"รั้งพวกเราให้อยู่ในวังยังไม่พอ บัดนี้แม้แต่ลูกสาวก็ยังจะให้อยู่ในวังอีกหรือ?" จินเซียวหรานทอดถอนใจออกมาเบา ๆ
"ตระกูลจินของเราจงรักภักดีมาถึงสามชั่วคน ฝ่าบาทจะมาแย่งชิงบุตรสาวของเราไปเช่นนี้ได้อย่างไร?" จินเซียวหรานเอ่ยอย่างขุ่นเคืองใจ พลางกระชับกอดบุตรสาวตัวน้อยในอ้อมอกให้แน่นขึ้น
"ท่านแม่ทัพ โปรดระวังคำพูดด้วยเจ้าค่ะ!" สวินอวิ๋นเกอเอ่ยเตือนด้วยความระแวดระวัง นางกวาดสายตามองบานประตูและหน้าต่าง เมื่อแน่ใจว่าปิดสนิทและไม่มีนางกำนัลอยู่บริเวณนั้นจึงกล่าวต่อ "ในเมื่อฝ่าบาททรงมีราชโองการลงมาแล้ว ย่อมหมายความว่าเรื่องนี้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้อีก"
"ไม่แน่ว่าหากจ้วงจ้วงเติบโตขึ้น พวกเราก็อาจจะรับตัวนางกลับมาอยู่ที่จวนของเราได้ตามปกติ"
"อีกอย่าง การที่ฝ่าบาททรงแต่งตั้งบุตรสาวของเราให้เป็นถึงท่านหญิงเจียผิงก็นับว่าเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น คนทั้งแผ่นดินต่างก็รู้ดีว่าฝ่าบาททรงโปรดปรานองค์หญิงน้อยมากเพียงใด หากบุตรสาวของเราได้พำนักอยู่ในตำหนักขององค์หญิงน้อย ข้าวของเครื่องใช้และการปรนนิบัติต่าง ๆ ย่อมต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุดอย่างแน่นอน"
"ข้าได้ยินมาว่าองค์หญิงน้อยนั้นเสวยแต่น้ำแกงเนื้อตุ๋นและน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ หากบุตรสาวของเราได้อยู่ร่วมกับองค์หญิงน้อย ทางวังหลวงก็ย่อมต้องจัดหาแม่นมที่มีน้ำนมบริบูรณ์มาคอยดูแลเป็นแน่ การดูแลเอาใจใส่ทุกอย่างภายในวัง ย่อมต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุดและมีมาตรฐานสูงสุดเสมอ"
"อีกทั้งจิ่นจือผู้เป็นพี่ชายของนางก็อยู่ที่นั่นด้วย ท่านพี่วางใจเถิด บุตรสาวของเราจะไม่มีวันถูกทอดทิ้งให้ลำบากแน่นอน" แม้สวินอวิ๋นเกอจะอาลัยอาวรณ์ ไม่อยากให้บุตรสาวต้องห่างกายไปมากเพียงใด ทว่าในเมื่อไม่อาจขัดขืนราชโองการได้ นางจึงทำได้เพียงเอ่ยปลอบโยนจินเซียวหรานเช่นนั้น
"ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผล เพียงแต่ข้ายังทำใจให้ห่างจากลูกไม่ได้ก็เท่านั้น" จินเซียวหรานพยักหน้ารับ
"ฝ่าบาทก็ตรัสอนุญาตแล้วนี่เจ้าคะ ว่าพวกเราสามารถเข้าไปเยี่ยมเยียนนางได้ทุกเมื่อ"
"ตกลงตามนี้ เช่นนั้นก็ส่งลูกไปที่ตำหนักฝูซวงเถิด เจ้าก็พักฟื้นร่างกายอยู่ที่นี่ให้ดีเถิด ไม่ต้องออกไปโดนลมด้านนอกหรอก เดี๋ยวข้าจะอุ้มจ้วงจ้วงไปที่ตำหนักฝูซวงเอง ถือโอกาสนี้ไปยลโฉมองค์หญิงน้อยผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือผู้นั้นเสียหน่อย"
สวินอวิ๋นเกอพยักหน้า นางบรรจงสวมสร้อยหยกขาวสลักลายมงคล ‘กุญแจมงคลอายุยืน’ ลงบนลำคอเล็ก ๆ ของจินจ้วงจ้วง จากนั้นจึงสอดเตาพกขนาดเล็กเข้าไปในผ้าห่อตัวทารกน้อยเพื่อเพิ่มความอบอุ่น
ที่ตำหนักฝูซวง อวิ๋นตั๋วตั๋วมองดูบรรดาผู้คนที่เดินขวักไขว่เข้าออกตำหนักด้วยความวุ่นวาย นางนึกสงสัยอยู่ในใจว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?
ทันใดนั้น นางก็ได้ยินเสียงร้องของเด็กทารกดังแว่วมา
พระสนมตำหนักใดให้กำเนิดทายาทอีกแล้วหรือนี่?
หากเป็นเช่นนั้น นางก็ไม่ใช่องค์หญิงที่อายุน้อยที่สุดในวังแล้วน่ะสิ? นางกำลังจะมีน้องชายหรือน้องสาวเพิ่มแล้วอย่างนั้นหรือ?
ทว่าอวิ๋นตั๋วตั๋วกลับรู้สึกแปลกใจอยู่ลึก ๆ เพราะในช่วงหลายวันที่ผ่านมา นางไม่เห็นได้ยินข่าวคราวเลยว่ามีพระสนมองค์ใดตั้งครรภ์?
ระหว่างที่กำลังขบคิดอยู่นั้นเอง จินเซียวหรานก็อุ้มจินจ้วงจ้วงเดินก้าวเข้ามาในตำหนัก
"ท่านพ่อ?" เมื่อจินจิ่นจือเห็นบิดาเดินเข้ามา เขาพลันชะงักไปชั่วครู่ ทว่าเมื่อสังเกตเห็นทารกน้อยในอ้อมอกของอีกฝ่าย เขาก็ถึงบางอ้อในทันที
"ท่านพ่อ ท่านแม่คลอดแล้วหรือขอรับ? ทุกอย่างราบรื่นดีหรือไม่? แล้วท่านแม่ปลอดภัยดีหรือเปล่า?" จินจิ่นจือรีบสาวเท้าเข้าไปหาจินเซียวหรานด้วยความเป็นห่วง
"เจ้าเด็กบ้า เจ้าได้น้องสาวแล้ว! ส่วนท่านแม่ของเจ้าก็ปลอดภัยดี ตอนนี้นางกำลังพักผ่อนอยู่ภายในตำหนักนั่นแหละ!" จินเซียวหรานกล่าวพลางส่งจินจ้วงจ้วงเข้าไปในอ้อมแขนของบุตรชาย ก่อนที่ตนเองจะเดินเข้าไปที่ข้างเตียงเพื่อมองดูอวิ๋นตั๋วตั๋ว
ทางด้านอวิ๋นตั๋วตั๋ว นางมองดูท่านลุงหนวดเคราเฟิ้มตรงหน้าด้วยความฉงน พลางกะพริบตาปริบ ๆ
"โอ้โห แม่หนูน้อยคนนี้ช่างหน้าตาน่าเอ็นดูเสียจริง!" จินเซียวหรานใช้นิ้วจิ้มพวงแก้มยุ้ยของอวิ๋นตั๋วตั๋วเบา ๆ แล้วแกว่งไกวเปลไปมา
"ข้าคือท่านลุงจินของเจ้านะ" จินเซียวหรานแนะนำตัว ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ตำหนักฝูซวง "การตกแต่งของที่นี่นับว่าไม่เลวเลยจริง ๆ เอาล่ะจิ่นจือ พ่อต้องกลับไปดูแลแม่ของเจ้าแล้ว ส่วนน้องสาวของเจ้า พ่อขอฝากให้เจ้าดูแลก็แล้วกัน"
"วางใจได้เลยขอรับท่านพ่อ! เออจริงสิ ท่านพ่อ แล้วน้องสาวมีนามว่าอันใดหรือขอรับ?" จินจิ่นจือตะโกนถามไล่หลังบิดาที่กำลังเดินจากไป
"จินจ้วงจ้วง!"
จินจิ่นจืออุ้มทารกน้อยที่กำลังแผดเสียงร้องไห้เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าอวิ๋นตั๋วตั๋ว จากนั้นจึงค่อย ๆ วางทารกน้อยลงบนเตียงอย่างทะนุถนอม
"จ้วงจ้วง นี่คือองค์หญิงน้อยนะ ต่อจากนี้ไป พวกเจ้าจะได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน" จินจิ่นจือก้มมองจินจ้วงจ้วงพลางเอ่ยอย่างจริงจัง เขาตั้งใจแนะนำองค์หญิงน้อยให้น้องสาวได้รู้จัก
"องค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ นี่คือน้องสาวของกระหม่อม นามว่า 'จินจ้วงจ้วง' ต่อไปในภายภาคหน้า นางจะคอยอยู่เป็นพระสหาย และเติบโตไปพร้อม ๆ กับพระองค์พ่ะย่ะค่ะ" จินจิ่นจือลูบหลังมือเล็ก ๆ ของอวิ๋นตั๋วตั๋วเบา ๆ พร้อมกับฉีกยิ้มกว้างกล่าวกระซิบกับนาง
'จินจ้วงจ้วง อย่างนั้นหรือ?'
อวิ๋นตั๋วตั๋วถึงกับมึนงงไปชั่วขณะ ชื่อนี้ออกจะตั้งส่งเดชไปหน่อยหรือไม่?
ไม่ว่าจะเป็นชื่อ จินเฉียนเป้า จินหยวนเป่า จินหลงอวี๋ หรือจินส่านส่าน ฟังดูแล้วยังจะไพเราะเสนาะหูกว่า 'จินจ้วงจ้วง' เป็นไหน ๆ !
นี่มันชื่อของเด็กผู้หญิงตรงไหนกัน หากนางเติบโตขึ้นไปจะกล้าเอาชื่อนี้ไปสู้หน้าผู้คนได้อย่างไร?
ทว่าในยามนี้ อวิ๋นตั๋วตั๋วยังหารู้ไม่ว่าเมื่อจ้วงจ้วงเติบโตขึ้น นางจะกลายเป็นดรุณีน้อยหน้าตาน่ารักที่ชอบส่ายสะโพกไปมาหยอกล้อกับแมงป่อง และได้รับฉายาว่าเป็น 'สตรีเซียนพิษอันดับหนึ่งแห่งหนานหยาง'
ขณะที่จินจิ่นจือกำลังทอดสายตามองดูน้องสาวทั้งสองบนเตียงอย่างเพลิดเพลิน จู่ ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงสายลมสายหนึ่งที่พัดผ่านจากทางด้านหลัง ชายหนุ่มชักกระบี่ออกจากฝักในทันควัน พร้อมกับตวาดเสียงกร้าว "นั่นใคร?"
จินจิ่นจือจ้องมองคนแปลกหน้าด้วยสายตาระแวดระวังเต็มที่
"พี่ชายท่านนี้ มีสิ่งใดค่อยพูดค่อยจากันเถิด ทุกเรื่องย่อมเจรจากันได้ วางกระบี่ในมือของท่านลงก่อนดีหรือไม่?" เด็กหนุ่มวัยแปดหนาวผู้สวมใส่อาภรณ์หรูหราสูงศักดิ์ กำลังยกมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือหัวเพื่อร้องขอชีวิต เขามองดูเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันตรงหน้าด้วยแววตาประหวั่นพรั่นพรึง
"เอะอะก็ชักอาวุธขึ้นมาข่มขู่กันเช่นนี้ ช่างเสียกิริยาปัญญาชนเสียนี่กระไร ฮ่าฮ่า ช่างไร้อารยธรรมจริง ๆ " องค์ชายสาม อวิ๋นอี้ซูหัวเราะกลบเกลื่อน พลางใช้นิ้วค่อย ๆ ดันคมกระบี่ของจินจิ่นจือที่พาดอยู่บนลำคอของตนออกไปให้ห่างอย่างระมัดระวัง
"ข้าคือพระเชษฐาของตั๋วตั๋ว องค์ชายสามอวิ๋นอี้ซู ข้าเพียงแค่ตั้งใจมาเยี่ยมน้องสาวของข้าเท่านั้นเอง" เมื่ออวิ๋นอี้ซูเห็นว่ากระบี่ของจินจิ่นจือยังคงจ่อแนบอยู่ที่ลำคอโดยไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อนออกไปแม้แต่น้อย เขาจึงต้องรีบอธิบายต่อ พร้อมกับฉีกยิ้มประจบประแจงและแนะนำตัวเสียงใส
"ที่แท้ก็เป็นพระเชษฐาขององค์หญิงนี่เอง จะเสด็จมาก็เสด็จมาสิพ่ะย่ะค่ะ เหตุใดจึงต้องทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ด้วยเล่า?" เมื่อทราบความจริง จินจิ่นจือจึงตวัดเก็บกระบี่เข้าฝักตามเดิม
"เอ๊ะ? เหตุใดบนเตียงถึงได้มีเด็กทารกโผล่มาเพิ่มอีกคนหนึ่งกันล่ะ?" อวิ๋นอี้ซูร้องอุทานด้วยความประหลาดใจ เมื่อพบว่าบนเตียงมีทารกน้อยนอนอยู่ถึงสองคน
"คนที่นอนอยู่ด้านข้างคือ 'จินจ้วงจ้วง' น้องสาวของกระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ" จินจิ่นจือเอ่ยแนะนำให้อวิ๋นอี้ซูรู้จัก
อวิ๋นอี้ซูชะโงกหน้าเข้าไปดูใกล้ ๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก็พบว่าข้างกายของน้องสาวสุดที่รักมีทารกตัวจ้อยนอนขนาบข้างอยู่อีกคนจริง ๆ
ยามที่อวิ๋นอี้ซูทอดพระเนตรมองอวิ๋นตั๋วตั๋ว ทุกครั้งที่เขาได้พบน้องสาว อารมณ์ที่ขุ่นมัวก็จะพลันเบิกบานขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ น้องสาวของเขานั้นช่างน่ารักน่าชัง ผิวพรรณขาวผ่องนวลเนียนประดุจหยกสลัก ราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบก็มิปาน
ทว่าพอหันไปมองยัยหนูที่ชื่อ 'จินจ้วงจ้วง' น้องสาวของสหายตรงหน้าผู้นี้ เหตุใดนางถึงได้ดูหน้าตาเหี่ยวย่นยู่ยี่ ซ้ำยังมีน้ำลายไหลย้อยอยู่ที่มุมปาก ท่าทางดูแล้ว คล้ายกับเด็กที่ดูไม่ค่อยเฉลียวฉลาดนัก
"นี่พี่ชาย เหตุใดน้องสาวของท่านถึงได้หน้าตาอัปลักษณ์ดูไม่ได้เพียงนี้เล่า? รูปร่างหน้าตาดูราวกับยายเฒ่าตัวแคระไม่มีผิด!" อวิ๋นอี้ซูลูบปลายคางของตนเองเบา ๆ พลางขมวดคิ้วมุ่นพินิจพิจารณาจินจ้วงจ้วงตั้งแต่หัวจรดเท้า
"สู้หน้าน้องสาวของข้าก็ไม่ได้! น้องสาวของข้าคือเทพธิดาตัวน้อยจุติลงมาเกิดชัด ๆ !" อวิ๋นอี้ซูเชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความเริงร่า
"ท่านลองดูน้องสาวของท่านสิ ท่านเป็นพี่ชายประสาอันใดกัน เหตุใดใบหน้าของน้องสาวท่านถึงได้ดูเหลืองซีดเช่นนี้? หรือว่าแอบทาผงยาอะไรเอาไว้กันแน่?" ว่าแล้วเขาก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ทารกน้อย ก่อนจะยื่นมือซุกซนออกไปถูไถบนใบหน้าของจินจ้วงจ้วงอย่างแรงเสียหนึ่งที
จินจ้วงจ้วงรู้สึกเจ็บปวด นางจึงพลันแผดเสียงร้องไห้ออกมาดังลั่นตำหนัก
ส่วนอวิ๋นตั๋วตั๋วที่นอนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับถีบขาสั้นป้อมของตนเองขึ้นมาด้วยความตกใจ นางแอบตะโกนอยู่ในใจว่า สวรรค์! ต่อให้นางจะดูไม่น่ารักจริง ๆ แต่เสด็จพี่จะกล่าววิจารณ์ตรง ๆ ต่อหน้าพี่ชายแท้ ๆ ของนางเช่นนี้ไม่ได้นะเพคะ!
เสด็จพี่สามเอ๋ยเสด็จพี่สาม ท่านไปหาเรื่องใครไม่หา เหตุใดต้องมาหาเรื่องพี่ชายจอมโหดผู้นี้ด้วยเล่า?
วรยุทธ์ของพี่ชายตัวน้อยผู้นี้สูงส่งจนน่ากลัวนัก ต่อให้รวมพลังของเสด็จพี่ใหญ่และเสด็จพี่รองเข้าไปด้วยก็ใช่ว่าจะเอาชนะเขาได้ แล้วนับประสาอันใดกับวันนี้ที่ท่านแอบหนีมาเพียงลำพังคนเดียวเล่า!
นางได้แต่ลอบเหงื่อตกแทนพี่ชายอยู่เงียบ ๆ ในใจ
เสด็จพี่สามเอ๋ย งานนี้ก็จงปกปักรักษาตัว เอาตัวรอดให้ได้ก็แล้วกันนะเพคะ!
"เมื่อครู่เจ้าว่าใครอัปลักษณ์นะ?"