ผีเสื้อลายมังกร

    ภาค 2-บทที่ 13 กระบี่อ่อนเปล่งประกาย

    หวูไว่เปลี่ยนชุดที่สวมใส่เป็นชุดนักรบป่าสีเขียวสดใส มีผ้าคลุมไหล่สะบัดพลิ้ว เป็นชุดเดิมซึ่งเคยสวมใส่เมื่อระหว่างสู้ศึกกับกองทัพอัศวินดำและสยบจอมมารหวังจุนหลงแต่ผิดแผกไปกว่าเดิมก็คือกระบี่อ่อนซึ่งคาดอยู่บนเอว รอยยิ้มบริสุทธิ์ดุจทารกแต่ประกายตากลับเจิดจ้า นับเป็นบุรุษหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง

     

                หวูไว่หยิบดอกเบญจมาศที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาดอกหนึ่งเสียบไว้ตรงปกเสื้อ แล้วเดินไปผลักประตูห้อง

     

                มีคนหนุ่มผู้หนึ่งยืนหันหลังรออยู่

     

                “ซือเฮีย”หวูไว่เรียก

     

                ผู้นำแห่งป่าสำราญหันมามีสีหน้าเรียบเฉย

     

                “ข้าจะรีบไปแล้วรีบกลับอย่าห่วงเลย”

     

                เฉินตงเอามือกอดอกมองขึ้นแล้วมองลงก่อนสะดุดลงตรงกระบี่อ่อน

     

                หวูไว่เอามือแตะกระบี่ตรงเอวยิ้มแห้ง แม้อยากจะอธิบายแต่ก็ไม่รู้จะบอกต่อได้อย่างไร

     

                “ทำไมข้าถึงได้คุ้นกับกระบี่อ่อนเล่มนี้นักก็ไม่รู้”หัวหน้าโจรป่าบอก

     

                หวูไว่ได้แต่พยักหน้าแม้แต่ตัวเองก็ไม่สามารถหาคำตอบได้หวังว่าระหว่างเดินทางสู่เมืองเกียะหยูน่าจะได้ความกระจ่างชัดมากกว่านี้

     

                แต่เรื่องซึ่งหวูไว่ห่วงมากกว่านั้นก็คือ

     

                “อาหลิงตั้งครรภ์ท่านต้องดูแลนางให้ดีงานบางอย่างมอบหมายให้อาฉางทำแทนก็ได้ อย่างอื่น…”

     

                เฉินตงพลันยกมือห้ามหันมองซ้ายที ขวาที แล้วใช้มือทุบไหล่คนพูด

     

                “เจ้าเด็กบ้ารู้แล้ว”

     

                หวูไว่หัวเราะเบาๆ พลางแหงนหน้ามองท้องฟ้ารู้สึกว่าอากาศแจ่มใส อยากให้เป็นเช่นนี้ทุกวัน ไม่มีการฆ่าฟันและแย่งชิงอำนาจกันสามารถอยู่ร่วมกันด้วยความสุขสงบ

     

                แต่ลึกๆแล้วราชันน้อยรู้ว่าเรื่องคงไม่ง่ายดายปานนั้น ศิษย์ผู้พี่ซึ่งเดินเคียงข้างก็คงมีความรู้สึกเช่นเดียวกัน

     

                “พวกเจ้าระวังตัวด้วยหากมีเรื่องใดให้รีบแจ้งข่าวมาอาฉางสืบข่าวมาได้ว่ากองทัพอัศวินดำมีความเคลื่อนไหวแล้ว”

     

                หวูไว่พลันนึกถึงผู้นำของกองทัพอัศวินดำแม้นายพลซื่อชางจะเป็นที่ครั่นคร้ามของทุกผู้คนแต่โดยเนื้อแท้แล้วราชันน้อยยังคิดว่าท่านนายพลยังมีคุณความดีในบางด้านอย่างน้อยก็เป็นนักรบผู้กล้า มือสะอาด ไม่เคยเอาเปรียบหรือใช้เล่ห์เหลี่ยมผู้คน

     

                “เจ้าคงจำได้ถึงสหพันธ์นักรบซึ่งมีหลี่มู่เป็นเรี่ยวแรงสำคัญกระมัง”

     

                “ข้าจำได้”

     

                เฉินตงถอนหายใจกล่าวว่า

     

                “ความขัดแย้งนับวันยิ่งรุนแรงตอนนี้ไม่มีผู้ใดเหมาะสมกับก้าวขึ้นเป็นผู้นำของสหพันธ์นักรบได้นับจากเจ้ากระชากโฉมหน้าของหวังจุนหลง ขุมกำลังต่างๆ ก็มีแนวคิดแตกแยก บางกลุ่มถอนตัวออกไปและตอนนี้ยิ่งเลวร้าย…”

     

                ราชันน้อยรอฟังต่อ

     

                “เรื่องประหลาดเกิดขึ้นระหว่างนี้อยู่ดีๆ กองกำลังที่ให้การสนับสนุนกองกำลังเมฆขาวก็เกิดความเปลี่ยนแปลงประมุขอี้หยงมู่แห่งหมู่ตึกทลายฟ้าประกาศล้างมือในอ่างทองคำส่วนหลวงจีนฮุ้นไจ้เทียนเจ้าอาวาสของอารามเมฆาอยู่ดีๆก็เสียชีวิตอย่างไม่ทราบสาเหตุ”

     

                หวูไว่ฉุกคิดหลังจากหวังจุนหลงหายสาบสูญเอียนมู่หลงบิดาของคุณหนูเอียนซีก็ขึ้นเป็นเจ้าเมืองเกียะหยูคนใหม่ แต่ท่านเจ้าเมืองเอียนไม่ใช่นักรบอีกทั้งไม่เคยคบหายอดฝีมือในยุทธจักรบารมียังไม่แกร่งกล้าพอ ส่วนป่าสำราญก็วางตัวเป็นกลางบุคคลสำคัญในยามนี้ก็เห็นจะมีเพียงหลี่มู่เทพสงครามแห่งกองกำลังเมฆขาวเพียงผู้เดียวเท่านั้น

     

                “เรื่องนี้ข้า…” หวูไว่พูดพลางเอามือเกาหัว

     

                “เอาเถอะเจ้าไปเมืองเกียะหยู ติดตามดูสถานการณ์และท่าทีของหลี่มู่แล้วรีบแจ้งข่าวกลับมาจำคำเตือนข้าไว้”

     

                ราชันน้อยผงกศีรษะนักรบป่ายังคงระแวงแม่ทัพหลี่อยู่เหมือนเดิม

     

                “รีบเดินทางเถอะ เจ้าจงเดินทางไปบนเส้นทางซึ่งเลือกแล้วให้ดีอย่าเลือกเพียงเพราะมองเห็นว่าเดินได้สะดวกสบายเท่านั้น”

     

                หวูไว่อ้าปากค้างเมื่อได้ยินคำกล่าวนั้นคำพูดของพี่เฉินตงไม่ได้มีความหมายถึงการออกเดินทางจากป่าสำราญเท่านั้นใช่หรือไม่

     

                เส้นทางไหนกันแน่ซึ่งเขาควรเลือก

     

    ………………………………………………..

     

    “เจ้าไม่เดินทางพร้อมพวกเราอย่างนั้นหรือ”

     

                “นับวันยิ่งประหลาดปวดใจชะมัด”

     

                หวูไว่มองไปยังเรียวและอากิผู้ไม่เพียงเป็นสหายสนิท ยังมีฐานะเป็นทูตซ้ายและขวาของราชันน้อย หากแต่มีบางอย่างที่ไม่สะดวกจะบอกกล่าวการแยกทางเข้าสู่เมืองเกียะหยูก็ได้ผ่านการใคร่ครวญมาเป็นอย่างดีแล้ว

     

                “หรือว่าเจ้าห่วงเย่วชิง”

     

                หวูไว่ส่ายศีรษะกล่าวว่า   “ไม่ต้องห่วงข้าหรอกพวกเจ้าทำตามแผนเดิม รีบลงเรือเถอะ”

     

                หวูไว่ไล่ให้ทั้งสองคนออกเดินทางไปทางน้ำเพื่อเข้าสู่เมืองแล้วจึงขี่ม้าออกไปตามลำพัง เป้าหมายในการเดินทางกลับมาหนนี้ไม่ใช่เพียงแค่กลับมาเยี่ยมเยือนบุคคลซึ่งเคยผูกพันด้วยเท่านั้น

     

                ยังมีอีกคนนั่นคือจอมพลซื่อชางแห่งกองทัพอัศวินดำ

     

            เมื่อครั้งเป็นแค่เด็กหนุ่มไม่ประสาในหมู่บ้านเซียงอู่หวูไว่ถูกท่านนายพลออกคำสั่งไล่ล่าเพื่อตามหาขุมทรัพย์ในดินแดนแห่งความฝันแต่เมื่อพบว่าเรื่องราวดังกล่าวไม่มีอยู่จริงผู้ยิ่งใหญ่แห่งอัศวินดำก็ไม่เคยมีความคิดจะเข่นฆ่าทำลายล้างเขาแต่อย่างใด

             

                หวูไว่ขี่ม้าพลางคิดไปพลางว่าเส้นทางข้างหน้าซึ่งรออยู่เป็นทางซึ่งเขาได้เลือกไว้แล้วและไม่มีทางคลอนแคลนอย่างเด็ดขาดนั่นคือหาทางเข้าพบนายพลซื่อชาง

     

                เมื่อขุมทรัพย์ไม่มีอยู่จริงการมีอำนาจอย่างล้นเหลือในปัจจุบันทำให้หวูไว่หวังว่าจะสามารถจูงใจให้แม่ทัพใหญ่แห่งอัศวินดำให้หยุดแต่เพียงแค่นี้

     

                เมืองเฝออาณาจักรของนายพลและเป็นฐานที่มั่นของกองทัพอัศวินดำการเดินทางไปถึงต้องใช้เวลาราวสองวันน่าจะเดินทางถึงแต่ปัญหาก็คือจะหาทางเข้าพบนายพลซื่อชางได้อย่างไรกัน

     

                เดินทางมาได้พักใหญ่หวูไว่มองเห็นแม่น้ำใหญ่สายหนึ่งเรือลำน้อยสัญจรไปมา ตามทางมีชาวบ้านเดินสวนตลอดเวลา จึงลงจากม้าแล้วผูกไว้กับต้นไม้ข้างทางตั้งใจว่าจะจับปลาในแม่น้ำย่างกินเพื่อประทังความหิวไป พอดีมีชาวบ้านคนหนึ่งแวะเข้ามาทักทายแล้วมอบสาลี่ให้สองลูก

     

                หวูไว่มานั่งพิงต้นไม้กัดกินสาลี่พลางมองสายน้ำซึ่งไหลไปอย่างแช่มช้ากินสาลี่จนหมดรู้สึกหนังท้องเริ่มตึง หนังตาเริ่มจะหย่อนแต่ในขณะที่นัยน์ตาเริ่มจะหรี่พลันได้ยินเสียงถนนด้านหลังบังเกิดซุ่มเสียงม้าหลายตัววิ่งผ่านมา

     

                “อย่าหนี”

                เสียงตะคอกนั้นทำให้หวูไว่นยื่นหน้าจากหลังต้นไม้เห็นเป็นชายผู้หนึ่งควบม้าอย่างเร่งรีบเบื้องหลังมีทหารในชุดดำไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด ทหารของกองทัพอัศวินดำนั่นเอง

     

                จังหวะนั้นเองชายไม่ทราบชื่อซัดมีดบินกลับหลังใส่ทหารซึ่งตามมาร่วงหล่นจากหลังม้าไปคนหนึ่งแต่ตัวเองก็ดูเหนื่อยล้าเพราะหอบหายใจเสียงดัง

               

            ยามนั้นเงาของคนผู้หนึ่งถลันวูบเข้ามาได้ยินเสียงโครมครั้งหนึ่งแล้วเห็นชายคนนั้นพลัดตกจากหลังม้าเห็นเงาร่างด้านหลังของคนชุดขาวผู้หนึ่งทะยานติดแล้วเตะตวัดเท้าส่งร่างของชายผู้โชคร้ายกลิ้งไปตามท้องถนน

             

                หวูไว่สูดลมหายใจเข้าปอดเกร็งกำลังขึ้นแล้วพุ่งเข้าหาทันที ไม่คาดคิดบุรุษชุดขาวราวมีดวงตาข้างหลังพลันตวัดมือออกต้านพลังฝ่ามือของสองคนปะทะกันโดยตรง

     

                หวูไว่ยืดกายขึ้นรู้สึกเลือดลมพลุ่งพล่านแต่พลันยืดร่างตัวตรงขึ้นสายตาเพ่งมองบุรุษเบื้องหน้าแล้วอุทานดังเอ๊ะ

     

                คนตรงหน้าเป็นบุรุษร่างใหญ่คิ้วดกหนา ดวงตาเป็นประกายเจิดจ้า อาภรณ์ชุดขาวซึ่งสวมใส่ยิ่งเพิ่มความน่าเกรงขาม

     

                หวูไว่รู้จักคนผู้นี้

     

                “ขุนพลอู๋ซี”

     

                “เจ้าคือ”

     

                หวูไว่หัวเราะอย่างนึกขันเอามือลูบศีรษะของตัวเองพลันกล่าวว่า

     

                “ข้าเอง”

     

                “อะไรกัน เป็นเจ้า”อู๋ซีอุทานอย่างแตกตื่น “หวูไว่”

     

                ราชันน้อยพยักหน้ารับแล้วพลันสังเกตเห็นว่าในมือของขุนพลอู๋คือดาบใหญ่

     

                ยามนั้นหวูไว่รู้สึกด้านหลังมีกระแสลมร้อนรีบกระโดดตัวหลบแล้วใช้พลังดัชนี้จี้ปราดออกไปจนทหารอัศวินดำถอยร่นไปอย่างทุลักทุเล

     

                ทหารหนึ่งในนั้นพุ่งออกมาพร้อมทวนยาวหวูไว่เบนตัวหลบหลีกใช้มือจับทวนไว้แน่นแล้วใช้ลมปราณกระแทกจนทวนหลุดมือจากเจ้าของ

     

                “พวกเจ้าถอยไป”ได้ยินเสียงตวาดดังขึ้นอีก

     

                ไม่มีเวลาให้ขบคิดหวูไว่ได้ยินเสียงดาบแหวกอากาศจึงใช้ทวนที่ชิงมาได้ปัดป้อง แต่กลับต้องล่าถอยไปสามก้าวดาบใหญ่ตามคุกคามไม่หยุดหย่อน ยิ่งมายิ่งรุนแรง ดุดัน ได้แต่คิดว่าวิธีสลายกระบวนท่า

     

                นึกได้แล้ว…

     

                หวูไว่พลันคลายมือจากทวนแล้วหยิบกระบี่ตรงเอวออกมา ได้ยินเสียงวิบวับราวอสรพิษพร้อมฉกเหยื่อจึงเร่งพลังลมปราณเข้ากับกระบี่แล้วแทงออกแล้วใช้ความพลิ้วไหวของกระบี่อ่อนจี้ตรงไปยังข้อมือของอู๋ซี

     

                มีพลังบางสายแผ่ซ่านออกมาบริเวณแขนขวาอย่างต่อเนื่องกระบี่อ่อนสั่นไหวไปมาไม่หยุดยั้ง เป็นการปลดปล่อยอย่างธรรมชาตินี่กระมังที่นักพรตบอกว่าไร้กระบวนท่าเพื่อคลี่คลายกระบวนท่าช่างเป็นเพลงกระบี่ซึ่งร้ายกาจยิ่ง

     

                “รามือแค่นี้เถอะท่านขอแค่ปล่อยคน” หวูไว่ตะโกนบอก

     

                อู๋ซีพลันแยกเขี้ยวคำรามเสียงดัง ดาบใหญ่รวดเร็วดุจสายฟ้าบุกเข้ามาอีกครั้ง

     

                หวูไว่กวัดแกว่งกระบี่อ่อนออกต้านราวพายุใหญ่ก่อตัวสูดลมหายใจลึกแล้วทะยานขึ้นฟ้าแล้วพุ่งตรงลงมา

     

                ลมปราณกับกระบี่ผนึกรวมกันจนเป็นหนึ่งเดียว

     

                กระบี่จี้ปราดตรงแขนขวาของอู่ซีจนดาบใหญ่แทบหลุดจากมือขุนพลเอกแห่งอัศวินดำได้แต่ใช้ดาบยันกับพื้นเพื่อทรงตัวไม่ให้ล้ม

     

                ช่วงเวลาแค่พริบตาแต่กลับสามารถชี้ขาดผู้แพ้-ผู้ชนะได้แล้ว

     

                หวูไว่เก็บกระบี่อ่อนไว้ตรงเอวเช่นเดิมเป่าลมปากครั้งหนึ่ง

     

                “เจ้านับว่ายอดเยี่ยมนัก”อู๋ซีกัดฟันพูด หยัดร่างขึ้นยืนอีกครั้งแล้วจับจ้องมองหวูไว่ด้วยดวงตาพองโตไม่กล่าวอะไรออกมาสักคำเดียว

     

                ราชันน้อยหันไปทางชายผู้นั้นซึ่งพิงร่างกับต้นไม้ครุ่นคิดว่าพาขึ้นม้าไปยังหมู่บ้านข้างหน้าน่าจะพอหาหมอมาดูแลอาการได้

     

                ได้ยินเสียงม้าควบไปอีกทางทหารอัศวินดำทั้งหมดพลันจากไปแล้ว

     

    ………………………………………..

     

    อู๋ซีได้รับบาดเจ็บไม่มากนักแต่หัวใจกลับเต้นแรงเพราะไม่คิดว่าเด็กหนุ่มชื่อหวูไว่จะกลับมาปรากฎตัวให้เห็นอีกครั้งแถมมีฝีมือรุดหน้ากว่าเดิมโดยเฉพาะกระบี่อ่อนของมันช่างร้ายกาจนัก

     

                ขี่ม้าออกมาได้พักใหญ่ขุนพลเอกแห่งอัศวินดำก็มาถึงชายป่าแห่งหนึ่ง เข้าไปนั่งพักในรถม้าสีดำของตัวเองแล้วนั่งสมาธิผนึกลมปราณเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บให้ทุเลาลง ราวหนึ่งชั่วยามจึงเดินออกมาแต่กลับสัมผัสได้ถึงความปกติบางอย่างเพราะทหารซึ่งติดตามมาด้วยพลันสูญหายไปจากบริเวณทหารเหล่านี้ล้วนเป็นมือดีของอัศวินดำ มีหน้าที่คอยทำตามคำสั่งในปฎิบัติการแต่ละครั้ง

     

                แต่ระหว่างนั่งในรถม้าทั้งหมดรับรู้โดยไม่ต้องออกคำสั่งว่าจำต้องคอยอารักขาอยู่โดยรอบห้ามแยกไปไหนทั้งสิ้นเกิดอะไรขึ้น

     

                “รับรู้ความร้ายกาจของเด็กหวูไว่แล้วกระมังขุนพลอู๋”

     

                มือขวาของนายพลซื่อชางหันไปตามเสียงพูดนั้นชั่วครู่ก็เห็นร่างคนผู้หนึ่งเดินออกมาจากหลังต้นไม้เป็นชายชราในชุดสีเทา มีรอยปะตรงแขนเสื้อสองข้าง ผมเผ้ารุงรังใบหน้าดกครึ้มไปด้วยหนวดและเคราสีเทา

     

                มองเผินๆ คล้ายเป็นชายชราตกยากหากแต่รอยยิ้มและประกายเจิดจ้าในดวงตาซึ่งจ้องมาบอกกับอู๋ซี่ว่าตาเฒ่าผู้นี้มีความเป็นมาไม่ธรรมดาไม่ได้ขุนพลคนสำคัญของอัศวินดำจึงถามออกไปว่า

     

                “เจ้าเป็นใคร”

     

                ตาเฒ่าเอามือลูบเคราตัวเองกล่าวแนะนำตัวว่า“เรียกข้าว่าเฒ่าเสิ่น”

     

                อู๋ซีทวนชื่อนั้นเบาๆไม่คุ้นเลยสักนิด

     

                “ขุนพลอู๋ไม่ต้องมองหาคนอื่นหรอกมันไม่อยู่แล้ว”

     

                ไม่อยู่ หมายความว่ากระไรกันแน่ไม่มีคำสั่งให้เดินออกไปไหนนี่หนา นอกเสียจากว่า…

               

                “ข้าไม่เคยคิดลงมือกับพวกมันแต่ช่วยไม่ได้เรื่องระหว่างเราเป็นความลับ ห้ามเข้าหูคนนอก”

     

                อู๋ซีขมวดคิ้วคว้าดาบมากุมไว้ตาเฒ่าผู้นี้ไม่น่าไว้ใจอย่างยิ่ง

     

                เฒ่าแปลกหน้าเอามือไพล่หลังก้าวเดินเข้ามาหาไม่มีอาวุธในมือแต่ประกายตาของมันเหมือนทวนยาวที่ทิ่มแทงไม่หยุด

     

                “หลี่มู่ เฉินตงเพิ่มเจ้าเด็กหวูไว่เข้ามาอีกคน เจ้าคิดว่าลำพังตัวคนเดียวจะต้านไหวหรือ”

     

                อู๋ซีคลายมือออกจากดาบจ้องมองเฒ่าเสิ่นด้วยความสงสัย

     

                “เจ้ารับใช้นายพลซื่อชางมานานเหมือนบุตรทำงานรับใช้ผู้ให้กำเนิด ก็คงหวังว่าสักวันบิดาจะมองเห็นถึงความพยายามความทุ่มเทหลายปีใช่หรือไม่”

     

                “เจ้าพูดไร้สาระอะไรตาเฒ่า”อู๋ซีตวาดเสียงดัง

     

                เฒ่าเสิ่นหาได้ตื่นตกใจไม่กล่าวต่อไป

     

                “มนุษย์เราไม่มีใครจะสมบูรณ์พร้อมไปหมดย่อมมีจุดด้อย ความบกพร่อง และโดยเฉพาะความลับซึ่งไม่อยากเปิดเผย”

     

                อู๋ซีเม้มริมฝีปากแต่หัวใจกลับเต้นแรง

     

                “แม้แต่นายพลซื่อชางของเจ้า”

     

                ขุนพลเอกแห่งกองทัพอัศวินดำถลึงตาใส่อยากจะรู้นักว่าตาเฒ่าเสิ่นที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นใครกันแน่มันกำความลับอันใดของผู้นำแห่งกองทัพอัศวินดำเอาไว้

     

                “ตอนนี้เจ้าไม่จำเป็นต้องเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดข้าแค่เตือนไว้ระหว่างนายของเจ้ากับเด็กหวูไว่นั่น”

     

                “อะไรนะ…”

     

                เฒ่าเสิ่นแหงนหน้าหัวเราะเสียงดังครู่หนึ่งแล้วพลันกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยียบ

     

                “เจ้านับถือมันเยี่ยงบิดาแล้วมันเล่ามองเจ้าเป็นอะไรกันแน่ บุตรหรือว่าทาสรับใช้”

     

                “หยุดปาก”อู๋ซีตวาดก้องเตรียมชักดาบออกจากฝัก

     

                “นายพลซื่อชางมีความรู้สึกใดกับเด็กหวูไว่นั่นเจ้าไม่รู้หรืออย่างไรอย่าบอกว่าไม่รู้นะ”

     

                อู๋ซีกุมด้ามดาบไว้แน่นแต่ไม่คิดจะชักออกมาคำกล่าวนี้นับว่ามีเหตุมีผล ท่านนายพลเคยคิดจะรับเด็กน้อยคนนั้นเป็นบุตรบุญธรรมด้วยซ้ำ

               

            เฒ่าเสิ่นถอนหายใจ

             

                “วันนี้พอแค่นี้เถอะเก็บเรื่องของพวกเราไว้เป็นความลับ ข้ามิเพียงไม่คิดร้ายต่อเจ้าแต่คิดว่าพวกเราสามารถช่วยเหลือกันได้สมประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย”

     

                เฒ่าประหลาดเดินลับหายไปแล้วแต่อู๋ซีกลับยืนคิดถึงเหตุการณ์อันแสนสับสน เฒ่าเสิ่นเป็นตัวร้ายกาจ แต่เรื่องซึ่งเฒ่าเจ้าเล่ห์กล่าวมาก็น่าคิด

     

                มิตรกับศัตรูบางครั้งก็มีแค่เส้นบางๆกั้นเอาไว้เท่านั้น