ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 112 ขออาศัย

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 112 ขออาศัย





            “เดินทางออกไปต่างมิติ?” ร่างวิญญาณโปร่งแสงใช้มือแตะปลายคาง ขมวดคิ้วครุ่นคิดกับสิ่งที่ได้ดูได้ฟังผ่านยันต์ติดตาม



            จินได้ใช้ยันต์ติดตามเคฟลินไปตั้งแต่เมื่อเช้า เป็นเวลาที่ทั้งคู่เดินทางใกล้ถึงสำนักจันทรานิรันดร์พอดี เขาจึงเฝ้าติดตามการกระทำทุกอย่างของทั้งคู่ไปจนถึงตอนที่ได้พบกับเยว่ซิน



            แม้ใบหน้าของหญิงตรงหน้าจะเริ่มมีริ้วรอยแห่งช่วงวัย แต่จินที่เคยสนิทชิดเชื้อกันมาตั้งแต่หนหลังกลับจำอีกฝ่ายได้ทันที หากเดินสวนกันด้านนอก อย่างไรชายหนุ่มก็ต้องทักอีกฝ่ายแน่นอน



            ความรู้สึกมากมายก่อตัวขึ้นในใจของวิญญาณบรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์



            ครั้งแรกที่เขาฟื้นขึ้นมาในสภาพวิญญาณ ทุกอย่างบนโลกแทบจะเปลี่ยนแปลงไปหมดจากยุคที่เขาเคยอยู่ จะมีก็เพียงแต่ตระกูลพีไรซ์ที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาเท่านั้นที่ทำให้พออุ่นใจได้บ้าง เป็นคนแปลกหน้าที่รู้สึกคุ้นเคย



            แต่ถึงแม้จะมีครอบครัว จะมีตระกูลอยู่ มันจะเทียบได้กับการเจอคนที่ตนเองรู้จักสนิทสนม และไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้เจออีกแล้วอย่างนั้นหรือ? ตอนนี้เขาดีใจมาก แม้มันจะเป็นเพียงภาพสะท้อนจากระยะไกล แต่เขาก็ได้เห็นใบหน้าของบุคคลที่คุ้นเคยอีกครั้ง เขาไม่ใช่สิ่งแปลกแยกบนโลกนี้อีกต่อไป คนที่เขารู้จักยังคงอยู่...และหลังจากนี้เขาหวังจะต้องพบคนอื่นๆ ให้มากขึ้นอีก ความรู้สึกครั้งเก่าก่อนค่อยๆ กลับมาอีกครั้ง



            ร่างวิญญาณโปร่งแสงฟังเรื่องราวการล่มสลายของตระกูลพิไร จนมาถึงการเดินทางจากไปของภรรยาสุดที่รัก...ฟางหรู



            สิ่งที่เกิดในช่วงสามร้อยปีมันช่างมากมาย เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงเสียเหลือเกิน ร่างวิญญาณโปร่งแสงรู้สึกหนักใจเช่นกันที่ทิ้งภาระไว้มากมายให้กับคนที่ตนรัก



            นี่โชคดีที่ตระกูลของเขาไม่ได้ล่มสลายไปโดยสมบูรณ์ ยังมีสายเลือดของเขาแยกตัวออกมาสร้างตระกูลใหม่ ไม่เช่นนั้นมันคงไม่สามารถเติมเต็มเกณฑ์ขั้นต่ำของทักษะพิเศษ'ระบบบรรพบุรุษ'ได้ และตอนนี้เขาก็คงตายไปจริงๆ หมดโอกาสคืนชีพกลับมาอีกครั้ง



            จินมองภาพสะท้อนจากระยะไกลจนถึงตอนที่คาลอสและเคฟลินเดินทางออกจากสำนักจันทรานิรันดร์ ทางสำนักส่งศิษย์มาคุ้มกันอย่างดี เป้าหมายคือมุ่งหน้ากลับมายังตระกูลพีไรซ์ในเมืองปากัส



            ร่างวิญญาณโปร่งแสงปลดความสามารถของยันต์ติดตามเพราะหมดประโยชน์ที่จะใช้แล้ว เส้นทางต่อจากนี้ก็มีเพียงแค่การเดินทาง มีเพียงแค่ฉากในรถและวิวทิวทัศน์ด้านนอก ไม่ได้มีอะไรให้ติดตาม



            วิญญาณบรรพบุรุษกลับไปทบทวนในเรื่องที่ได้ฟังมาอีกครั้ง นอกเหนือจากการดูแลตระกูลพีไรซ์ให้ดำเนินต่อไปด้วยดี ตอนนี้เขามีเป้าหมายใหม่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือตามหาบุคคลอันเป็นที่รัก...ไม่ว่ามันจะห่างไกลกันสุดฟ้าเขาก็จะตามไปหาให้พบ



            แต่นั่นเป็นเรื่องที่เขาจะพิจารณาในภายหลัง เป้าหมายหลักในตอนนี้คือสร้างความมั่นคงให้กับตระกูลพีไรซ์ สมาชิกตระกูลจะต้องยืนหยัดได้ด้วยตัวของตนเองและต้องไม่มีอริศัตรูใดมาทำร้ายได้อีกต่อไป นั่นจึงค่อยวางใจได้อย่างแท้จริง จินจะต้องใช้ความสามารถของระบบบรรพบุรุษให้เต็มที่ที่สุดก่อนจะจากไป



            ...



            เพียงพริบตาเวลาก็ผ่านไปเกือบครึ่งเดือน



            ขบวนเดินทางจากสำนักจันทรานิรันดร์พาคาลอสและเคฟลินมาถึงหน้าตระกูลพีไรซ์



            ในช่วงไม่กี่วันก่อนที่ขบวนเดินทางจะมาถึง ตระกูลพีไรซ์ก็เพิ่งจัดพิธีเคารพบรรพชนประจำเดือนไปหมาดๆ และของที่วิญญาณบรรพบุรุษซื้อเพิ่มมาก็เป็น [ยันต์เข้าฝัน] และ [ยันต์ผู้พิทักษ์] อย่างละหนึ่งใบ นอกจากนั้นยังมี [ยันต์รื่นรมย์] ที่จินเห็นว่าน่าสนใจดีจึงซื้อมาเก็บเอาไว้



            ถึงแม้ทั้งยันต์สองใบแรกจะไม่ใช่ของที่ดีเด่อะไร แต่ก็นับว่าเป็นของจำเป็นพื้นฐานที่จินในฐานะบรรพบุรุษใช้สื่อสารและช่วยเหลือสมาชิกในตระกูลได้ จะเห็นได้ว่ายันต์พื้นฐานพวกนี้ทำให้งานหลายอย่างสำเร็จ และช่วยเหลือลูกหลานในยามวิกฤติมานักต่อนักแล้ว



            ส่วน [ยันต์รื่นรมย์] เป็นยันต์ที่ใช้สร้างความรู้สึกผ่อนคลายให้กับเป้าหมาย มีหลายครั้งที่ผู้คนนั้นจริงจังกับเรื่องบางอย่างมากจนเกินไปจนทำให้เกิดความเครียดสะสม ซึ่งมันอาจลดทอนความสามารถในการรับรู้และความเข้าใจ ทำให้ไม่อาจแก้ไขปัญหาตรงหน้าได้เท่าที่ควร หรือหากเป็นผู้ฝึกฝนพลังก็อาจเข้าถึงศาสตร์แห่งพลังที่ตนฝึกฝนได้เต็มที่ และนั่นจะเป็นช่วงเวลาที่ยันต์ชนิดนี้มีประโยชน์



            เมื่อใช้ยันต์รื่นรมย์ไปแล้ว เป้าหมายจะสามารถคลายความเครียดสะสม ความคับข้องหมองใจ ความเคืองแค้นที่ไม่อาจสลัดออกได้ชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งเป้าหมายสามารถใช้ช่วงเวลานั้นแก้ปัญหาบางอย่างที่ตนเองในสภาวะเครียดไม่สามารถแก้ไข หรือเข้าถึงศาสตร์แห่งพลังที่ตนฝึกฝนอยู่ได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีอะไรมากั้นขวาง



            ความจริงจินก็ไม่ได้คิดว่ามันจำเป็นอะไรนัก แต่ในเมื่อราคามันไม่แพง จะซื้อมาเก็บสะสมไว้เผื่อใช้แก้ปัญหาให้ลูกหลานในตระกูลก็คงไม่ได้มีปัญหาอะไร



            เนื่องจากเมื่อเทียบกับแต้มสะสมที่มี ยันต์พวกนี้มูลค่าไม่สูงนักในช่วงลดราคาประจำเดือน



            หลังจากใช้จ่าย แต้มระบบที่จินสะสมเอาไว้จึงยังมีมากถึงสามแสนแปดหมื่นแต้ม ยิ่งมีแต้มระบบมากเท่าไหร่ วิญญาณบรรพบุรุษอย่างจินก็ยิ่งรู้สึกอุ่นใจมากเท่านั้น นอกจากจะใช้ซื้อสิ่งของจากร้านค้าระบบในยามคับขันได้แล้ว ยังเก็บเอาไว้ซื้อสินค้าระดับสูงในช่วงลดราคาหลังพิธีเคารพบรรพบุรุษได้ด้วย



            จะสังเกตเห็นได้ว่าหลายต่อหลายครั้ง รายการลดราคาก็มีของดีๆ เข้ามาขาย แต่ติดตรงที่เจ้าของระบบอย่างจินนั้นยากจนข้นแค้นเกินกว่าจะทุ่มเงินซื้อได้ ทำให้บางครั้งต้องพลาดของดีๆ ไปเสียเปล่า



            หลังจากส่งสมาชิกตระกูลพีไรซ์ทั้งสองคนไม่นาน ขบวนคุ้มกันของสำนักจันทรานิรันดร์ก็เดินทางกลับไปทันที ทิ้งไว้เพียงหญิงวัยกลางคนในชุดคลุมสีน้ำเงินถือถุงผ้าสัมภาระใบเล็กๆ เดินตามคาลอสและเคฟลินเข้าไปในคฤหาสน์ตระกูลพีไรซ์ด้วย



            หญิงผู้นี้มิใช่ใครอื่นนอกเสียจากผู้อาวุโสสี่จากสำนักจันทรานิรันดร์ที่เจ้าสำนักเยว่ซินได้ส่งมาคอยปกป้องคุ้มครองตระกูลพีไรซ์ไม่ให้คลาดสายตา



            เธอนั่งคิดนอนคิดอยู่ในขบวนเดินทางมากว่าสิบสามวัน ในที่สุดก็คิดออกว่าควรจะใช้แผนการเช่นไร



            ไหนๆ เธอก็มาพร้อมสมาชิกทั้งสองคนของตระกูลพีไรซ์ ระหว่างทางก็พูดคุยกันจนคุ้นเคยกันในระดับหนึ่ง เช่นนั้นเธอก็ฝากตัวเป็นแขกของตระกูลนี้ไปเสียเลยไม่ดีหรือ?



            ไม่จำเป็นต้องออกไปหาสถานที่อยู่อาศัยรอบนอก ไม่ต้องลำบากทำตัวลับๆ ล่อๆ ทั้งยังได้อยู่ในจุดสังเกตการณ์ที่ดีที่สุด นั่นก็คือนางจะคอยป้องกันและเฝ้าระวังจากภายในตระกูลไปเสียเลย!



            หญิงวัยกลางคนในชุดคลุมสีฟ้าแนะนำตนเองว่าชื่อ เหลียนจง เป็นผู้อาวุโสจากสำนักจันทรานิรันดร์ อยากจะมาท่องเที่ยวหาประสบการณ์ใหม่ๆ รวมถึงเรียนรู้วัฒนธรรมต่างแดน



            นี่เป็นเหตุผลที่เธอคิดได้ระหว่างทาง ถึงจะไม่ได้เป็นเหตุผลที่ซับซ้อนแยบยลแต่ก็ใช้ได้ จะมีใครมาเถียงเธอหรือว่ามันไม่จริง? เธอไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลอะไรทั้งนั้น เธอแค่พูดส่งๆ ออกไปเพราะอยากจะพักอาศัยอยู่ที่นี่ก็เท่านั้น



            ตระกูลพีไรซ์เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นผู้อาวุโสคนหนึ่งจากสำนักจันทรานิรันดร์อันยิ่งใหญ่ ก็ต้อนรับขับสู้อย่างดี มาคัสหัวหน้าตระกูลมอบเรือนหลังหนึ่งที่อยู่ใกล้กับสวนภายในตระกูลให้นางพักอาศัย



            ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ได้แจ้งเสียด้วยว่าจะจากไปเมื่อไหร่ เพียงตีหน้ามึนมาอยู่อาศัยในฐานะแขกโดยไม่มีกำหนดเวลา



            หญิงวัยกลางคนเข้ามาพักอาศัยอยู่ในคฤหาสน์ตระกูลพีไรซ์ด้วยท่าทางสบายๆ ทางตระกูลพีไรซ์เองก็ค่อนข้างเป็นมิตรจึงไม่คิดมากอะไร ในเมื่อเจ้าสำนักจันทรานิรันดร์เป็นสหายของบรรพบุรุษ ทั้งตระกูลพีไรซ์และสำนักจันทรานิรันดร์ย่อมนับว่ามีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นต่อกัน



            เมื่อจัดเรือนพักไว้ให้กับเหลียงจงเรียบร้อย เคฟลินและคาลอสก็เข้ารายงานเรื่องราวทั้งหมดต่อหัวหน้าตระกูลและผู้อาวุโส เรื่องราวหลายอย่างที่ทั้งสองคนเล่าออกมาสร้างความฮือฮาให้กับคนทั้งหมดเป็นอย่างมาก



            ใครเล่าจะคิดว่าครั้งหนึ่ง ตระกูลของพวกตนเคยเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลอันยิ่งใหญ่ในต่างเขต เท่านั้นยังไม่พอ ตระกูลหลักของพวกเขายังถูกฆ่าล้างทั้งตระกูลจนไม่มีเหลือ โดยที่พวกเขาซึ่งอยู่ในชนบทอันห่างไกลไม่เคยรับรู้เรื่องราวนี้มาก่อนเลย



            มาคัสที่เป็นหัวหน้าตระกูลเองก็เหมือนจะเคยได้ยินเหตุการณ์นี้อยู่บ้างสมัยที่ตนไปดูงานกับท่านพ่อตอนเด็กๆ ไม่น่าเชื่อว่าตระกูลที่ถูกฆ่าล้างยกตระกูลและเป็นสาเหตุให้เขต B เปลี่ยนแปลงการปกครองจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับตระกูลพีไรซ์ของพวกเขา



            เมื่อรู้เรื่องราวความเป็นมาที่แท้จริง เหล่าผู้อาวุโสต่างก็ตกใจ ความฮึกเหิมกู่ก้องอยู่ในอก พวกเขาคิดว่าตนเป็นเพียงตระกูลเล็กๆ ธรรมดาๆ ในชนบทอันห่างไกลมาตลอด ใครจะรู้ว่าบรรพชนของพวกเขาจะยิ่งใหญ่กันถึงขนาดนี้



            นอกเหนือจากเรื่องราวที่เคฟลินและคาลอสนำมาเล่า ทั้งสองก็ได้ทราบข่าวดีของตระกูลกลับคืนมาเช่นเดียว ตอนนี้ผู้อาวุโสสองเมลิก เคน และคาเบโร่ล้วนมีพัฒนาการมากขึ้นไปอีกขั้น



            ผู้อาวุโสเมลิกได้กลายเป็นสมาชิกตระกูลคนที่สามที่ข้ามผ่านมาเป็นอเวกระดับเจ็ดได้สำเร็จ ส่วนเคนและคาเบโร่ หลังจากฝึกฝนมานานก็ตัดผ่านไปสู่ระดับหกได้ทั้งคู่



            ทั้งเคฟลินและคาลอสพากันแสดงความดีใจให้กับคนทั้งสาม



            ไฟในตัวของพวกเขาเริ่มลุกโชน แม้ตอนนี้ตนจะเป็นผู้นำด้านการฝึกฝนพลัง แต่คนอื่นๆ ล้วนตามมาติดๆ ตอนนี้ทุกคนในตระกูลเพิ่มระดับพลังกันได้อย่างรวดเร็ว หากไม่ขยันให้มาก ก็มีแต่จะถูกแซงหน้าขึ้นไป ทั้งเคฟลินและคาลอสตั้งใจไว้อย่างดีว่าหลังจากนี้จะกลับไปฝึกฝนให้หนัก



            น่าเสียดายที่ปณิธานนั้นอาจจะเป็นไปไม่ได้สำหรับคาลอส...เพราะในคืนนั้น ความฝันที่คุ้นเคยก็กลับมาหาเขาอีกครั้งหนึ่ง



            ชายในชุดขาวยืนหันหลังชมธรรมชาติในความฝัน ป่าไม้ ลำธาร ทิวเขา และท้องฟ้าดูสมจริงมากขึ้นเรื่อยๆ



            “ยินดีที่ได้พบท่านบรรพบุรุษ ข้าได้เดินทางไปสำนักจันทรานิรันดร์พร้อมกับท่านพี่เคฟลิน และได้พบเจ้าสำนักเยว่ซินมาแล้ว......” คาลอสประสานมือก้มหัวให้ชายชุดขาวร่างเพรียวที่ยืนหันหลัง พยายามจะเล่าเรื่องราวที่ตนได้ฟังมาออกไป แต่ถูกขัดจังหวะเข้าเสียก่อน



            “ข้ารับรู้ทุกเรื่องแล้ว” ชายชุดขาวกล่าวออกมาก่อนจะค่อยๆ หันกายกลับมาหาคาลอส สีหน้าเรียบนิ่ง แต่ประกายในแววตาแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นบางอย่าง



            “ขอบใจเจ้าและเคฟลินมากที่เป็นธุระให้ข้าในเรื่องนี้ ข้าดีใจมากที่ได้พบกับเยว่ซินอีกครั้งหนึ่ง แม้จะไม่ได้พบเจอด้วยตัวเอง แต่เท่านี้ก็สุขใจมากแล้ว หวังว่าสักวันหนึ่งข้าคงสามารถไปเยี่ยมเยือนสำนักจันทรานิรันดร์ด้วยตนเองได้” ด้วยพลังของระบบบรรพบุรุษ จินมั่นใจว่าสักวันหนึ่งเขาจะสามารถปรากฏตัวหรือเดินทางไปยังสถานที่ไกลๆ ได้โดยไม่ถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์บางอย่างเหมือนเช่นตอนนี้



            “และต้องขอโทษเจ้าด้วยที่ไม่ได้มอบเวลาพักแม้เพียงน้อยนิดให้แก่เจ้าเลย จริงๆ แล้วก่อนหน้านี้ข้าตั้งใจจะเดินทางไปยังเมืองขนาดใหญ่ C-04 เพียงแต่ว่าเยว่ซินนั้นส่งจดหมายเชิญมาเสียก่อน แผนการจึงเปลี่ยนไป” ชายชุดขาวบอกเล่าแผนการเดิมของตนเอง



            “เดินทางไปยังเมืองขนาดใหญ่ C-04? ไม่ใช่ว่าท่านบรรพบุรุษถูกจำกัดอยู่ภายในตระกูลหรอกหรือ?” คาลอสเอ่ยถามด้วยความสงสัย



            “นั่นก็ใช่ แต่ตอนนี้ข้ามีของบางสิ่งที่สามารถทำให้ข้าเดินทางไกลได้หนึ่งครั้ง และข้าเลือกใช้โอกาสครั้งเดียวนี้เพื่อจัดการปัญหาที่ค้างคามานาน ซึ่งต้องอาศัยความช่วยเหลือจากเจ้า คาลอส...ข้าจะประทับวิญญาณของตนเองเอาไว้กับสิ่งของบางอย่าง และเจ้าจะต้องเป็นผู้นำมันเข้าไปในตระกูลหวงหลงให้ได้”



            ชายชุดขาวเริ่มเล่าแผนการของตนเองออกไป จ้องมองตรงไปที่คาลอสอย่างสื่อความหมาย





    คล้ายกับเรื่องระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ ที่คุณอ่าน