ระบบฝึกเทพ god training system

    ตอนที่ 107 กองทัพโครงกระดูก

    ณ เมืองฝู่โจว


     เมื่อไม่มีตระกูลโหวงคอยเอาเปรียบอีกต่อไปแล้ว ในเมืองกับครึกครึ้นยิ่งกว่าเดิมนัก กลุ่มตระกูลต่างๆที่มีทรัพสินและอำนาจหน่อยก็รวมตัวกันจัดตั้งสมาคมขึ้นมา เพื่อแบ่งพื้นที่กันดูแลอย่างไม่เอาเปรียบกัน 


    ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งนั่งดื่มกินอยู่ในโรงเตี๊ยมกันอย่างสนุกสนาน เสียงโหวกเหวกโวยวายจากการพูดคุยยังดังรบกวนคนอื่นอยู่เหมือนเดิน แต่ที่แปลกก็คือไม่มีใครว่ากล่าวอะไรเลย ราวกับว่าเขาเคยชินกับพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้แล้ว


    หน้าโรงเตี๊ยมมีชายหนุ่มใส่ชุดสีน้ำเงินเดินเข้ามาอย่างสง่าผ่าเผย พวกเขากวาดสายตาไปทั่วโรงเตี๊ยมก่อนจะมาหยุดอยู่ที่กลุ่มชายฉกรรจ์กลุ่มนั้น ชายทั้งสองพยักหน้าให้กันก่อนจะเดินเข้าไปทักทายทันที


    "พี่ชาย! ได้ข่าวว่าพวกท่านเป็นคนกว้างขวางในเมืองนี้!"


    "ไม่ทราบว่าพวกท่านรู้รายละเอียดกับชายคนนี้มากแค่ไหน?"


    ศิษย์พี่ของโหวงตู้ยื่นม้วนกระดาษให้กับชายฉกรรจ์กลุ่มนี้พร้อมกับถามออกมาอย่างไม่ปิดบัง 


    ชายคนที่เป็นหัวหน้ายื่นมารับม้วนกระดาษนั้นมาก่อนจะคลี่ออกมาดู


    แววตาของชายฉกรรจ์เปลี่ยนไปทันทีที่ได้เห็นรูปในภาพนั้นพลางคิดในใจ ชายหนุ่มคนนี้มันยังไม่ตายอีกหรอ? เพราะข่าวจากที่ชายฉกรรจ์คนนี้ได้รู้ โหวงจู้เป็นคนของนิกายเมฆอนันต์แถมยังพาคนมาด้วยอีก แต่ยังไม่สามารถจัดการชายหนุ่มผู้นี้ได้เลยหรืออย่างไรกัน? ดังนั้นเขาจึงถามออกไปด้วยความสงสัย


    "ไม่ทราบว่าน้องชายเป็นคนของนิกายเมฆอนันต์ใช่หรือไม่?"


    "ใช่แล้ว! พวกเราสองคนเป็นศิษย์ของนิกายเมฆอนันต์!"ศิษย์พี่ของโหวงจู้ตอบกลับไปพลางสงสัยว่าชายฉกรรจ์คนนี้จะถามทำไมกัน


    "ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ!"ชายฉกรรจ์ถอนหายใจก่อนพึมพำออกมา


    ศิษย์พี่ของโหวงจู้ได้ยินก็พลันขมวดคิ้วพลางถามกลับมาเพื่อไขข้อข้องใจ


    "พี่ชายหมายความว่าอย่างไรรึ?"


    ชายฉกรรจ์คนนั้นมองทั้งสองคนพร้อมส่ายหัว เรื่องราวของชายหนุ่มในภาพวาดมันถึงวุ่นวายขนาดนี้กัน แล้วทำไมต้องเป็นพวกเขาทุกทีที่มานั่งตอบคำถามให้กับคนอื่น แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังเล่าสิ่งที่รู้ให้กับศิษย์ของนิกายเมฆอนันต์ฟังอย่างไม่ปิดบัง รวมถึงเรื่องการต่อสู้ที่อยู่นอกเมืองนั้นด้วย


    เมื่อศิษย์ของนิกายเมฆอนันต์ทั้งสองได้รู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว จึงรีบออกไปดูสถานที่ที่เคยมีการต่อสู้นอกเมืองทันที ตรงที่เกิดเหตุพวกเขาพบเพียงเศษกระท่อมที่พังไม่มีชิ้นดี กับร่องรอยของผืนป่าที่ถูกทำลายจนราบเรียบ เมื่อไม่พบสิ่งใดอีกทั้งสองจึงรีบกลับนิกายเพื่อไปแจ้งข่าวอย่างเร่งด่วน


    ภายในสุสานใต้ดิน


    เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม สุดท้ายเทียนฉินก็ก้าวผ่านม่านหมอกนั้นมาจนได้ ด้านหน้าเป็นปราสาทสูงใหญ่สีขาวหลังหนึ่ง มีบันไดทางขึ้นกว้างขวางทอดออกไปจนถึงตัวปราสาท ด้านหน้าบันไดมีรูปปั้นพยัคฆ์สีขาวยืนจังก้าอ้าปากอยู่ทั้งสองฝั่ง


    เทียนฉินก้าวเดินขึ้นไปอย่างไม่มีหวั่นเกรง เพราะสถานการณ์ตรงหน้าไม่มีทางให้เขาได้ถอยกลับอีกแล้ว เกราะมังกรสีดำยังปกคลุมอยู่รอบตัวไม่เคยจางหาย ก้าวแต่ละก้าวที่ย่ำเดินไปนั้นล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า


    แต่ไม่นาน ฉากที่ทำให้เทียนฉินตะลึงงันก็ปรากฏขึ้น โครงกระดูกมากมายกำลังเดินลงบันไดกันมาอย่างพร้อมเพรียง เสียงของชุดเกราะที่กระทบกันขณะเดินทำให้ดูเข้มแข็งดุดัน ในมือจับกุมอาวุธต่างๆตั้งขนานกับลำตัวอย่างเป็นระเบียบ


     "อย่าบอกนะว่าข้าต้องสู้กับกองทัพกระดูกเช่นนี้!"เทียนฉินอุทานออกมาอย่างตกใจ นี่มันสุสานหรือสมรภูมิรบกันแน่


    "ฮ่าๆ! การคาดเดาของเจ้าถูกต้องแล้ว หากข้าเดาไม่ผิดเจ้าโครงกระดูกพวกนี้น่าจะถูกฝังไว้เพื่อป้องกันผู้บุกรุกเข้ามายังที่สถานที่แห่งนี้เป็นแน่!"


    หลงยู่หมิงกล่าวออกมาอย่างผู้รู้ เพราะนี่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญนักในการสร้างสุสาน ยิ่งคนผู้นั้นมีพลังอำนาจมากเท่าไหร่ ภายในสุสานย่อมมีการป้องกันที่แข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น


    "เป็นไปได้ไหมที่ทหารเหล่านี้ถูกสังหารก่อนที่เจ้าของสุสานนี้จะเสียชีวิตลง!" เทียนฉินเอามือลูบที่คางของเขาพลางครุ่นคิด


    "ถูกแล้ว! เพื่อป้องกับความลับไม่ให้รั่วไหลออกไป พวกทหารที่ถูกเกณฑ์มาให้สร้างสุสานแห่งนี้ล้วนไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อไปได้หรอก!"หลงอยู่หมิงบอกกล่าวความจริงอันโหดร้ายให้เทียนฉินราวกับมันเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ที่มีพลังอำนาจ


    "เห็นทีว่ามีแต่ต้องบุกฝ่าเข้าไปเท่านั้นสินะ!"


    เมื่อรู้แล้วว่าหลีกเลี่ยงทหารกระดูกพวกนี้ไม่ได้ เทียนฉินก็ทะยานเข้าหาโดยไม่ลังเล มังกรเพลิงสองตัวพุ่งเข้าใส่กองทัพกระดูกนั้นทันทีหลังจากที่เทียนฉินขับเคลื่อนพลังออกมา ก่อนจะกระแทกโครงกระดูกจนร่างระเบิดกระจุยกระจาย


    โครงกระดูกหลายพันตัวที่เหลือกระโดดออกมาและปรับเปลี่ยนขบวนอย่างรวดเร็วเมื่อรับรู้ถึงการบุกรุก โครงกระดูกเหล่านี้ล้วนสวมชุดเกราะสีเงินครบชุด บ้างถือดาบยาว บ้างถือหอกอยู่ในมือ แววตาเปล่งแสงสีแดงที่น่ากลัวออกมาอย่างดุร้าย


    และภายใต้การจัดขบวนนั้น ดูเหมือนว่ากองทัพกระดูกพวกนี้จะได้รับการฝึกอบรมที่ดีเยี่ยมมาก่อนตายอย่างแน่นอน เพราะการโจมตีของพวกมันมีรูปแบบและแผนการที่เป็นระเบียบอย่างมาก


    มีการตั้งโล่หลายร้อยอันอยู่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังก็ยิงลูกศรเข้าใส่เทียนฉินราวกับห่าฝน เทียนฉินเลิกคิ้วพลางยิ้มมุมปากอย่างดูถูก ก่อนออกกระบวนท่าพิรุณโปรยปรายเข้าใส่ลูกศรเหล่านั้นทันที


    ดาบเล่มเล็กที่แฝงไปด้วยแก่นแท้ธาตุน้ำพุ่งทำลายห่าลูกศรนั้นจนมองไม่ออกว่าใครได้เปรียบเสียเปรียบ แต่เทียนฉินไม่ได้สนใจผลลัพธ์นั้นเลย ขับเคลื่อนพายุลูกเพลิงลูกใหญ่กวาดกองทัพกระดูกที่ตั้งโล่อยู่ด้านหน้าต่อทันที


    พายุเพลิงเข้ากระแทกเข้ากับโครงกระดูกด้านหน้าจนแตกกระจายอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันที่เทียนฉินจะได้บุกเข้าไป กองทัพโครงกระดูกพวกที่เหลือก็กลับมารวมกัน และตั้งโล่ขึ้นมาขวางเอาไว้เหมือนเดิม


    เทียนฉินหลี่ตามองพลางเข้าใจในทันทีว่า คงมีแต่ต้องทำลายกองทัพกระดูกนี้ให้สิ้นซาก ไม่อย่างนั้นคงไม่อาจผ่านไปได้อย่างแน่นอน ดาบเพลิงสุริยาถูกแทนที่ด้วยดาบเขี้ยวพยัคฆ์ แต่ในทันทีที่ดาบเขี้ยวพยัคฆ์ถูกนำออกมาใช้ มันก็เกิดสั่นไหวขึ้นมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่ามันจะมีความรุนแรงกว่าตอนที่สู้กับฝูงตั๊กแตนตำข้าวพวกนั้นเสียอีก


    เทียนฉินขมวดคิวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ครั้งแรกเขายังคิดว่าเป็นเพียงเพราะเจอกับพลังนอกรีตของชายชื่อชุนทำให้มันเกิดการต่อต้านขึ้นมา แต่ครั้งนี้ไม่ได้มีพลังมืดพวกนั้น แล้วทำไมดาบถึงมีปฎิกริยาแบบนี้ขึ้นมาได้กัน? 


    "หรือว่าเจ้าของสุสานนี้เป็นพวกนอกรีตกัน?"


    ขนของเขาลุกซู่เมื่อความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในใจ พลันรู้สึกได้ว่าน่าจะเป็นอย่างที่เขาคิดจริงๆ ไม่อย่างนั้นใครกันจะมีวิชาที่สร้างกองทัพกระดูกพวกนี้ขึ้นมาได้ แววตาของเทียนฉินกลายเป็นคมกริบ ก่อนจะปลดปล่อยคลื่นพลังเข้าใส่โครงกระดูกนั้นอย่างรุนแรง


    คลื่นดาบแต่ละครั้งที่เขาวาดออกไป โครงกระดูกไม่ต่ำกว่าสิบตัวล้วนพังทะลายล้มลง แต่ด้วยจำนวนที่มีมากถึงเกือบหมื่นตัวและไม่มีชีวิตจิตใจเป็นของตัวเองแล้ว พวกมันจึงดาหน้าเข้ามาป้องกันผสานกับการโจมตีอย่างไม่เกรงกลัว


    ดาบและหอกรวมถึงลูกศรพุ่งเข้ามาในเวลาเดียวกัน เทียนฉินที่เคยยิ้มเยาะพลันแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที ถึงแม้ภายนอกคมหอกคมดาบพวกนั้นไม่อาจจะสัมผัสกับผิวหนังเขาได้ แต่แรงกระแทกบางครั้งก็ทำให้เขาจุกแน่นอยู่บ้างเหมือนกัน


    การต่อสู้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เสื้อผ้าที่เขาใส่ตอนนี้ขาดรุ่งริ่งจากห่าลูกศรที่รับมือยากอยู่บ้าง เศษแตกหักของชิ้นส่วนกระดูกกระจัดกระจายกราดเกลื่อนอยู่เต็มพื้น เสียงกระทบกันของดาบกับท่อนกระดูกดังก้องสนั่นไปทั่วบันได


    กระบวนท่าต่างๆที่เขามีล้วนถูกใช้ออกมาจนหมด แต่เทียนฉินกลับสัมผัสได้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้เปรียบเทียบได้กับการทบทวนกระบวนท่าที่เขามีอยู่ พร้อมยังฝึกฝนเคี่ยวกรำมันให้แตกฉานอีกด้วย 


    เมื่อการต่อสู้สิ้นสุดลง ดาบเขี้ยวพยัคฆ์ในมือของเขากลับสั่นไหวอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเก่า แสงสีขาวเปล่งออกมาจนเจิดจ้าแสบตา จนสุดท้ายเทียนฉินไม่อาจจะกำด้ามดาบนั้นได้อีกต่อไป


    เมื่อดาบเขี้ยวพยัคฆ์หลุดออกเป็นอิสระ มันก็พุ่งทะยานเข้าไปใ

    นปราสาทอย่างรวดเร็ว ก่อนหายลับไปจากสายตาของเขาที่ยืนเหม่ออย่างงุนงง



    จนตอนที่ 107

    คล้ายกับเรื่องระบบฝึกเทพ god training system ที่คุณอ่าน