บทที่ 43 พี่สาวคนที่สี่ซึ่งเป็นศูนย์กลางความปรารถนาของทุกคน
วันนี้เป็นวันที่พี่ใหญ่จะกลับมาและเป็นวันที่จะมีอันตรายเกิดกับพี่สี่ เมื่อซิงซิงลืมตาขึ้นก็รู้สึกกังวล
ตอนที่เธอตื่นขึ้นมา เสิ่นเฉินโจวก็ออกไปข้างนอกแล้ว
สองวันมานี้เสิ่นเฉินโจวล้วนมีคาบบรรยาย เขามาที่เมืองเจียงเพราะได้รับเชิญให้มาเป็นศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ช่วงหนึ่ง หลังจากนี้สักพักหนึ่งก็ต้องกลับไปที่ปักกิ่ง
ซิงซิงจัดการตัวเองก่อนจะมาทักทายติ๋งติ่งและเหล่าเพื่อนใหม่
ติ๋งติ่งนอนอยู่ที่ข้างโซฟาอย่างสบายเฉิบ เมื่อได้ยินเสียงซิงซิงก็เงยหน้าขึ้น ตอนที่มันไม่ดุก็ดูเหมือนเป็นเพียงสุนัขตัวใหญ่ตัวหนึ่งเท่านั้น
ซิงซิงเล่นกับพวกของเล่นสักพักก็หมดความสนใจ แล้วนั่งนิ่งอยู่บนพรมหนา ผ่านไปครู่หนึ่งเธอก็เปิดโทรทัศน์ มือเล็กกดรีโมตอยู่นานสุดท้ายก็หยุดลง
โทรทัศน์หยุดลงที่ช่องบันเทิงช่องหนึ่ง บนหน้าจอกำลังถ่ายทอดสดเทศกาลภาพยนตร์ของปีนี้
ผู้สื่อข่าวกำลังถือไมโครโฟนในขณะที่ยิ้มพลางพูดให้กล้อง
“พวกเราต่างทราบดีว่ามู่จือแม้จะได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมมาสองปีซ้อนแล้ว แต่ปีนี้ก็ยังได้รับการเสนอชื่อให้เข้าชิงตำแหน่งนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเรื่อง ‘ชวีเม่ย’ คุณมู่จือคะ มีอะไรอยากจะพูดเกี่ยวกับการได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในปีนี้ไหมคะ?”
กล้องแพนไป เผยให้เห็นใบหน้าอันงดงามที่ไม่อาจพรรณนาได้บนจอ
แม้แต่รูม่านตาของซิงซิงก็ยังขยายอย่างควบคุมไม่ได้
มู่จือมีผมดำขลับยาวถึงเอว วันนี้ช่างทำผมได้ทำให้ผมเป็นลอนราวเกลียวคลื่น ทั้งยังโรยกากเพชรสีแดงไว้อีกด้วย เธอสวมชุดกระโปรงเกาะอกสีแดงยาวลากพื้นเผยให้เห็นความภาคภูมิในเส้นทางอาชีพออกมา
ใบหน้าและเนินอกของเธอเปล่งประกายราวกับทับทิม หางตายกขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าสมบูรณ์แบบที่มีหน้าเล็กขนาดเท่าฝ่ามือ อีกทั้งมุมปากยังยกขึ้นเล็กน้อยแม้จะไม่ได้ยิ้ม
ลำคอที่ราวเรียวระหงและไหปลาร้าอันสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าใครในโลกก็ต้องบอกว่านี่คือความงดงามแห่งยุค
วันนี้การแต่งหน้าของมู่จือดูเป็นประกาย ชุดที่สวมใส่ก็โดดเด่นสะดุดตา น้อยคนที่จะสวมชุดสีแดงเข้มแล้วรอด แต่เธอสามารถทำได้ แม้แต่ในงานเทศกาลภาพยนตร์ที่มีสาวสวยมารวมตัวกัน เธอก็สามารถดึงดูดสายตาของคนได้ตั้งแต่แรกเห็น
เธอหันไปทางกล้องก่อนจะยิ้มเล็กน้อย
“ไม่มีอะไรอยากพูดค่ะ นี่ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องปกติเหรอคะ?”
น้ำเสียงทรงเสน่ห์ทำให้คนที่ได้ยินรู้สึกสดชื่นไปถึงกระดูก
หากย้อนไปเมื่อพันปีก่อนเกรงว่าคงไม่ใช่ซูต๋าจี่*[1] แต่เป็นมู่จือไปแล้ว
พูดจบเธอก็นึกอะไรขึ้นมาได้จึงหันมายิ้มให้กล้อง
“ได้ยินว่ามีพี่สาวอาวุโสบางคนบอกว่าปีนี้ฉันอาจจะไม่ถูกเสนอชื่อ ฉันกลับอยากรู้ว่าพวกเธอเห็นฉันอยู่ที่นี่แล้วอยากจะพูดอะไรบ้าง ใช่ไหมคะพี่สาว?”
ตอนที่เธอพูดคำนี้ก็ยิ้มมองไปด้านหนึ่ง
กล้องเคลื่อนตามสายตาของมู่จือไปก็พบกับนักแสดงดังที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมคนหนึ่ง เธอเป็นผู้อาวุโสในวงการที่อายุมากกว่ามู่จือหลายปี
จินเหยียนกัดฟันแน่น แทบจะคุมสีหน้าไม่อยู่
เธอสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะยิ้ม “มู่จือสวยขนาดนี้ใครจะพูดแบบนั้นกัน?”
ความหมายของคำพูดนี้คือมู่จือมีดีแค่ความสวยแต่ไม่มีความสามารถอะไร
มู่จือยิ้มหวาน “ขอบคุณค่ะพี่สาว ถึงแม้พี่จะอายุมากกว่าแต่ก็สวยเหมือนกันค่ะ อย่าดูถูกตัวเองไปเลยนะคะ”
ใครเขาชมเธอ!! ใครดูถูกตัวเอง!! ใครให้เธอพูดเรื่องอายุ!!
จินเหยียนกัดฟันกลืนคำพูดลงคอ รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าแทบจะแข็งทื่อ ในใจล้วนไม่รู้ด่าว่าคนสารเลวไปกี่ครั้งแล้ว
คนสารเลวอย่างเธอต้องชดใช้! ตนแค่บังเอิญพูดในงานเล็ก ๆ ที่เธอไม่อยู่เพียงสองประโยค คาดไม่ถึงว่าเธอจะยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดในงานใหญ่แบบนี้!
มู่จือทำราวกับว่าไม่เห็นแก่หน้าจินเหยียนเลย
แสงแฟลชจำนวนนับไม่ถ้วนสาดส่องเข้ามา รอยยิ้มของเธอสมบูรณ์แบบราวกับหยาดน้ำค้าง รอยยิ้มเพียงเล็กน้อยทำให้เหล่าสื่อมวลชนกรีดร้อง
ในตอนนี้ทุกสายตาล้วนจับจ้องมาที่เธอ
มีทั้งความชื่นชม ความอิจฉา ความเกลียดชัง และความคิดชั่วร้าย...
เธอเป็นศูนย์กลางของความปรารถนา ความลุ่มหลงที่แพร่กระจายออกไปอย่างไม่ปิดบังแม้แต่น้อย
ซิงซิงก็ยังมองอย่างตกตะลึง
พี่สี่สวยเกินไปมากมากมาก!
แต่...
เหลือเวลาอีกสี่ชั่วโมงก่อนพี่สี่จะถูกรังแก
ความจริงเด็กน้อยดูนาฬิกาไม่เป็น แค่รู้สึกอ่อนไหวต่อเวลาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะฮวงจุ้ยที่อันตรายแบบนี้ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับเวลา
พิธีกรในโทรทัศน์กำลังพยายามพูดชื่นชมความงามของมู่จือว่างดงามที่สุดในยุคนี้สุดความสามารถ
เด็กน้อยที่จับนิ้วมืออยู่หน้าโทรทัศน์พยายามครุ่นคิดว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร สิ่งที่ทำให้เธอกังวลมากที่สุดก็คือฮวงจุ้ยนี้ดูแล้วยังไร้หนทางแก้ไข เด็กน้อยกระโดดลงจากโซฟาและเริ่มเดินไปเดินมาด้วยขาสั้น ๆ
แต่น่าเสียดายที่สุดท้ายมีเพียงวิธีเดียว นั่นคือตัวเองต้องไปช่วยพี่สาว!!
พ่อไม่ยอมช่วย พวกพี่ชายก็อยู่ข้างนอกกันหมด
ซิงซิงหันไปมองติ๋งติ่งที่อยู่ด้านข้าง
หมาป่ากำลังงีบหลับอย่างสบายใจ มองดูท่าทางไม่สนใจคน
ซิงซิงเดินไปมาอยู่นานก่อนจะกำมือแน่น...
เธอต้องออกไป!
ซิงซิงใช้ขาสั้น ๆ เดินออกไปจากประตูด้วยท่าทาง (ที่ตัวเองคิดว่า) ดุดัน
ระยะห่างจากสถานที่ที่พี่สาวตกอยู่ในอันตรายค่อนข้างอยู่ไกล ซิงซิงยืนอยู่ข้างถนนพลางเกาศีรษะ ก่อนจะหยิบกิ่งไม้เล็กขึ้นมาขีดเส้นหลายเส้นบนพื้น
อืม สามารถหารถของคุณลุงที่ป้ายทะเบียนมีเลขเจ็ดได้...
ซิงซิงเขย่งปลายเท้ารู้ว่าไม่สามารถเดินไปบนถนนได้จึงชะโงกศีรษะเล็ก ๆ ออกไปสำรวจ
ตอนนี้เป็นเวลาอาหารเย็น ฟ้าก็เกือบจะมืดแล้ว บนถนนปรากฏเด็กน้อยอยู่ตัวคนเดียวเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลกจริง ๆ
อีกทั้งยังเป็นเด็กน้อยน่ารักราวกับหยกแกะสลัก
ทุกคนที่ผ่านไปมาต่างอดไม่ได้ที่จะมองมาที่ซิงซิง เจ้าก้อนแป้งน้อยใส่ชุดนอนสีชมพูจนคนคิดว่า นี่คงไม่ใช่ว่าเด็กน้อยไม่ทันระวังจนวิ่งออกมาจากบ้านหรอกใช่ไหม
ตอนที่มีคนกำลังจะเดินเข้ามาถาม ดวงตาซิงซิงพลันสว่างวาบขึ้นมาอย่างกะทันหัน หลังจากนั้นก็วิ่งไปทางรถยนต์สีดำคันหนึ่งที่มาหยุดอยู่ข้างถนน
หลิวหยวนเป็นนักวิจัยเทคโนโลยีเอไอที่เพิ่งออกมาจากห้องทดลอง ขณะที่ขึ้นไปนั่งบนรถเตรียมจะปิดประตูก็ถูกมือเล็ก ๆ สองข้างคว้าไว้ก่อน
เขาก้มศีรษะมองก็เห็นเด็กน้อยน่ารักราวกับตุ๊กตากำลังเงยหน้าขึ้นมา ดวงตาเปล่งประกายมองมาที่เขาพลางพูดเสียงหวาน
“คุณลุง หนูอยากไปที่โรงแรมกั่งเฉิง คุณลุงพาหนูไปหน่อยนะคะ”
......
อินเสินขึ้นเครื่องบินกลับบ้าน
เลขาซุนที่ตามหลังเขามามีความสงสัยอยู่ในใจ
เมื่อก่อนประธานอินจะต้องกินข้าวกับหุ้นส่วนก่อนกลับ แต่วันนี้ดูรีบร้อนเป็นพิเศษจนให้เธอเปลี่ยนเที่ยวบินอย่างกะทันหัน
แต่ตารางงานทั้งหมดของประธานอินอยู่ในมือเธอ ทำไมเธอถึงไม่รู้ว่าประธานอินมีงานเร่งด่วนอะไรต่อ?
แต่เลขาซุนไม่กล้าถามให้มากความ หลังจากจัดการลงทะเบียนทุกอย่างเรียบร้อยก็เหลือบไปเห็นโทรศัพท์ของประธานอินโดยบังเอิญ
หืม? บนหน้าจอมีภาพเด็กน้อยสุดน่ารักอยู่!
เลขาซุนเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดในทันที!
ที่แท้ก็อยากกลับบ้านไปอยู่เป็นเพื่อนลูกสาว!
ประธานอินเป็นพ่อที่ดีจริง ๆ! แต่ตราบใดที่ยังไม่เปิดเผยเรื่องแม่ของเด็กต่อสาธารณชนก็ยังถือว่าเป็นผู้ชายที่ไม่ได้เรื่องอยู่ดี!
เป็นธรรมดาที่อินเสินจะไม่ใส่ใจความคิดของลูกน้อง เขานั่งบนที่นั่งชั้นนักธุรกิจ มองไปที่นอกหน้าต่างเครื่องบินขณะที่คิดในใจว่าของขวัญที่ตัวเองเอาไปให้ซิงซิง ไม่รู้ว่าเธอจะชอบไหม
มาถึงสนามบินเร็วกว่าที่วางแผนเดิมไว้สองชั่วโมง
อินเสินรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ถูก
ซิงซิงเห็นตัวเองกลับมาเร็วจะรู้สึกยังไงกันนะ?
หลังจากนั้นก็มีรถมารับเขาออกจากสนามบินแต่กลับถูกรถคันหนึ่งขวางไว้ อินเสินขมวดคิ้วมองพวกคนที่ลงมาจากรถคันข้างหน้าด้วยความรู้สึกคุ้นหน้า… ดูเหมือนจะเป็นคนสนิทของโจวเต๋อ ทั้งยังมีภรรยาและลูกของอีกฝ่ายด้วย
“ประธานอิน!” ผู้ชายที่เป็นหัวหน้าเคาะกระจกรถของประตูหลัง
อินเสินขมวดคิ้วไม่อยากสนใจ
แต่คนเหล่านั้นล้วนยืนอยู่หน้ารถของอินเสินโดยไม่คิดจะรามือ
“ประธานอิน ประธานโจวของพวกเราหาคนมาดูแล้ว มีคนบอกว่าประธานโจวของพวกเราถูกสาป”
“ยิ่งไปกว่านั้นช่วงเวลายังเป็นช่วงก่อนหน้านี้ไม่นานที่นัดพบกับคุณอีก ไม่ทราบว่าคุณจะอธิบายเรื่องนี้ยังไง?”
[1] ซูต๋าจี่ หมายถึง ชื่อของหญิงงามล่มเมือง