี้ไว้บนตัวเ้า --- ตราประทับทมิฬ!”
หานซั่วรู้สึกถึงพลังจิตที่ถูกสูบออกไปอย่างรวดเร็วเมื่อร่ายเวทจบ ออร่าสีดำสนิทราวน้ำหมึกขนาดเท่ากำปั้นก่อตัวเป็รูปร่างระหว่างมือของเขาทั้งสองข้าง
ตราประทับทมิฬต้องใช้พลังจิตในปริมาณมากกว่าที่เขาคิดไว้ ตอนนั้นเองที่เขารู้ตัวว่ามองข้ามอะไรบางอย่างไป --- ลิซ่าเป็นักเวทระดับเริ่มต้น ในขณะที่เขาเป็เพียงนักเวทฝึกหัด วิธีการที่แฟนนี่เขียนมาให้ดูเหมือนจะอิงตามระดับพลังจิตของลิซ่า โดยไม่ได้คิดเผื่อว่านักเวทฝึกหัดจะเป็ผู้ใช้
หานซั่วรู้สึกปวดศีรษะอย่างรุนแรงเมื่อค่อย ๆ สูญเสียพลังจิตไปทีละน้อย
ตอนนั้นเอง ออร่าที่เกิดขึ้นระหว่างมือทั้งสองของเขาก็พุ่งเข้าไประหว่างโพรงลูกตาว่างเปล่าของเ้าโครงกระดูกน้อยอย่างรวดเร็ว และในขณะเดียวกัน หานซั่วก็รู้สึกหมดกำลังอย่างสิ้นเชิง เขาล้มตัวลงนั่งบนพื้นอย่างแรงพร้อมหอบหายใจ
ทันใดนั้น ราวกับม่านบาง ๆ ที่เคยบดบังความทรงจำเกี่ยวการร่ายเวทของฉู่ชางหลานพลันยกตัวขึ้น จนทุกสิ่งปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน
ความทรงจำที่ค้นพบใหม่เป็เื่เกี่ยวกับการควบคุม ‘ขุมพลังเวทมนตร์’ และ ‘กฎปลุกอาคม’ ซึ่งช่วยให้หานซั่วเข้าใจบางส่วนของความทรงจำที่เลือนรางของฉู่ชางหลานได้อย่างน่าประหลาด
เสียงลมแทรกผ่านอากาศดังขึ้นจนรบกวนห้วงความคิด หานซั่วพยายามยกศีรษะขึ้นเพื่อตามหาที่มาของเสียง และเขาก็ต้องตกตะลึง
เ้าโครงกระดูกน้อยะโโลดเต้นโบกกริชกระดูกคมกริบไปมาในอากาศ แสงสีฟ้าอ่อนส่องประกายห่อหุ้มร่างของมันใต้แสงจันทร์ กริชกระดูกซึ่งกวัดแกว่งตามการเคลื่อนไหวของมือกระหน่ำแทงหุ่นฟางหลายครั้งจนเต็มไปด้วยรูพรุน
เมื่อหานซั่วคืนสติหลังจากตกตะลึงไปชั่วขณะ ใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความสุขอย่างเหลือล้น เขาเงยหน้าขึ้นฟ้าพร้อมกับะโดังลั่น
“ให้ตาย เรานี่มันเจ๋งชะมัด!”
**************************