ไป๋เฟิ่งเซียน

    องค์ชายสาม

    เสียงของบุรุษปริศนาผู้หนึ่งดังขึ้น ก่อนที่เฟิ่งเซียนและฉีหมิงเซียนจะทอดสายตามองอย่างสำรวจ


    คนตรงหน้าคนทั้งสองนั้นคล้ายเป็นองค์ชายของแคว้นใดแคว้นหนึ่ง ข้างกายนั้นมีสตรีที่ถือว่างดงามหมดจดแต่หากเมื่อเทียบกับเฟิ่งเซียน ก็ถือว่าห่างชั้นกันมากนัก


    ชายหนุ่มที่ในตอนแรกเกิดโทสะขึ้นมาเนื่องจากมีผู้มาจับจองโต๊ะประจำของตนไป แต่เมื่อได้ยลโฉมสตรีตรงหน้าแล้วนั้น


    ความคิดของเขาก็พลันเปลี่ยนทันที สตรีที่งดงามเช่นนี้เค้าไม่เคยได้พบเจอมาก่อน แม้สตรีข้างกายตนจะได้ชื่อว่าเป็นยอดพธูอันกับหนึ่งของแคว้น ยังไม่อาจเทียบกับสตรีผู้นี้ได้แม้แต่น้อย แต่สิ่งที่ขัดใจยิ่งกว่าตอนแรกคงไม่พ้นบุรุษอีกคนที่นั่งอยู่ข้างกายนาง


    "องค์ชายสามเพคะ"


    เสียงของตรีอีกคนดังขึ้น นางนั้นมองเห็นสายตาของชายหนุ่มข้างกายก็นึกไม่ชอบใจขึ้นมา ยิ่งเมื่อได้เห็นใบหน้าของสตรีผู้นี้ยิ่งไม่ชอบใจใหญ่ นางที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่งดงามที่สุดในแคว้นจ้าวนี้ ไม่เคยมีผู้ใดเหนือกว่าจนกระทั่ง....


    เฟิ่งเซียนลอบมองปฏิกิริยาของทั้งสองคน บุรุษตรงหน้านางนี้คงเป็นองค์ชายสามตามที่สตรีอีกคนได้กล่าว แต่หากนางเดาไม่ผิด คงเป็นองค์ชายของแคว้นจ้าวด้วยกระมัง


    เฟิ่งเซียนที่ได้แต่ยิ้มเยาะในใจ สายตาที่บุรุษผู้นี้มองมาที่นาง มีหรือที่นางจะไม่รู้


    "แฮ่กๆ ขออภัยพ่ะย่ะค่ะองค์ชายสาม"


    เสียงของชายชราผู้หนึ่งดังขึ้น คาดว่าจะเป็นเถ้าแกของร้าน ร่างอ้วนท้วมบ่งบอกฐานะวิ่งมายังจุดที่นางอยู่ ก่อนที่จะกล่าวขออภัยคนตรงหน้าอย่างร้อนรน


    ชายชราขอโทษขอโพยเสียยกใหญ่ กล่าวว่าเป็นความผิดของเสี่ยวเอ้อผู้หนึ่งที่ตนเพิ่งจะรับเข้ามาทำงาน จึงได้เกิดความผิดพลาดในครั้งนี้เกิดขึ้น


    องค์ชายสามเพียงแค่สะบัดมือไล่คนทั้งสอง แต่สายตานั้นยังคงลอบมองมายังเฟิ่งเซียนอยู่บ่อยครั้ง


    "ไม่ทราบว่าแม่นางมีนามว่าเช่นไรหรือ เหตุใดเปิ่นหวางจึงไม่เคยพบเจ้ามาก่อน"


    เสียงขององค์ชายสามกล่าวขึ้น เฟิ่งเซียนและฉีหมิงเซียนที่คล้ายว่าคร้านจะสนใจ ขยับตัวลุกขึ้นจากโต๊ะเจ้าปัญหา


    องค์ชายสามที่เห็นสตรีตรงหน้าไม่สนใจซ้ำยังคิดจะเดินหนีตนก็พลันเกิดโทสะขึ้นมาอีกระลอก


    "แม่นาง เปิ่นหวางถามเจ้าดีๆ เหตุใดจึงเดินหนีเช่นนี้ คิดว่าตนเป็นผู้ใดกัน เราเป็นถึงองค์ชายสามผู้ถือกำเนิดจากฮองเฮา คิดว่าจะทำเช่นไรก็ได้หรือ! "


    เสียงขององค์ชายสามดังกึกก้องไปทั่วทั้งเหลาอาหาร ผู้คนมากมายเมื่อเห็นว่าท่าไม่ดีแล้วก็ต่างถ่อยห่างออกไป มีผู้ใดในแคว้นจ้าวไม่รู้บ้างว่าองค์ชายผู้นี้เอาแต่ใจตนเพียงใด แม้แต่ฮ่องเต้เองยังไม่กล้าดุด่า


    แต่นั่นไม่ใช่เพียงเพราะบุรุษตรงหน้าเป็นองค์ชายสามที่เกิดจากฮองเฮา แต่เพราะบุรุษผู้นี้ถือว่าเป็นอัจฉริยะผู้หนึ่งของแคว้น ซ้ำในยามนี้ยังเป็นหนึ่งในตัวแทนแคว้นจ้าวอีกด้วย เช่นนี้มีผู้ใดจะอาจหาญทำคนผู้นี้เกิดโทสะเล่า


    ผู้คนที่พบเห็นต่างนึกสงสารคนทั้งสอง หากเกิดอันใดขึ้นพวกเขาก็ไม่สามารถเข้าไปช่วยได้ ในยามนี้นึกเพียงเสียดายความงามและความหล่อเหลาของคนทั้งสองเพียงเท่านั้น


    "คิดว่าข้าจะยอมให้เจ้าทำอันใดนางหรือ"


    ฉีหมิงเซียนที่ในคราแรกต้องการพาเฟิ่งเซียนออกไปจากสถานที่น่ารำคาญเช่นนี้ แต่เมื่อได้ยินคำกล่าวของบุรุษตรงหน้าก็หยุดชะงักในทันที เขาเคลื่อนตัวบดบังสตรีข้างกาย เพื่อที่จะไม่ให้บุรุษตรงหน้าสามารถทำอันใดนางได้


    "คิดว่าตนเป็นผู้ใดถึงกล้ามาขู่เปิ่นหวาง! "


    องค์ชายสามที่ในยามนี้พลันเกิดโทสะมากกว่าเดิมเสียอีก ตั้งแต่เขาเกิดมาไม่เคยมีผู้ใดกล่าวกับตนด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ ซ้ำคนตรงหน้าก็เป็นผู้ใดก็ไม่รู้


    องค์ชายสามที่ในยามนี้นึกโกรธ จนบัดนี้ได้ปลดปล่อยพลังกดดันของปราณระดับแม่ทัพขั้นต้นออกมา


    ผู้คนโดยรอบที่มีพลังต่ำกว่านั้นต่างทรุดลงกับพื้นมีหนักถึงขั้นกระอักเลือดออกมาเลยก็มี ไม่เว้นเเม้แต่สตรีข้างกายขององค์ชายสามเอง ร่างของสตรีผู้ได้ชื่อว่างดงามที่สุดในแคว้นจ้าวทรุดลงกับพื้นนางนั้นมีพลังปราณเพียงระดับผู้ฝึกตนขั้นปลาย มีหรือที่จะสามารถต้านทานได้


    ขณะที่ผู้คนโดยรอบต่างพากันทรุดกายลงพื้นและกระอักเลือด ด้านของเฟิ่งเซียนและฉีหมิงเซียนที่ในยามนี้มีพลังมากกว่านั้นไม่ได้ทุกข์ร้อนอันใดของพลังปราณที่ปลดปล่อยมาแม้ว่าตัวของฉีหมิงเซียนจะรู้สึกไม่สบายตัวเท่าใดก็ตาม


    "เป็นไปได้อย่างไร พวกเจ้าเป็นใครกันแน่!! เหตุใด...เหตุใดจึงทนพลังปราณของเปิ่นหวางได้!! "


    องค์ชายสามที่ในคราแรกตั้งใจจะปลดปล่อยพลังปราณเพื่อกดดันคนตรงหน้าจนต้องร้องขอชีวิตจากเขา แต่เมื่อได้เห็นอาการของคนทั้งสองในใจก็เกิดความไม่เข้าใจขึ้นมา หากคนตรงหน้าเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ มีหรือจะทนพลังของเขาได้


    หรือว่า....หรือว่าจะเป็นตัวแทนของแคว้นใดแคว้นหนึ่งที่เข้ามาประลองในศึกครั้งนี้ ยิ่งคิดตัวขององค์ชายสามก็เกิดความสับสนมึนงงอยู่มากมาย


    ต่อให้เป็นตัวแคว้นของแคว้นใดแคว้นหนึ่งจริงแต่การที่สามารถทนรับพลังของเขาได้นั้นย่อมมีพลังเทียบเท่าหรือเหนือกว่าเขาแน่นอน นอกจากแคว้นฉินคงไม่มีแคว้นใดต่อกรกับพวกเขาได้แน่


    องค์ชายสามที่นึกคิดไปเองคนเดียว ไม่ได้รับรู้ถึงความโง่เขลาของตัวเองแม้แต่น้อย


    ฉีหมิงเซียนที่แม้จะไม่ชอบใจการกระทำของคนตรงหน้าเท่าใดนัก แต่ก็ตระหนักดีว่าไม่ควรมีเรื่องอันใดก่อนการประลอง หากคิดจะจัดการคงมีวิธีเดียวคือประลองบนเวทีประลองเพียงเท่านั้น


    ฉีหมิงเซียนที่ควบคุมอารมณ์ของตนดีแล้วจึงได้กุมมือเฟิ่งเซียนและพาเดินจากไปโดยไม่แม้แต่มองสีหน้าที่ไม่ชอบใจขององค์ชายสามแม้แต่น้อย


    เฟิ่งเซียนที่มองการกระทำของฉีหมิงเซียนเงียบๆ มาโดยตลอดได้กระตุกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย นางรู้สึกพอใจกับการตัดสินใจของคนตรงหน้า แม้นางและเขาหากสู้กับบุรุษผู้นั้ย่อมเป็นฝ่ายชนะอย่างแน่นอน


    แต่สำหรับฉีหมิงเซียนเขาคิดไปยิ่งกว่านั้น ชายผู้นี้ไม่ได้ต้องการให้ผู้ที่ไม่ได้รู้เห็นต้องมาบาดเจ็บ ความห่วงใยที่มีเผื่อแผ่สำหรับทุกคน เหมาะสมแล้วที่จะเป็นผู้นำพาแคว้นฉีไปสู่ความรุ่งโรจน์


    เมื่อทั้งสองเดินออกมาจากเหลาอาหารแล้ว ทั้งสองก็เดินทางกลับไปยังที่พักของตนเพื่อพักผ่อนในทันที


    เมื่อมาถึงโรงเตี๊ยมที่พักของตนแล้ว เฟิ่งเซียนและฉีหมิงเซียนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนในทันที


    .


    .


    .


    .


    เช้าวันเปิดงานประลองเริ่มต้นขึ้น ร่างของตัวแทนแคว้นฉีทั้งยี่สิบคนเดินลงมาด้านล่างโรงเตี๊ยมอย่างพร้อมเพียงกัน โดยด้านหน้าของคนกลุ่มใหญ่นี้มีแม่ทัพอันและซื่อกงกง ตามด้วยฉีหมิงเซียน เฟิ่งเซียนและเหล่าตัวแทน


    ด้วยที่เป็นคนกลุ่มใหญ่ที่เดินมาพร้อมกันซ้ำความโดดเด่นของเฟิ่งเซียนและฉีหมิงเซียนก็เรียกความสนใจได้เป็นอย่างดี


    ในยามนี้ตัวแทนของแคว้นทั้งห้าต้องเข้าไปทำการรายงานตัวต่อเพื่อยืนยันตัวตน ตลอดสองวันที่มาถึงแคว้นจ้าวนั้นหากไม่นับรวมเรื่องขององค์ชายสาม


    เรื่องอื่นก็ปกติดีทุกอย่าง แม้จะมีหลายครั้งที่ถูกตัวแทนแคว้นอื่นมองมาด้วยสายตาที่ไม่ดีนัก พวกนางก็ไม่คิดที่จะสนใจอันใดเช่นไรหากพวกนางชนะการประลอง คนเหล่านี้ก็ไม่อาจทำอันใดได้


    ระยะทางจากโรงเตี๊ยมถึงสนามประลองนั้นใช้เวลาเพียงสองเค่อก็มาถึงสนามประลองแล้ว สนามประลองที่คล้ายกับแคว้นฉีถึงเจ็ดส่วนแต่มีความใหญ่โตมากกว่าถึงเท่าตัวปรากฏขึ้นต่อหน้าพวกนางทุกคน


    สนามประลองในครั้งนี้อยู่ด้านนอกของเมืองหลวง เป็นสถานที่ขนาดใหญ่ที่ติดกับทางทิศเหนือของเมือง และด้วยพื้นที่ขนาดใหญ่นี้ย่อมหมายความว่าการประลองที่เกิดขึ้นย่อมไม่ใช่การประลองที่จัดขึ้นบนเวทีเพียงอย่างเดียวเป็นแน่


    เมื่อเดินมาถึงจุดยืนยังตัวตนก็จะพบกับเหล่าตัวแทนแคว้นอื่นๆ และผู้ดูแลอีกสองคน โดยที่กลุ่มของแคว้นจ้าวนั้นมีองค์ชายสามเป็นส่วนหนึ่งด้วย


    ในศึกประลองชิงเจ้าห้าแคว้นนั้นประกอบไปด้วย ตัวแทนของแคว้น แคว้นละยี่สิบคน โดยคณะกรรมจัดการประลองจะถูกคัดเลือกมาจากแคว้นทั้งห้าเพื่อความยุติธรรม และในครั้งนี้นั้นผู้ที่เป็นกรรมการของแคว้นฉีก็คือผู้อาวุโสของสำนักใหญ่แห่งหนึ่ง


    ในการประลองในแต่ละครั้ง การประลองจะถูกปรับเปลี่ยนทุกครั้งที่เกิดการประลอง ผู้ประลองจะไม่รับรู้จนกว่าจะถึงวันประลองเท่านั้น


    ในแต่ละรอบสิ่งที่เหมือนกันในทุกปีคือในแต่ละรอบแต่ละแคว้นต้องส่งตัวแทนออกมาเพื่อทำการประลอง จะมากน้อยเช่นไรขึ้นอยู่ที่กฎกติกาในรอบนั้นๆ


    "ตัวแทนจากแคว้นฉี"


    ซื่อกงกงเอ่ยพรางยื่นป้ายยืนยันตัวให้กับกรรมการผู้ควบคุม องค์ชายสามที่ลอบมองเฟิ่งเซียนอยู่ตลอดนั้นเมื่อได้ยินชื่อแคว้นก็ยกยิ้มขึ้นมา


    'เป็นเพียงแค่แคว้นอันดับสี่ มีหรือจะสู้แคว้นอันดับหนึ่งเช่นพวกเขาได้ สงสันว่าเหตุการวันนั้นคงเป็นเพียงแค่ข้อผิดพลาดบางอย่างเป็นแน่'


    องค์ชายสามนั้นไม่รู้เลยว่าตนนั้นผิดพลาดมากเพียงใดที่คิดเช่นนั้น เขาไม่เพียงไม่เอะใจจึงเหตุการที่เกิดขึ้น ซ้ำยังทำตัวราวกลับผู้ชนะตั้งแต่ยังไม่ได้สู้ด้วยซ้ำ


    เมื่อการรายงานตัวจบสิ้นลง อีกไม่ถึงหนึ่งเค่อนี้จะเป็นการประกาศรายนามของผู้เข้าประลองทั้งหนึ่งร้อยคน โดยเรียงลำดับจากแคว้นลำดับหนึ่งถึงห้าจากการประลองในการประลองเมื่อห้าปีที่แล้ว


    "ต่อไปปป เป็นตัวแทนแคว้นฉี คนแรกนั่นก็คือ ฉีเฟิ่งเซียน คนที่สอง ฉีหมิงเซียน...."


    เสียงของผู้ประกาศดังขึ้นมาอย่างยาวนานจนถึงแคว้นของนาง ร่างของเฟิ่งเซียนในชุดดำเป็นเอกลักษณ์สร้างความงดงามตราตรึงให้กับผู้ชมได้เป็นอย่างดี หลายคนเมื่อได้ยินชื่อแซ่ของนางก็เข้าใจว่านางเป็นคนของราชวงค์แคว้นฉีแน่


    องค์ชายสามเองก็เป็นอีกคนหนึ่ง เขาสนใจในตัวของสตรีผู้นั้นมากนัก ไม่สนว่าต้องใช้วิธีใดขอเพียงได้มาครอบให้จงได้ ยิ่งทราบว่าฉีหมิงเซียนและเฟิ่งเซียนไม่ใช่คนรักกัน ยิ่งทำให้เขาอยากครอบครองนาง






    *****

    ไป๋เฟิ่งเซียนมีe book แล้วนะคะ สามารถซื้อได้ที่meb เลย

    คล้ายกับเรื่องไป๋เฟิ่งเซียน ที่คุณอ่าน