แลเห็นจื่อหยางกำลังบินหนี ประมุขนิกายท่วงทำนองสวรรค์ หลิงหยวน รีบบินไปดักหน้ามันในทันทีโดยไม่คิดรอช้า ดวงตาฉายแววอาฆาตมาดร้าย จิตใจอัดแน่นไปด้วยโทสะ
เขารอช่วงเวลานี้มานานมาก! ในที่สุดเขาก็จะได้คิดบัญชีแค้นกับพวกนิกายบรรพตโลหิตเสียที โทษฐานที่พวกมันกล้าบังอาจมาวางยาหลิงจีและทำให้นางเกือบตายอยู่ใต้หน้าผาในวันนั้น
“หลิงหยวน! หลีกทางให้ข้า!!” จื่อหยางคำราม ดวงตาแดงก่ำ จิตอสูรหมีสงครามศิลาปรากฏขึ้นที่ด้านหลังของมัน จากนั้นเหวี่ยงกรงเล็บขนาดยักษ์ที่อันแน่นไปด้วยพลังปราณหินผาเข้าใส่ชายหนุ่มเบื้องหน้าในทันที
แลเห็นภาพนี้! หลิงหยวนสะบัดมือหนึ่งครา ปีกผีเสื้อสีน้ำเงินซึ่งประดับประดาไปด้วยประกายแสงระยิบระยับปรากฏขึ้นบนแผ่นหลัง ลักษณะของมันคล้ายกับท้องฟ้ายามค่ำที่ถูกแต่งแต้มด้วยทะเลดวงดาว
“บังอาจมาแตะต้องลูกสาวอันเป็นที่รักของข้า ละเว้นมิได้!!” พูดจบ! ประมุขนิกายท่วงทำนองสวรรค์ก็พลันสยายปีกผีเสื้อบินเข้าใส่กรงเล็บหมีสงครามศิลาของจื่อหยาง
“เปรี้ยง!”
ทันทีที่หนึ่งกรงเล็บหมีและสองปีกผีเสื้อปะทะกัน หมู่เมฆาทั่วทั้งบริเวณพลันกระจัดกระจายมลายหายไปจนหมดสิ้น ผิดกับร่างของหลิงหยวนและจื่อหยางที่ยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางฟากฟ้าหลังจากเข้าปะทะกันได้เพียงหนึ่งครั้ง
“อั่ก! มะ มหาจักรพรรดิ! ปะ เป็นไปได้อย่างไรกัน!” เป็นจื่อหยางที่เผยสีหน้าสิ้นหวัง จิตอสูรหมีสงครามศิลารวมถึงตัวมันถูกปีกของหลิงหยวนสะบั้นจนขาดครึ่งอย่างไร้ความปรานีและกำลังจะสิ้นใจ
“ไม่ต้องห่วง อีกไม่นานข้าจะส่งคนอื่นๆตามเจ้าไป โดยเฉพาะไอ้คนที่มันลอบทำร้ายลูกสาวข้า!!” เหลือบสายตามองเล็กน้อย น้ำเสียงของหลิงหยวนยังคงเต็มไปด้วยเจตนาสังหาร
“บะ บัด......ซบ!” ผู้เป็นประมุขนิกายบรรพตโลหิตรู้สึกทั้งหวาดกลัวและเดือดดาล แต่ก่อนจะพูดอะไรไปมากกว่านั้น ร่างกายทั้งสองท่อนของมันก็พลันร่วงหล่นสู่พื้นธรณี
แลเห็นภาพอันน่าสยดสยองนี้ ทุกคนที่เฝ้ามองเหตุการณ์ถึงกับตกตะลึงจนตาค้างไปตามๆกัน หนึ่งกระบวนท่า! การต่อสู้นี้จบลงโดยใช้เพียงหนึ่งกระบวนท่าเท่านั้น! แถมยังเป็นการปะทะกันตรงๆโดยไม่มีลูกไม้ใดๆอีกต่างหาก
“หึหึ! ท่านพ่อตาช่างร้ายกาจนัก ถึงกับเลื่อนขั้นเป็นระดับมหาจักรพรรดิได้ในระยะเวลาอันสั้น” เย่หยุนซีกล่าวอย่างเบิกบาน ก่อนจะหันไปมองแม่ทัพทั้ง 3 ซึ่งยืนตัวสั่น ใบหน้าบิดเบี้ยวราวกับกินแมลงวันเข้าไป
“แล้วพวกท่านล่ะ จะเอาอย่างไร? จะออกไปจากที่นี่หรือจะแลกสมบัติเพื่อเข้าสุสาน?”
เมื่อได้สดับฟังคำถาม! 3 แม่ทัพกำหมัดแน่น กัดฟันกรอด รีบมอบสมบัติให้เด็กหนุ่มอย่างไม่มีทางเลือก เพราะหวาดกลัวต่อกลุ่มผู้แกร่งกล้าซึ่งอยู่บนท้องฟ้ากว้าง
เย่หยุนซีรับสมบัติเหล่านั้นและตรวจสอบมันจนถ้วนถี่ “อืมๆ ถือว่าเป็นของดีใช้ได้ เชิญพวกท่านที่ด้านใน”
แม่ทัพบูรพา แม่ทัพอุดร และแม่ทัพทักษิณเมื่อได้ยินก็รีบพาผู้ติดตามของตนเองเดินตามทหารนำทางไปอย่างเร่งร้อน เพราะพวกมันไม่อยากจะอยู่ในสถาการณ์ที่น่าอึดอัดเช่นนี้
ตัดกลับมาทางฝั่งของเย่หยุนซี เขาปล่อยหน้าที่กวาดล้างเหล่าผู้ติดตามของทั้งสองนิกายให้ขึ้นอยู่กับหลิงหยวนผู้ซึ่งเป็นพ่อตาและองครักษ์ของจักรวรรดินภากระจ่าง ส่วนตัวของเขานั้นเลือกที่จะนำทางสมาชิกของราชวงศ์มู่ไปพักยังกระโจมที่หลิงจีได้จัดเอาเตรียมเอาไว้
“ถึงแล้วขอรับ เชิญทุกท่านพักผ่อนได้ตามสบาย” เมื่อเดินมาถึงจุดหมาย เย่หยุนซีผายมือไปยังด้านในกระโจมพลางยิ้มกล่าว
มู่เอิน มู่หลาน และมู่หลินพยักหน้าเบาๆด้วยความพึงพอใจ ส่วนมู่หลิงเฟยหลบอยู่ด้านหลังของพวกเขาและยังคงทำสีหน้าเรียบนิ่งเฉยชา
“หากขาดเหลืออะไรสามารถเรียกทหารอารักขาได้เลยนะขอรับ ข้าต้องขอตัวก่อนเพราะยังมีธุระอีกมากที่ต้องจัดการ”
หลังสิ้นสุดวาจานั้น เย่หยุนซีผสานมือคาราวะอย่างนอบน้อม ก่อนจะหมุนกายเดินกลับไปยังกระโจมผู้เป็นอาจารย์
แต่ทว่าในระหว่างทาง! ทหารหนุ่มผู้หนึ่งก็พลันรีบวิ่งมาหาเขาและกล่าวรายงานอย่างเร่งร้อน “เรียนนายน้อย! ท่านประมุขวังหยาดพิรุณต้องการพบท่าน”
“โอ่ว ขอบใจมาก เจ้าไปทำงานต่อเถอะ เดี๋ยวข้าไปหานางเอง” เด็กหนุ่มพยักหน้าพลางกล่าว จากนั้นเปลี่ยนทิศทางไปยังกระโจมที่พักของลู่หลินโดยไม่รอช้า
“ได้ข่าวว่าท่านอยากพบข้า?” ทันทีที่มาถึง เย่หยุนซีหยุดชะงักฝีเท้าที่หน้ากระโจมแล้วเอ่ยถาม
ลู่หลินที่นั่งอยู่บนเตียงรีบเดินออกมาต้อนรับ ใบหน้าประดับรอยยิ้มบาง
“เข้ามาก่อนสิ” นางรีบดึงมือเด็กหนุ่มเข้าไปในกระโจมทันที หลังจากนั้นนางและเย่หยุนซีก็มานั่งกันอยู่ที่โต๊ะน้ำชา
“ไม่ทราบว่าท่านเรียกข้ามาในฐานะอันใด? ในฐานะประมุขวังหยาดพิรุณ? หรือในฐานะท่านแม่สองของข้า?” เอ่ยถามอีกครา บุรุษหนุ่มมิได้อ้อมค้อมเลยสักนิด
ลู่หลินที่กำลังรินชาเมื่อได้ยินก็ถึงกับมือสั่นอย่างเห็นได้ชัด “ขะ ข้าอยากสนทนาในฐานะแม่สองของเจ้า ไม่ทราบจะยังพอมีสิทธิ์อยู่หรือไม่?”
เย่หยุนซียิ้มบางพลางพยักหน้าตอบกลับไป “ท่านย่อมมีสิทธิ์นั้นอยู่กับตัวตลอดเวลา”
“ถึงแม้ตัวท่านจะเข้ามาในจวนประจิมของเราเพราะมีเป้าหมายอะไรบางอย่าง แต่ตลอดช่วงระยะเวลา 1 ปีนั้น ท่านก็เลี้ยงดูเอาใจใส่ข้าเป็นอย่างดี”
“ดังนั้นแล้วท่านแม่สอง ข้ายังคงเป็น ‘ซีซีตัวน้อย’ ของท่านเสมอ ไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน”
เมื่อได้ยินคำตอบที่แสนจะฉะฉาน ลู่หลินผู้ซึ่งเป็นประมุขวังหยาดพิรุณพลันน้ำตาไหลพรากด้วยความทราบซึ้งใจ
“ซีซีน้อยของแม่” นางรีบเข้าไปสวมกอดเด็กหนุ่มอย่างฉับไวและเอื้อนเอ่ยแต่คำขอโทษออกมาหลายสิบครั้ง เห็นได้ชัดว่าในใจนางเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดอันมากล้น