ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    บทที่ 42 เงินหนึ่งหมื่นตำลึง

            บทที่ 42

            เงินหนึ่งหมื่นตำลึง 

            งานเทศกาลวรรณกรรมที่ถูกจัดขึ้นภายในเมืองจินหยวนได้จบลงภายในงานมีเรื่องมากมายเกิดขึ้นพวกมันล้วนแล้วเป็นเรื่องที่น่าตื่นตระหนกตกใจ 

            ผู้นำตระกูลสวีในครั้งนี้ดูตื่นเต้นเป็นพิเศษกับงานศิลปะที่ถือได้ว่าเป็นยอดงานแห่งยุคแถมงานศิลปะที่มันถูกซื้อไปในราคาภาพหนึ่งพันตำลึงให้ผู้คนมากมายต่างพากันตกตะลึง

            เรื่องราวเกี่ยวกับภายในงานเทศกาลที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นที่เรื่องลือไปไกลเพียงแค่ชั่วข้ามคืนหลังจากที่งานเทศกาลนั้นจบลงข่าวนี้แพร่สะพัดไปถึงเมืองหลวง

            ผู้คนมากมายต่างพากันรู้จักเกี่ยวกับผู้ที่ได้ถูกขนานนามว่าจันทราในสายหมอก

            จางหยวนกลายเป็นยอดจิตรกรแห่งยุคที่ผู้คนยกย่องไหนแค่ข้ามคืน

            แม้ว่าจะเป็นแบบนั้นแต่ว่าจางหยวนเองก็ไม่ได้คิดว่าตนเองนั้นจะทำการเปิดเผยตนเองในตอนนี้ 

            …

            หลังจากที่งานเทศกาลจบลงไปได้ประมาณสองวัน

            ในตอนนี้เงินหนึ่งหมื่นตำลึงตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าจางหยวนจางหยวนใช้ดวงตาของตนเองจ้องมองเงินหนึ่งหมื่นตะลึงที่อยู่ด้านหน้าอย่างตาไม่กระพริบ

            เงินหนึ่งหมื่นตำลึงที่มันตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าในตอนนี้เป็นจำนวนเงินที่มากมายดวงตาของเขาลุกวาวขึ้นกองเงินกองโตที่มันกำลังตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าเปรียบดังโชคลาภ

            จางหยวนไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะได้รับเงินพวกนี้มาอย่างง่ายดายขนาดนี้เขาได้รับเงินพวกนี้มาโดยการวาดภาพเพียงแค่สิบภาพเท่านั้นและก็เสียเวลาไปเพียงแค่สี่วัน

            เรื่องนี้ต้องขอบคุณพู่กันนึกคิด

            เจ้าของสิ่งนั้นตัวของเขาได้มันมาในราคาเพียงแค่หนึ่งตำลึงซื้อมาจากร้านค้าลึกลับภายในร้านค้าราชวงศ์

            แต่มันกลับสามารถทำกำไรได้ก้อนโตมากขนาดนี้ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ายิ่งกว่าคุ้มค่า 

            “ เรียนนายท่านจางท่านสวีกล่าวว่าในตอนนี้เงินทั้งหมดถูกนำมาให้ภาพวาดนั้นจะถูกเก็บรักษาเป็นอย่างดีที่จวนตระกูลสวีถ้าเป็นไปได้อยากจะให้ท่านจางไปพบกับท่านสวีสักครั้ง  ” คนผู้นี้เป็นบ่าวรับใช้ของตระกูลสวีที่นำเงินพวกนี้มาส่ง

            จดหมายก่อนหน้านี้ที่จางหมิงเขียนให้กับสวี่รั่วหยุนคือจดหมายที่บ่งบอกตัวตนของตนเอง

            แน่นอนว่าถ้าให้สวี่รั่วหยุนตามหาตัวตนของเขาเองอย่างไรอีกฝ่ายก็คงจะรู้อยู่ดีแล้วถ้าทำการออกค้นหาโดยการสืบหาจากสวี่รั่วหยุนผู้คนส่วนใหญ่ก็จะรู้

            สู้เขาเปิดเผยตนเองกับอีกฝ่ายให้อีกฝ่ายนั้นช่วยปิดบังความลับในครั้งนี้เอาไว้มันถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

            แน่นอนว่ามันเป็นเช่นนั้นสวีรั่วหยุนยอมทำตามความต้องการของเขามันไม่ยอมพูดว่าเขาเป็นผู้ใด

            จางหยวนหันไปหาคนของตระกูลสวีก้มศรีษะเล็กน้อยและพูดกลับไป “ได้ขอรับกล่าวกับนายท่านสวีว่าในอีกสามวันข้าจะเดินทางไปคารวะ ”

            “ เข้าใจแล้วขอรับนายท่านสวีคงจะตั้งหน้าตั้งตอรอท่านอย่างแน่นอน” คนผู้นั้นพูดจบก็ค่อยๆเดินออกไปจากสถานที่แห่งนี้

            ทั่วทั้งบริเวณถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบอีกครั้งจ้องมองกองเงินที่อยู่ด้านหน้า

            ทั้งจางหยวนและก็หย่งคังที่นั่งอยู่คนละฟากฝั่งมองเงินกองโตที่วางอยู่บนโต๊ะด้วยความเงียบสงัด

            พวกเขาทั้งสองนั่งกอดอกอยู่ในท่าเดียวกันจ้องมองกองเงินนั้นด้วยความคิดมากมาย 

            หย่งคังที่นั่งเงียบอยู่สักพักเป็นคนพูดขึ้นมา “ได้เงินมากขนาดนี้พวกเราก็เรียกว่าเป็นเศรษฐีได้แล้วกระมัง ”

            จางหยวนมองตรงไปที่คนผู้นั้นแล้วก็พูดขึ้น “ ยังยังยังไม่พอ ”

            “ ยังไม่พออย่างงั้นรึนี่เป็นเงินหนึ่งหมื่นตำลึงเลยนะ!!!”

            จางหยวนยกมือของตนเองขึ้นและก็เตือนสติหย่งคังออกไปด้วยคำพูดว่า“ อย่าคิดเช่นนั้น ข้าอยากให้ท่านคิดแบบนี้ในเมื่อตระกูลสวีสามารถสูญเสียเงินจำนวนหนึ่งหมื่นตำลึงได้อย่างง่ายดายนั่นแสดงว่าทรัพย์สินของพวกเขาคงจะมีไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนหรือหนึ่งล้านตำลึงอย่างแน่นอน”

            “ นั่นแสดงว่าอะไรรู้ไหมนั่นแสดงว่าพวกเศรษฐีภายในเมืองหลวงหรือพวกขุนนางใหญ่ภายในเมืองหลวงพวกมันมีเงินทองมากกว่านี้อีกหลายเท่า”

            หย่งคังหลังจากที่ได้ยินเช่นนั้นมันก็สงบใจและคิดได้ “เข้าใจแล้วก็แสดงว่าถ้าพวกเราจะคิดต่อกรกับพวกมันพวกเราก็ต้องมีเงินมากกว่า ”

            “ ท่านคิดได้ถูกต้องแล้วพวกเราจำเป็นต้องมีเงินมากกว่านี้อย่างน้อยถ้าอยากจะเดินหน้าสู้กับพวกมันสิ่งที่พวกเราจำเป็นจะต้องมีนั่นคือเงินทองเป็นอันดับแรกและอย่างที่สองก็คือกำลัง ”

            “ กำลัง? ”

            “ ใช่แล้วกำลังเขาไม่ได้หมายถึงกำลังที่หมายถึงกำลังคนแต่เป็นกำลังที่คอยสนับสนุนเราด้านหลังอย่างเช่นพวกกิจการที่เรา”

            “ ถ้าเรามีกิจการมากมายแน่นอนว่าย่อมมีสิ่งที่คอยสนับสนุนเรามากขึ้นทำให้เราสามารถสู้กับพวกมันได้”

            “ ท่านคิดว่าทุกวันนี้ตระกูลใหญ่ภายในเมืองต่างๆที่สามารถยิ่งใหญ่ได้เป็นเพราะอะไรไม่ใช่เป็นเพราะว่าพวกมันมีกำลังคนมากมายแต่เป็นเพราะว่าพวกมันมีกองคลังอยู่ด้านหลัง”

            “ กิจการเหล่านั้นล้วนแล้วเป็นสิ่งที่คอยสนับสนุนพวกมันและคอยเป็นเสาขนาดใหญ่ค้ำจุนให้พวกมันยังคงกลายเป็นตระกูลใหญ่อยู่อย่างทุกวันนี้ได้”

            “ เพราะแบบนั้นถ้าเรายากจะทัดเทียมหรือว่าสู้กับพวกมันอย่างแรกพวกเราต้องมีเงินอย่างที่สองพวกเราต้องมีกำลังด้านกิจการ ”

            จางหยวนวางแผนเอาไว้ทั้งหมดแล้วแน่นอนว่าไม่ใช่ว่าเงินเพียงแค่นี้มันจะทำให้เขาหยุดก้าวเดิน

            นี่เป็นเพียงแค่เงินส่วนน้อยเท่านั้นเงินส่วนนี้เป็นเพียงแค่เงินที่นำเอามาไว้เพื่อตั้งตัวหรือเรียกง่ายๆว่าเป็นต้นทุน

            แต่ถ้าอยากจะต่อสู้กับตระกูลใหญ่จำเป็นจะต้องปัจจัยอีกหลายๆอย่างเพื่อเผชิญหน้ากับพวกมัน

            จางหยวนพูดต่อ “ เจ้านี่เป็นเพียงแค่เงินทุนเท่านั้นเงินหนึ่งหมื่นตำลึงนี้ถือว่าเป็น  ”

            หย่งคังถาม “ แล้วถ้าเช่นนั้นตัวของเจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อในตอนนี้เราได้เงินมามากขนาดนี้แล้ว? ”

            จางหยวนหยุดคิดเล็กน้อยก่อนที่จะเงยหน้า “เงินมากขนาดนี้สามารถซื้อที่ดินได้หลายหมู่ข้าคิดว่าจะขยายที่ดินและซื้อที่ดินบริเวณแถบนี้เพิ่ม”

            “ ในตอนนี้ต่อหนึ่งอาทิตย์การค้าขายผักวิญญาณทำกำไรให้กับพวกเราได้ประมาณสามสิบถึงสี่สิบ”

            “ ต่อหนึ่งเดือนก็สามารถทำกำไรให้กับพวกเราได้ประมาณร้อยกว่าตำลึงแน่นอนว่าเงินพวกนี้เป็นจำนวนที่มากแต่ถ้าเรามีที่ดินเพิ่มมีคนงานเพิ่มย่อมได้มากขึ้นไปอีก”

            “ สิ่งแรกที่ค่าจองทำก็คือการขยับขยายเครือข่ายของตนเอง”

            “ เครือข่าย? ”

            “ ใช่แล้วเครือข่ายการค้าขายอย่างแรกก็ต้องเริ่มกิจการดึงขึ้นรอขยับขยายที่ดินปักหลักอย่างมั่นคงแล้วพวกเราก็จะทำการเปิดร้านผักในชื่อร้านของพวกเรา ”

            “ พอเรามีร้านผักเป็นของตนเองผู้คนรู้จักร้านผักของเราเราก็สามารถขยับขยายกิจการไปได้อีกหลายทาง”

            “ ข้าวางแผนเอาไว้หมดแล้วและก็รู้ด้วยว่าตนเองควรจะทำอย่างไร”

            จางหยวนหลังจากที่ได้เงินหนึ่งหมื่นตำลึงมาแน่นอนว่าแผนการย่อมเปลี่ยนแปลงเค้ามีต้นทุนก้อนโตที่จะทำให้ตัวเองเติบโตได้รวดเร็ว

            “ ถ้าเช่นนั้นก็ดี!!! ”

            จางหยวนเหลือบสายตาของตนเองขึ้นไปมองบริเวณด้านบนพลางแสดงท่าทางนึกคิดบางอย่าง“ อย่างแรกที่เราต้องทำก็คือการหาคนงานเพิ่มและก็หาที่ดินเพิ่ม ”

            “ ในวันพรุ่งนี้ตัวของข้าจะเริ่มมองหาที่ดินที่อุดมสมบูรณ์ภายในเมืองแห่งนี้ส่วนตัวของท่านข้าขอฝากเกี่ยวกับเรื่องคนงานด้วยเลือกคนงานที่ไว้ใจได้และก็ขยันขันแข็ง ” จางหยวนกล่าว

            หย่งคังพยักหน้าตอบรับกลับไป ดูเหมือนว่าเขาจะมีคนงานภายในใจของตนเองอยู่แล้ว 

            …

            วันถัดมา

            จางหยวนได้ออกเดินทางสำรวจภายในเมืองแห่งนี้อีกครั้งมองหาที่ดินที่อุดมสมบูรณ์และพร้อมที่จะทำการเพาะปลูกพืชผักวิญญาณ

            หลังจากที่เดินทางตามหาที่ดินมาตลอดทั้งวันเมื่อสิ้นสุดวันเขาก็เดินทางกลับมาที่บ้านของตนเอง

            จางหยวนนั่งอยู่ภายใต้แสงจากตะเกียงกำลังจ้องมองหน้าต่างของร้านค้าราชวงศ์ที่ปรากฏขึ้นด้านหน้า“ พวกนี่มัน…  ”

            [ ท่านได้รับแพ็คเกจพิเศษ]

            จบบท 

    คล้ายกับเรื่องข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง ที่คุณอ่าน