ตอนที่ 51 แกะทองคำ
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ชายชราเอ่ยปากให้สัญญากับเด็กน้อย
หลังจากนั้นศาสตราจารย์ออสตินก็ไม่ได้ส่งเมอร์ลินให้เข้าทดสอบการสอบเทียบในทันที
ในวันนั้นเขาได้พาเมอร์ลินไปยังที่ที่หนึ่ง โดยที่มาร์เทลยังทำหน้าที่รับส่งพวกเขาเช่นเคย
เพียงเวลาไม่นานรถม้าของพวกเขาก็มาถึงอาคารแห่งหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โตและดูแปลกตาเป็นอย่างมาก
มันเป็นตึกสูงที่ไล่เรียงกันราวกับเป็นเทือกเขา ตัวตึกประดับด้วยหินอ่อนและวัตถุสีเงินงดงามสะดุดตา
เมอร์ลินเงยหน้าขึ้นมองป้ายขนาดใหญ่ที่เขียนกำกับไว้
“หอสมุดประชาชน คุณต้องการพาผมมาที่นี่หรอครับ” เมอร์ลินกล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง ในแววตาของเขาแสดงความดีใจออกมาอย่างปิดไม่มิด
ท่าทางนี้ทำให้มาร์เทลผู้เป็นสารถีมองอย่างแปลกใจ
เขาไม่เคยเห็นเด็กน้อยดีใจที่ได้มาหอสมุดมาก่อน อย่างมากก็แค่เห็นพวกเขาเข้าร้านหนังสือไปซื้อหนังสือนิทานที่ชอบเท่านั้น แม้หอสมุดประชาชนจะมีหนังสือประเภทนั้นอยู่บ้าง แต่ด้วยฐานะของศาสตราจารย์ออสตินคงจะไม่อัตคัดขนาดนั้น
มาร์เทลต้องเดาไม่ออกอย่างแน่นอนว่าแท้จริงแล้วเด็กคนนี้ดีใจที่จะได้อ่านหนังสือที่เป็นทฤษฎียากๆ ระดับปริญญาทองมากกว่า
นอกจากนี้ศาสตราจารย์ออสตินยังเคยเล่าให้เมอร์ลินฟังว่าที่หอสมุดประชาชนที่มีอยู่ทุกเมืองนั้นมีเอกสารที่เรียกว่าวิทยานิพนธ์อยู่
ธีสิสหรือวิทยานิพนธ์เป็นเอกสารที่สนับสนุนปริญญาทางวิชาการหรือคุณวุฒิทางวิชาชีพนำเสนอผลงานวิจัย
ผู้ที่ต้องการเรียนจบปริญญาของมหาวิทยาลัยเวทมนตร์ทุกระดับล้วนต้องทำวิทยานิพนธ์เหล่านี้ทั้งสิ้น หรือผู้ต้องการนำเสนอผลงานวิจัยก็ต้องตีพิมพ์วิทยานิพนธ์เช่นกัน
ที่สำคัญก็คือหอสมุดแห่งนี้มีนิตยสารทางวิชาการที่รวบรวมรายงานทางวิชาการที่โดดเด่นเอาไว้ แม้ว่านิตยสารทางวิชาการข้างในนี้จะไม่ได้อัพเดจเป็นปัจจุบันเท่าการจ่ายค่าสมาชิกนิตยสารทางวิชาการแบบส่วนตัว แต่มันก็ยังดึงดูดความสนใจของเมอร์ลินอยู่ดี
ทางด้านศาสตราจารย์ออสตินเอง แม้เขาปลีกตัวอยู่อย่างสันโดษ แต่แท้จริงแล้วเขาก็ยังรับนิตยสารทางวิชาการอย่าง “นิตยสารวัสดุศาสตร์” อยู่
เพียงแต่เมอร์ลินไม่ได้อ่านมันเท่านั้นเอง เพราะนิตยสารเหล่านี้ไม่ได้มาในรูปแบบหนังสือ แต่มันจะบรรจุข้อมูลอยู่ในแผ่นตราผลึกเวท เพราะเหตุนี้ราคาค่าสมาชิกของนิตยสารวิชาการในแต่ละปีจึงมีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
“ด้วยความรู้ของเธอตอนนี้ยังไม่สามารถสอบผ่านโรงเรียนเวทมนตร์ชั้นสูงได้หรอกนะ” ศาสตราจารย์ออสตินหยุดไปครู่หนึ่ง เขามองดวงตาสีเงินของเด็กน้อยและเอ่ยต่อ “ฉันรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ ตอนนี้ฉันยังไม่อนุญาตให้เธอทำแบบนั้นหรอกนะ ฉันรู้ว่าเธอชอบอ่านหนังสือ แต่เธอต้องอ่านหนังสือตามรายการนี้ให้หมดก่อน เพราะมันจะทำให้เธอสามารถสอบผ่านได้”
ว่าแล้วชายชราก็พลิกฝ่ามือแล้วกระตุ้นแหวนเวทในมือ จนกระดาษที่เต็มไปด้วยรายชื่อหนังสือยาวเหยียดปรากฏขึ้น
เขายื่นมันมันให้กับเด็กน้อย
“สามเดือน ฉันคิดว่าสามเดือนต่อจากนี้เธอคงพร้อมที่จะได้รับการทดสอบนั้น” ศาสตราจารย์ออสตินกล่าวอย่างจริงจัง
เมอร์ลินยกมือขืนเสยผมสีเงินก่อนจะยักคิ้วข้างหนึ่งขึ้นและเอ่ย “แน่นอนครับ เวลาสามเดือนนั้นถมเถไปสำหรับคนหล่ออย่างผม”
เด็กน้อยกล่าวด้วยท่าทางที่ขี้เล่นก่อนจะหยิบลิสหนังสือที่มีหลายสิบเล่มอยู่ในมือ
หลังสือภายในลิสนี้เขาสามารถอ่านมันได้ภายในไม่กี่วันด้วยซ้ำ ที่เขาดีใจแบบนี้เพราะเขาสามารถใช้เวลาที่เหลือกับการอ่านหนังสือที่เขาชอบที่นี่ได้
ชายชราที่เห็นท่าทางของเด็กน้อยก็อดที่จะหมั่นเขี้ยวไม่ได้ เขายื่นมือเข้าไปดีดปลายจมูกรั้นของเด็กน้อย
“โอ้ย!” เมอร์ลินร้องเสียงหลงแล้วลูบจมูกของตนเองไปมา
ออสตินดีใจที่เห็นท่าทางแบบนี้ของเด็กน้อย เห็นอีกฝ่ายร่าเริงได้แบบนี้ก็หมายความว่าเด็กน้อยได้เปิดใจอย่างแท้จริงให้เขาแล้ว
แม้ตลอดเวลาที่พวกเขาอยู่ด้วยกันจะเป็นไปได้ดีเสมอมา แต่มันก็ยังมีความรู้สึกบางอย่างขวางกั้นอยู่
แต่หลังจากที่พวกเขาตกลงเป็นพ่อลูกกันจริงๆ กำแพงที่ว่านั้นก็พังทลายลงมา ทั้งเขาและเด็กน้อยดูเป็นตัวเองมากขึ้นเมื่ออยู่ด้วยกัน
“ไปกันเถอะ ฉันจะพาเธอทัวร์หอสมุดที่นี่เอง เธอรู้ไหมเมื่อสมัยตอนฉันยังหนุ่มๆ ...”
ชายชราจูงมือเด็กน้อยแล้วเล่าเรื่องต่างๆ ในอดีตของตนเองอย่างสนุกสนาน บรรยากาศของพวกเขาดูกลมเกลียวมากยิ่งขึ้น ภาพนี้ทำให้พวกเขาดูเหมือนพ่อลูกกันจริงๆ ไม่ได้วางมาดต่อกันอีกต่อไป
สถานที่ที่เป็นของราชการส่วนใหญ่แม้จะมีค่ายกลเวทคุ้มครองแล้ว มันยังมีเหล่าอัศวินรักษาความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่ง
ต้องรู้ไว้ว่ามหาทวีปแห่งนี้ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นนักเวทได้ หลายคนที่เป็นคนธรรมดาพวกเขาก็เลือกที่จะเป็นนักวิชาการหรืออัศวิน
สำหรับการเป็นอัศวินนั้นของเพียงพวกเขามีความมุ่งมั่นที่มากพอก็จะสามารถปลุกพลังเจตจำนงของตนเองขึ้นมาได้ เมื่อเดินในเส้นทางของพลังเจตจำนงอัศวิน พวกเขาก็จะสามารถก้าวหน้าเป็นอัศวินได้เช่นเดียวกับเส้นทางนักเวท
เพราะเหตุนี้นักวิชาการของมหาทวีปจึงพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะคิดค้นอุปกรณ์เวทมนตร์ที่ทำให้คนธรรมดาสามารถใช้ได้ แต่น่าเสียดายที่มันยังไม่ปรากฏขึ้น ไม่เช่นนั้นหน้าประวัติศาสตร์ของดินแดนเวทมนตร์จะต้องเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน
ด้านหน้าทางเข้าหอสมุดมีรูปปั้นแกะทองคำตั้งอยู่ มันเป็นรูปปั้นแกะที่มอบอยู่หน้าทางเข้าราวกับกำลังรอคอยอยู่ นั่นทำให้เรียกความสนใจของผู้คนที่มาหอสมุดประชาชนแห่งนี้เป็นอย่างมาก
“นั่นคืออะไรหรอครับ?” เมอร์ลินอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
ออสตินลูบเคราสีขาวของตนเองครั้งหนึ่งและเอ่ย “นั่นคือรูปปั้นของมาวิช”
“แกะตัวนั้นชื่อมาวิช?”
“ใช่ เจ้ามาวิชนั้นเป็นสัตว์เลี้ยงของศาสตราจารย์คนหนึ่งของมหาวิทยาลัยวินเซน มันมักจะตามเจ้าของมาที่นี่เป็นประจำ แต่เนื่องจากหอสมุดไม่สามารถให้สัตว์เลี้ยงเข้าได้ มันจึงนั่งรออยู่ที่เป็นประจำ ศาสตราจารย์คนนั้นเข้าออกหอสมุดแห่งนี้เป็นเวลาหลายวันก็ยังรออยู่ตรงนี้ จนกระทั่งศาสตราจารย์คนนั้นสิ้นอายุขัย เขาจากไปโดยทิ้งแกะตัวนี้ไว้ เจ้ามาวิชยังคงมารออยู่หน้าประตูตรงนี้ทุกวันเพื่อรอให้เจ้านายของมันกลับมา แต่น่าเสียดายที่ศาสตราจารย์คนนั้นไม่ฟื้นกลับมา มันยังคงมารอที่นี่ทุกวันเป็นเวลาเกือบสิบปี จนกระทั่งอายุขัยของมันสิ้นลง ผู้คนมองเห็นความซื่อสัตย์ของมันจึงสร้างอนุสาวรีย์ให้มันที่นี่” ศาสตราจารย์ออสตินกล่าวอธิบาย
เมอร์ลินที่ได้ยินเรื่องนี้เขาไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่เดินไปที่รูปปั้นเจ้ามาวิช ก่อนที่ใช้มือน้อยลูบไปที่ศีรษะของเจ้าแกะมาวิช
“นายเก่งมาก มาวิช” เมอร์ลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
ในตอนนั้นเองจู่ๆ รูปปั้นแกะทองคำที่อยู่ตรงหน้าก็ส่งพลังตอบรับบางอย่างกับดวงตาสีเงิน ซึ่งแม้แต่มหาปราชญ์ที่อยู่ข้างๆ ก็ไม่สามารถมองเห็นได้