หัวหน้าหน่วยเหยี่ยวดำนั้นมีชื่อเต็มว่าจิ้นหลิงเขาเป็หัวหน้าหน่วยที่ 1 ของกองกำลังพิเศษเหยี่ยวดำั้แ่เด็กจนโตล้วนปฏิบัติงานอย่างซื่อสัตย์ตามหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
ครั้งนี้เขาได้รับคำสั่งที่พิเศษมากๆมาจากเบื้องบนเพราะเหตุการณ์ที่มีคลื่นพลังลูกใหญ่ซัดกระจายไปทั่วทั้งเมือง A เมื่อวานนี้ทำให้กองทัพนั่งไม่ติด
ในยุคสมัยนี้เพียงสมบัติระดับ4 ก็นับว่ามีค่าแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเม็ดยาหรือสมบัติระดับมากกว่า 5 เลยเพราะพวกมันเหมือนดั่งสิ่งที่เป็ตำนานและไม่มีใครในยุคนี้สามารถสร้างหรือปรุงมันขึ้นมาได้
ที่เหลืออยู่มีเพียงสิ่งที่ตกทอดมาเท่านั้น
ดังนั้นทางกองทัพจึงให้ความสำคัญกับมันมากหากมันเป็เม็ดยาซึ่งไม่มีคนรู้จักนั่นหมายถึงการเปิดขึ้นของประตูบานใหม่ๆที่อาจจะสามารถผลักดันพลังของผู้ฝึกตนให้เหนือไปกว่าขั้นปรมาจารย์ได้
นั่นทำให้กองทัพถึงขนาดยอมไม่เลือกวิธีการยอมทำเื่ไร้มารยาทโดยไม่สนใจสิ่งใด
จิ้นหลิงความจริงแล้วเป็เพียงชายที่รับเคราะห์คนหนึ่งเขาเพียงต้องปฏิบัติตามหน้าที่และคำสั่งที่ได้รับมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็เท่านั้น
แล้วคราวนี้เขาไปยั่วยุตัวตนแบบไหนเข้ากัน?
จิ้นหลิงกัดฟันกรอดพลังฝึกตนระดับจอมยุทธ์ขั้น 5ของเขาเหมือนดั่งของเล่นไร้ประโยชน์ยามที่อยู่ต่อหน้าหญิงสาวคนนี้เขาไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นมาทำได้เพียงนั่งคุกเข่าราวกับข้าราชบริพารที่สวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์
คนที่เหลือในห้องก็ไม่ต่างกันทหารจากหน่วยเหยี่ยวดำนอนสั่นคุดคู้อยู่ที่พื้นด้วยความหวาดกลัวพวกเขาเป็กองกำลังพิเศษที่ผ่านการฝึกมาเป็อย่างดีแต่เมื่อมาเผชิญหน้ากับหญิงสาวคนหนึ่งกลับทำไม่ได้แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามอง
ส่วนหานเซี่ยวยี่อี้ฟานและติงคังินั้นดูจะสภาพแย่กว่าใครเพื่อนเหมือนดั่งกับว่าแรงกดดันในบริเวณที่พวกเขาอยู่มันจะหนักหนากว่าตรงอื่นเพราะนอกจากลงไปนอนกับพื้นแล้วใบหน้าของพวกเขายังไม่สามารถดึงออกมาได้
ใบหน้าข้างหนึ่งของพวกเขาบี้แบนเพราะแรงกดทับจนเหมือนหัวหมูโดยเฉพาะกับหานเซี่ยวยี่ที่พลังฝึกตนต่ำต้อยที่สุดนั้นขยับได้แค่แขนขาในขณะที่มีน้ำตาไหลพราก
หมดสิ้นซึ่งความหยิ่งผยองและท่าทางราวกับคุณหนูนั่น
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน!?
ข้ารับใช้และคนดูแลของบ้านตระกูลถังมองภาพที่เกิดขึ้นอย่างไม่เข้าใจอยู่ๆทหารและแขกที่สูงศักดิ์เ่าั้กลับลงไปนอนสั่นกับพื้นกันหมดพวกเขาที่อยู่ข้างๆถึงกับใแล้วหันมามองหน้ากันไปมา
ถังเทียนจี๋ที่อยู่ด้านหลังไป่ฟานเซียนกำลังมองภาพที่เกิดขึ้นด้วยร่างกายที่สั่นสะท้านเพราะเหล่าคนของตระกูลถังที่อยู่ฝั่งนั้นไม่ได้รับผลกระทบจากแรงกดดันของท่านปรมาจารย์ไป่เลยแม้แต่นิดเดียวนั่นหมายความว่านางสามารถควบคุมแรงกดดันได้ถึงขนาดขั้นแยกมิตรแยกศัตรู!
เขาเหลือบมองไปที่หญิงสาวด้วยความหวาดผวาใบหน้าสูงส่งนั้นเ็าอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนปกติแล้วท่านปรมาจารย์ไป่ค่อนข้างจะเรียบง่ายและใจดีกับคนของนางอย่างยิ่ง
วันนี้เขาได้เห็นแล้วว่าหากทำให้นางไม่พอใจจริงๆจะเป็อย่างไร!
ไป่ฟานเซียนมองภาพเบื้องหน้าด้วยสายตาเรียบเฉยไม่สะทกสะท้านนางตวัดขาขึ้นมาข้างหนึ่งแล้วนั่งไขว้ห้างด้วยท่วงท่าราวกับนางพญา เก้าอี้รับแขกธรรมดาพลันดูเหมือนบัลลังก์ความสูงศักดิ์และทรงอำนาจของนางปะทุออกมาดุจดั่งนางเป็มหาจักรพรรดิที่มองลงมาได้ทั้งใต้หล้า!
นี่แหละคือโฉมหน้าหนึ่งของนาง!
เป็อีกเหตุผลว่าทำไมนางเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนจึงถูกเรียกขานว่า“จักรพรรดินี”!
อย่าเห็นว่านางเรียบง่ายและใจดีเพราะนางล้วนแต่ใจดีกับคนของตัวเองก็เท่านั้น! ดูได้จากตอนแรกนางไม่สนใจใยดีฮุ่ยเอ๋อที่นอนอยู่ข้างถนนสักนิดหากไม่ใช่เพราะนางประทับใจดวงตาที่มุ่งมั่นและรู้สึกถูกชะตาแม้แต่เด็กน้อยอย่างฮุ่ยเอ๋อนางก็คร้านจะใส่ใจ!
แต่เมื่อใดที่นางมองคนๆนั้นเป็คนของนางตราบเท่าที่ไม่ได้ทรยศต่อความเชื่อใจที่นางมอบให้นางก็พร้อมที่จะเข้าข้างและช่วยเหลือโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน!
ตระกูลถังในยามนี้นางถือว่าพวกเขาเป็คนของนางครึ่งหนึ่งเพราะพวกเขาอำนวยความสะดวกนางในหลายๆอย่างและที่สำคัญพวกเขาไม่ล้ำเส้นที่นางวางไว้
นางค่อนข้างชอบคนที่รู้จักวางตัวได้เหมาะสมเช่นตระกูลถังนี้
นอกจากนี้ชาที่พวกเขาเสิร์ฟก็ค่อนข้างจะรสชาติดีทีเดียว...
“...”
ไป่ฟานเซียนจับจ้องไปที่หัวหน้าหน่วยเหยี่ยวดำหรือจิ้นหลิงซึ่งคนที่ถูกมองนั้นรู้สึกว่าทั้งตัวของเขาสั่นระริก จิ้นหลิงรู้ตัวแล้วว่าเขากำลังล่วงเกินตัวตนที่ไม่ควรล่วงเกินเข้า
ชายหนุ่มกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอเขาใช้แรงทั้งหมดยกมือทั้งสองมาผสานกันอย่างที่คนของยุทธภพทำกันเพื่อขออภัย
“ผะ...ผู้าุโไป่โปรดระงับอารมณ์ก่อน...”
เขาพยายามขอร้องทั้งยังไม่กล้าเรียกหญิงสาวตรงหน้าว่าคุณไป่อย่างถังซื่อหยวนเพราะเกรงว่าจะเป็การไร้มารยาทสำหรับตัวตนที่พลังระดับนี้เขาไม่รู้จะสรรหาคำเรียกใดมานอกจากผู้าุโจริงๆ
แต่เป็าุโในเชิงยุทธ์ก็เท่านั้น
เขาไม่รู้หรอกว่าหญิงสาวที่ยังเยาว์วัยนี้อายุอานามมากกว่าตัวเองไปไม่รู้กี่ร้อยรอบจริงๆ!
ถึงตัวนางเองจะมีความทรงจำแค่25 ปีแบบปกติก็เถอะ
“...จะเอาอย่างไร?”
ไป่ฟานเซียนเอ่ยเพียง4 คำ แต่ทั้งสี่คำนี้กลับลั่นเข้าไปถึงจิติญญาของผู้ฟัง มันทั้งเย็นเฉียบและเฉยชาเหมือนว่าพวกเขาไม่มีค่าในสายตานางเลยแม้แต่น้อย!
“..คะ...ครั้งนี้เป็พวกเราผิดเองโปรดอภัยให้กับความไร้มารยาทของพวกเราด้วยครับ!”
จิ้นหลิงเสียงสั่นแต่ละคำที่พูดออกมาล้วนกัดฟันเค้นออกมาอย่างยากเย็นเพราะแรงกดดันของไป่ฟานเซียนที่กดทับร่างของพวกเขาอยู่มันยังไม่ลดลงไปเลยสักนิด
“...หืม?”
ไป่ฟานเซียนเลิกคิ้วบาง
“...เ้าคิดว่ามันจะง่ายดายถึงเพียงนั้น?”
คำพูดสุดท้ายของไป่ฟานเซียนมาพร้อมกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นมาเกือบเท่าตัว! แม้แต่ตัวตนระดับจิ้นหลิงยังต้องใช้สองมือช่วยยันพื้นเอาไว้ ไม่งั้นเกรงว่าใบหน้าของเขาจะลงไปแนบกับพื้นแล้วแน่ๆ!
เป็ที่แน่นอนแล้วว่าพลังของไป่ฟานเซียนไม่มีทางมีเพียงเท่านี้!
ซึ่งนี่เป็เพียงเศษเสี้ยวพลังของนางจริงๆ!
“กะ...กองทัพขออภัยที่ล่วงเกินท่านผู้าุโ...อย่างน้อยได้โปรดปล่อยคนของผมกลับไปผะ...ผมจะยอมน้อมรับความผิดนี้เอง...”
จิ้นหลิงพยายามพูดด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนเขามองไปทางไป่ฟานเซียนขณะที่ขอร้อง
“หะ...หัวหน้า”
“ไม่...ผมจะอยู่ด้วย”
เหล่าคนที่อยู่ในหน่วยเหยี่ยวดำแม้จะนอนตัวสั่นอยู่ที่พื้นแต่เมื่อได้ยินว่าหัวหน้าขอร้องให้ปล่อยพวกตนไปก็รีบใช้แรงทั้งหมดที่มีรีบห้าม
“ไม่...ท่านผู้าุโเป็ผมที่ออกคำสั่งเอง...พวกเขาไม่เกี่ยวอะไรด้วย”
จิ้นหลิงพูดอย่างยากลำบากแต่เมื่อพูดจบเขาก็มองไป่ฟานเซียนด้วยความแน่วแน่
เขาเป็หัวหน้าของพวกนี้คนพวกนี้ฝากชีวิตของตัวเองไว้กับเขาเพราะฉะนั้นเขาต้องรับผิดชอบพาพวกเขากลับไปทั้งที่มีชีวิตให้ได้!
ไป่ฟานเซียนหรี่ตามองจิ้นหลิงรวมถึงคนของหน่วยเหยี่ยวดำทั้งหมดวินาทีนั้นแรงกดดันของนางพลันพุ่งทะลวงสู่ฟากฟ้าเพียงเสี้ยววินาทีสั้นๆแต่มันกลับฝังเอาความกดดันและความกลัวลงไปในจิตใจของพวกเขาอย่างลับๆ
จิ้นหลิงราวกับว่าเขาพึ่งเผชิญหน้ากับความตายมาในเสี้ยวพริบตาขนทั้งร่างชูชัน เหงื่อเย็นเฉียบไหลออกมาจากร่างจนชุดของเขาเปียกโชก
“...อืม”
วูบ
แรงกดดันที่กดทับลงมาของจิ้งหลินและทหารหน่วยเหยี่ยวดำหายไปในทันทีราวกับมันไม่เคยมีมาก่อนพวกเขาค่อยๆลุกขึ้นมานั่งด้วยใบหน้าเหลอหลาโดยเฉพาะกับจิ้นหลิงที่ประหลาดใจจนพูดไม่ออกแล้วหันมามองไป่ฟานเซียนด้วยใบหน้าเหลือเชื่อ
“ทะ...ท่านผู้าุโ?”
“พวกเ้าไปได้...”
ไป่ฟานเซียนเพียงโบกมือเบาๆเป็เชิงไล่ทำให้พวกเขาที่สามารถลุกขึ้นมาเห็นว่านอกจากหน่วยเหยี่ยวดำแล้ว คนจากตระกูลหานบอดี้การ์ดทั้งสามคน ตระกูลอี้รวมถึงติงคังิยังคงนอนตัวสั่นระริกอยู่ที่พื้นเหมือนอย่างเดิม
นั่นทำให้จิ้นหลิงเข้าใจบางอย่างหญิงสาวคนนี้สามารถควบคุมแรงกดดันได้ชำนาญอย่างยิ่ง! ในตอนแรกเพราะแรงกดดันที่ทำให้เขาไม่ทันสังเกตว่าคนตระกูลถังที่อยู่ฝั่งเดียวกับพวกเขาไม่ได้รับผลกระทบใดเลยสักนิด!
ปรมาจารย์...ทั้งยังอาจจะเป็ปรมาจารย์ระดับสูง!?
เมื่อนึกถึงความเป็ไปได้นั้นจิ้นหลิงก็อดตัวสั่นอีกครั้งไม่ได้ครั้งนี้เขาเกือบจะผิดพลาดนำพากองทัพไปล่วงเกินตัวตนที่ทรงพลังแล้วจริงๆ!
“...ขอบคุณในความเมตตา...ผู้าุโไป่ผมขอบังอาจทราบชื่อเต็มของท่านได้หรือไม่?”
ก่อนจะจากไปจิ้นหลิงโค้งตัวลงแล้วถามอย่างสุภาพ เขายังหวั่นเกรงในพลังที่มหาศาลนั่นอยู่
ไป่ฟานเซียนเพียงยกชาขึ้นมาจิบอีกครั้งโดยมีลุงหวงคอยรินใหม่ให้อย่างรู้งาน
“ไป่ฟานเซียน...”
“ผมจะจดจำไว้...และจะเตรียมของขวัญมาขอขมาในความไร้มารยาทของพวกเราทั้งต่อท่านผู้าุโรวมถึงตระกูลถังอย่างดี”
จิ้นหลิงไม่ลืมในสิ่งที่เคยพูดเอาไว้ทั้งยังรู้ด้วยว่าไป่ฟานเซียนกำลังปกป้องตระกูลถังอยู่กลายๆดังนั้นจึงไม่ลืมที่จะเอ่ยชื่อตระกูลถังออกมาด้วย
“พวกเราขอลาขอบคุณในความเมตตาของผู้าุโไป่!”
“ขอบคุณผู้าุโไป่ที่เมตตา!”
เ้าหน้าที่ในหน่วยเหยี่ยวดำก้มหัวขอบคุณอย่างพร้อมเพรียงและรีบจากไปด้วยความไวที่สุดบนใบหน้าของพวกเขาแต่ละคนยังเต็มไปด้วยความหวาดกลัวจึงรีบจ้ำเท้าออกไปจากบ้านหลังนี้โดยไวที่สุด
สิ่งที่ทำให้นางยอมปล่อยพวกเขาไปง่ายๆก็เพราะพวกเขาเพียงต้องทำตามคำสั่งที่ได้รับมาจากเบื้องบนพวกเขาเป็คนของกองทัพ ไม่สามารถขัดคำสั่งได้นอกจากนี้นางยังค่อนข้างประทับใจในความเสียสละและซื่อสัตย์ของจิ้งหลินอยู่นิดๆ
เพราะเขาเคยพูดว่าจะไม่ทำให้สิ่งใดเสียหาย
พวกเขาก็ตรวจสอบอย่างระมัดระวังและไม่มีสิ่งใดในตระกูลถังเสียหายจริงๆ
เขาบอกว่าจะชดใช้ตระกูลถัง
เขาก็ยังไม่ลืมจริงๆ
นั่นทำให้นางยอมปล่อยเขาและคนของเขาไปง่ายถึงเพียงนี้
แม้ว่าเขาจะกดดันจนเด็กน้อยด้านหลังของนางเกือบจะร้องไห้แต่นั่นแน่นอนว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ เขาตั้งใจจะกดดันนางต่างหากเพียงแต่เพราะเด็กน้อยทั้งสองดันเกาะอยู่ด้านหลังนางไม่ไปไหนจึงพลอยรับแรงกดดันนั้นไปด้วย
“เอาล่ะ...”
ไป่ฟานเซียนวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ สายตาที่แสนเรียบเฉยและเต็มไปด้วยอำนาจของนางกวาดไปมองคนที่เหลืออยู่ในห้อง
“...จะเอายังไงกับพวกเ้าดีนะ?”