…ขณะเดียวกัน…
ในป่าที่อยู่ห่างจากมู่เชียนจิ่วออกไปหลายสิบลี้
มู่เทียนเซี่ยในเวลานี้มีสภาพสะบักสะบอม ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไม่เรียบร้อย “พวกเจ้าไล่ตามข้ามาเช่นนี้ คิดจะทำอะไรกันแน่!”
บุรุษร่างสูงคนหนึ่งกับร่างเตี้ยอีกหนึ่งสบตากัน ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น โดยเฉพาะบุรุษร่างเตี้ย ดวงตาที่เขาจ้องมองมู่เทียนเซี่ยเต็มไปด้วยความหื่นกระหาย
“ทำอะไรอย่างนั้นหรือ? เจ้าควรถามพวกเราว่า หนึ่งสตรีสองบุรุษสามารถทำท่าไหนกันได้บ้างจะดีกว่า ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”
สีหน้าของมู่เทียนเซี่ยเดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด วาจาหยาบโลนเช่นนี้หากยังฟังไม่เข้าใจก็โง่เต็มทีแล้ว
“ถ้าพวกเจ้าปล่อยข้าไป ข้าจะให้หินวิญญาณกับพวกเจ้า!” หญิงสาวลองใช้วิธีประนีประนอมกับอีกฝ่าย
บุรุษทั้งสองสบตากัน จากนั้นบุรุษร่างเตี้ยก็หันมาเอ่ยกับเหยื่ออันโอชะตรงหน้าด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ “อืม หินวิญญาณพวกเราก็อยากได้อยู่หรอก…แต่พวกเราอยากได้หญิงงามมากกว่า ฮิฮิ”
“หากเจ้าตั้งใจปรนนิบัติเราสองคน ไม่แน่นะ หากพวกเราพึงพอใจอาจจะไว้ชีวิตเจ้าก็ได้” บุรุษร่างสูงเลียริมฝีปาก “แต่หากเจ้าไม่ยอมก็ไม่เป็นไร ต่อให้เจ้าเหลือเพียงร่างไร้วิญญาณ พวกเราก็มีความสุขกับเจ้าได้ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”
มู่เทียนเซี่ยดวงตาเบิกโพลงทันที …นี่นางกำลังเผชิญหน้ากับคนวิกลจริตอยู่หรืออย่างนั้นหรือ?
แม้แต่ร่างไร้วิญญาณก็ยังไม่เว้น พวกเจ้ายังเป็นคนอยู่หรือไม่?
“เป็นอย่างไร ตัดสินใจได้แล้วหรือยังแม่สาวน้อย?” บุรุษร่างเตี้ยเริ่มหมดความอดทน เขาไม่เคยเจอสตรีที่มีใบหน้างดงามเช่นนี้มาก่อน…โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น
หากควักออกมากิน รสชาติต้องไม่เลวเป็นแน่!
มู่เทียนเซี่ยพลันฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้ สีหน้าเปลี่ยนไปทันที
“พวก...พวกเจ้าเป็นมารบำเพ็ญเพียรอย่างนั้นหรือ!”
“โอ๊ะโอ เพิ่งจะดูออกอย่างนั้นหรือ?” บุรุษร่างสูงแสยะยิ้ม ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นชวนสยดสยองยิ่งนัก ราวกับผีร้ายที่ขึ้นมาจากนรกขุมที่เก้าก็มิปาน!
มู่เทียนเซี่ยถอยกรูด และลองใช้วิธีประนีประนอมอีกครั้ง “หากพวกเจ้ายอมปล่อยข้าไป ข้าจะบอกพรอันยิ่งใหญ่บางอย่างกับพวกเจ้า!”
มารบำเพ็ญเพียรทั้งสองนี่ดูแล้วอย่างมากก็คงมีตบะบารมีระดับฌานดรุณขั้นต้นเท่านั้น
‘ที่นั่น’ เป็นถึงถ้ำของผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋า จึงมีโอกาสสูงที่ภายในนั้นจะมีเคล็ดวิชาและโอสถขั้นสูงทิ้งเอาไว้ อย่าว่าแต่มารบำเพ็ญเพียรสองตนเลย ต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งระดับหลอมอธิกก็ยังต้องสนใจ!
อีกทั้งนางยังได้รับข่าวมาว่า อารองของนางก็กำลังไปที่นั่นเช่นกัน นางเองก็กำลังอยู่ระหว่างทางเพื่อไปรวมตัวกับสมาชิกตระกูลมู่
แต่คิดไม่ถึงว่าตนเองจะโชคร้ายถึงเพียงนี้ ที่ดันมาเจอกับมารบำเพ็ญเพียรทั้งสองตนเข้าเสียก่อน!
มารบำเพ็ญเพียรเป็นสิ่งมีชีวิตที่ฆ่าคนมานับไม่ถ้วน สตรีที่ถูกพวกมันล่วงเกินก็มีมากจนไม่อาจนับได้ หากประมือกันจริง ๆ ด้วยตบะบารมีของมู่เทียนเซี่ยในตอนนี้ เกรงว่าพวกมันคงเอาชนะได้โดยแทบไม่ต้องลงมือ
“อ้อ?” บุรุษร่างเตี้ยกลอกกลิ้งดวงตาไปมาอย่างกวนประสาท ราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่หญิงสาวตรงหน้าพูด “พรอะไรอย่างนั้นหรือ?”
พวกเขาอยู่ในแดนลับแห่งนี้มานานแล้ว สมบัติสวรรค์ก็พอหาได้อยู่บ้าง ทว่ากลับไม่เคยพบอะไรที่เรียกว่า ‘พร’ มาก่อน
ยิ่งไปกว่านั้น แดนลับแห่งนี้ใคร ๆ ก็สามารถเข้ามาได้ ต่อให้มีพรอะไรนั่นอยู่จริง ก็คงถูกคนหาเจอไปนานแล้ว จะตกมาถึงพวกเขาได้อย่างไรกัน
“เช่นนั้นพวกเจ้าต้องสาบานก่อนว่าจะไม่ทำร้ายข้า” มู่เทียนเซี่ยกลัวว่ามารสองตนนี้จะกลับกลอก ยิ่งไปกว่านั้นทั้งสองยังเป็นถึงมารบำเพ็ญเพียร นางจึงไม่เชื่อใจพวกเขาแม้แต่น้อย
มารทั้งสองสบตากัน ก่อนที่บุรุษร่างเตี้ยจะระเบิดหัวเราะอันน่าเกลียดออกมา “เด็กน้อย นี่เจ้ายังไม่เข้าใจสถานการณ์อีกอย่างนั้นหรือ?”
มู่เทียนเซี่ยขมวดคิ้วแน่น “พวกเจ้าหมายความว่าอย่างไร”
“ดูก็รู้ว่าเจ้าเป็นศิษย์สำนักใหญ่” บุรุษร่างสูงแสยะยิ้ม “พวกเราย่อมอยากได้พรอยู่แล้ว แต่สาวงามพวกเราก็อยากได้เช่นกัน!”
ทันทีที่สิ้นเสียง มารทั้งสองก็ลงมือพร้อมกัน หมายจะครอบครองเรือนร่างของมู่เทียนเซี่ย!
สตรีที่งดงามเพียงนี้ พวกเขาอยากจะเชยชมตั้งแต่แรกเห็นแล้ว หลังจากจับตัวนางได้แล้วค่อยบีบให้นางบอกรายละเอียดเรื่องพรนั่น เช่นนี้ไม่เท่ากับได้ทั้งขึ้นทั้งล่องหรอกหรือ?
สถานการณ์เช่นนี้ยังจะให้มารบำเพ็ญเพียรอย่างพวกเขาเลือกอีกอย่างนั้นหรือ ช่างน่าขันสิ้นดี!
*ฉึก!*
มู่เทียนเซี่ยหลบหลีกอย่างว่องไว มารทั้งสองจึงคว้าได้เพียงแขนเสื้อข้างหนึ่ง ทำให้แขนเสื้อของนางฉีกขาด
“โอ้ ช่างขาวจริง ๆ” บุรุษร่างเตี้ยเผยสีหน้าหยาบโลนออกมา สายตาที่มองมู่เทียนเซี่ยก็ยิ่งเต็มไปด้วยความหื่นกระหาย
“พวกเจ้า!” มู่เทียนเซี่ยขบเม้มริมฝีปากแน่น …หากวันนี้นางถูกเจ้าสองคนนี้ล่วงเกินละก็ นางขอยอมตายอยู่ที่นี่เสียยังดีกว่า!
“แส้เถาวัลย์!” บุรุษร่างสูงประสานมือเข้าด้วยกันแน่น ทันใดนั้นต้นไม้โดยรอบก็ส่งเสียงพัดหวีดหวิว เถาวัลย์มากมายเกี่ยวพันที่แขนและขาของมู่เทียนเซี่ยทันที
โฉมสะคราญถูกพันธนาการกลางอากาศ แขนขาขาของนางถูกเถาวัลย์เกี่ยวกระหวัดให้กางออกอย่างลามก!
ดวงตาของมารต่ำช้าทั้งสองเป็นประกายทันที วิธีการเช่นนี้พวกเขาใช้มาหลายต่อหลายครั้งแล้ว คนที่ถูกจับก็ต่างกันออกไป ภาพที่พวกเขาได้เห็นจึงชวนให้ตื่นเต้นและกระชุ่มกระชวยทุกครั้ง
ได้หลับนอนกับสตรีงดงามเช่นนี้ ต่อให้อายุสั้นลงอีกสิบปีพวกเขาก็ยอม!
“พวกเจ้าปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ!” มู่เทียนเซี่ยคิดจะขัดขืน น่าเสียดายที่นางมีตบะบารมีเพียงระดับมายาเดียวดายขั้นกลาง จะต่อกรกับผู้แข็งแกร่งระดับฌานดรุณถึงสองคนพร้อมกันได้อย่างไร
หนำซ้ำสองคนนี้ยังเป็นมารบำเพ็ญเพียรอีก พลังย่อมแข็งแกร่งกว่าผู้ที่มีตบะบารมีระดับฌานดรุณทั่วไป
“ฮี่ฮี่ เจ้าจะจัดการนางก่อนหรือจะให้ข้าก่อน?” บุรุษร่างเตี้ยถูกมือไปมา พลางเอ่ยถามสหายอย่างอดใจไม่ไหว
บุรุษร่างสูงแสยะยิ้ม “หรือไม่...ลงมือพร้อมกันเลยดีล่ะ?”
มู่เทียนเซี่ยดวงตาเบิกโพลง …พร้อมกันอย่างนั้นหรือ!
คุณหนูมู่อยากจะกัดลิ้นตัวเองให้ตายเสียเดี๋ยวนี้ ไม่ง่ายเลยกว่านางจะผสานชีพจรวิญญาณระดับฟ้าได้ ยังไม่ทันได้ฝึกฝนใด ๆ ก็ต้องมาตายอยู่ที่นี่แล้วอย่างนั้นหรือ
นางไม่ยอม!!!
ทว่าขณะที่บุรุษกักขฬะทั้งสองกำลังจะเข้าไปถึงตัวโฉมสะคราญที่ถูกจับถ่างแข้งถ่างขาอยู่กลางอากาศ จู่ ๆ ก็มีเสียงแหวกอากาศดังมาจากป่าด้านใน
*ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!*
ลูกธนูหลายดอกพุ่งออกมาจากในป่า รอยยิ้มหยาบโลนของมารบำเพ็ญเพียรทั้งสองหุบฉับลงทันที ก่อนจะเหาะถอยหลังออกไป
“ใครกล้ามาขัดจังหวะของข้า!” บุรุษร่างเตี้ยกวาดสายตามองเข้าไปในป่า ดวงตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
ทันใดนั้นร่างสตรีและบุรุษคู่หนึ่งก็เหาะออกมาจากในป่า ในมือของบุรุษหนุ่มถือคันธนูเอาไว้ บุรุษผู้นี้มีเครื่องหน้าหล่อเหลา ไอพลังที่แผ่ออกมาจากกายวูบไหวเบา ๆ …ดูจากภายนอกแล้วอย่างน้อยต้องเป็นผู้แข็งแกร่งระดับฌานดรุณขั้นสูงเป็นแน่!
ส่วนดรุณีน้อยชุดสีน้ำเงินที่ยืนอยู่ข้างกายของบุรุษหนุ่มอายุราวสิบห้าถึงสิบหกปี ในมือถือกระบี่ยาวเล่มหนึ่ง ตบะบารมีต่ำกว่าเล็กน้อย เพียงระดับมายาเดียวดายขั้นสุดยอดเท่านั้น
“ช่วยข้าด้วย!” เมื่อเห็นว่ามีคนปรากฏตัว มู่เทียนเซี่ยก็รู้สึกดีใจขึ้นมาทันที
“พวกเจ้าอีกแล้วหรือ!” มารร่างเตี้ยเมื่อเห็นหน้าแขกไม่ได้รับเชิญจึงหรี่ตาลงเล็กน้อยอย่างคาดโทษ
ใบหน้าหล่อเหลาของบุรุษหนุ่มเย็นเยียบ มือขาวเนียนยกคันธนูในมือขึ้นเล็งอีกครั้ง “ครั้งก่อนข้าปล่อยให้พวกเจ้าหนีไปได้ แต่ครั้งนี้เกรงว่าพวกเจ้าคงจะไม่โชคดีเช่นนั้นอีกแล้ว”
“เด็กน้อย เจ้าคิดว่าพวกเรากลัวเจ้าจริง ๆ น่ะหรือ!” มารร่างเตี้ยหรี่ตาลง ในมือพลันมีมีดสั้นสองเล่มปรากฏขึ้น
“เจ้าไปจัดการนางเด็กนั่นก่อน จากนั้นค่อยมาช่วยข้า!”
“ได้!” มารร่างสูงเอ่ยรับคำ และพุ่งเข้าไปหาสตรีชุดน้ำเงินด้วยมือเปล่า
มู่เทียนเซี่ยที่ถูกกางแขนกางขาอยู่กลางอากาศได้แต่ก่นด่าอยู่ภายในใจ …พวกบ้านี่ ช่วยปล่อยข้าก่อนสิ!
*ฟิ้ว ฟิ้ว!*
การเคลื่อนไหวของบุรุษหนุ่มปราดเปรียวยิ่งนัก คันธนูในมือส่งลูกธนูวิญญาณออกไปไม่หยุด ไม่ให้มารร่างเตี้ยเข้าใกล้ได้ง่าย ๆ
“ฮี่ฮี่ฮี่ เด็กน้อย ผู้บำเพ็ญเพียรวิถีธนูอย่างเจ้า กล้าต่อสู้ระยะประชิดกับข้าอย่างนั้นหรือ ช่างไม่กลัวตายจริง ๆ!” มารร่างเตี้ยกำมีดสั้นในมือแน่น พร้อมกับขยับเข้าใกล้คู่ต่อสู้มากขึ้นเรื่อย ๆ
ทางด้านมู่เทียนเซี่ยบัดนี้ฝ่ามือชุ่มไปด้วยเหงื่อเพราะความตึงเครียด หากสองคนนี้แพ้ เช่นนั้นไม่เท่ากับ…
ทว่าเพียงพริบตาที่มารร่างเตี้ยเข้าใกล้บุรุษหนุ่ม บุรุษหนุ่มก็ค่อย ๆ เก็บคันธนูอย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะชักกระบี่ยาวสีม่วงออกมา ไอกระบี่อันน่าพรั่นพรึงแผ่ออกมาทันที
“ใครบอกเจ้าว่าข้าบำเพ็ญเพียรวิถีธนูกัน?”
“บัดซบ!” มารร่างเตี้ยไม่ทันหลบก็ถูกไอกระบี่ฟาดใส่หน้าอกอย่างจังจนกระอักเลือดออกมา
มารร่างสูงมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที เขาไม่สนใจสตรีตรงหน้าอีก และรีบเข้าไปประคองสหายอย่างรวดเร็ว
“เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง!”
แววตาของมารร่างสูงเต็มไปด้วยความกังวลระคนเจ็บปวด
“บัดซบ เจ้าบำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่หรือวิถีมั่วซั่วกันแน่!” มารร่างเตี้ยด่าทอไม่หยุด เจ้าเด็กบ้านี่ทั้ง ๆ ที่ใช้กระบี่ กลับเอาธนูมาหลอกล่อการต่อสู้ของพวกเขาอย่างนั้นหรือ!
“ข้าไม่เป็นไร พลังของเจ้าเด็กนี่แข็งแกร่งมาก เจ้าระวังตัวด้วย!”
.
.
.