ฟู่เยี่ยน สาวน้อยเนตรสวรรค์ (นิยายแปล)

    ตอนที่ 86 ยันต์ปิดปาก

    ตอนที่86 ยันต์ปิดปาก

     

    จางเหว่ยเห็นกระดาษที่ถูกเผาอยู่บนพื้นจึงกลับมารู้สึกตัวเขามองไปที่เจิ้งหมิงที่กล่าวถึงในจดหมายของฟู่เยี่ยนจางเหว่ยจึงเกี่ยวไหล่เขาแล้วชวนไปกินข้าวด้วยกัน

     

    “ไปกันเถอะเมื่อครู่ทำฉันตกใจเกือบตาย เราสองคนไปหาของอร่อยกินให้คลายความกลัวกันดีกว่า”เขาพาเจิ้งหมิงไปโรงอาหารของศาลาว่าการ เพราะในความคิดของจางเหว่ยเขาตั้งใจว่าจะสังเกตนิสัยของเจิ้งหมิงดูก่อน ว่าพอจะสามารถให้เข้ามาอยู่ใกล้ตัวคนของเขาได้หรือเปล่า

     

    ดังนั้นช่วงหลายวันนี้จางเหว่ยจึงมักให้เจิ้งหมิงมาช่วยงานเขาเล็ก ๆ น้อย ๆ เวลาว่างส่วนเจิ้งหมิงก็เป็นคนชอบคบเพื่อนอยู่แล้วโดยเฉพาะจางเหว่ยที่เขารู้สึกผูกพันตามธรรมชาติ

     

    ฟู่เยี่ยนไม่รู้มาก่อนว่าระหว่างเตรียมตัวสอบประจำเดือนเธอจะยังได้รับจดหมายจากไป๋โม่เฉินด้วย

     

    ไป๋โม่เฉินผ่านการคัดเลือกกองกำลังพิเศษและได้เป็นทหารหน่วยรบพิเศษแล้วในที่สุดพรสวรรค์ของเขาก็ถูกปลดปล่อยออกมา และนับจากนี้ไปจะไม่มีใครสามารถเด็ดปีกของเขาได้อีก

     

    ทันทีที่ความฝันของเขาเป็นจริงไป๋โม่เฉินก็นึกถึงสาวน้อยที่ช่วยเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตให้เขาดังนั้นเขาจึงเขียนจดหมายฉบับนี้ส่งถึงเธอ ในจดหมายเขาไม่ได้มองว่าฟู่เยี่ยนเป็นน้องสาวของเขาแต่เขามองเธอเป็นเหมือนเพื่อนคนหนึ่งที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวความสุข ความยินดีและความสิ้นหวังให้ฟัง

     

    คราวนี้ไป๋โม่เฉินได้ทิ้งที่อยู่เอาไว้ให้ด้วยฟู่เยี่ยนจะต้องตอบกลับจดหมายของเขาให้ได้ เธอตัดสินใจว่าจะส่งของไปให้เขาเพราะถึงอย่างไรคราวที่แล้วไป๋โม่เฉินก็ส่งขนมจากเมืองหลวงมาให้เธอตั้งมากมาย

     

    ทว่าสิ่งสำคัญคือยันต์แคล้วคลาดของฟู่เยี่ยนเพื่อให้ยันต์แคล้วคลาดมีประสิทธิภาพเพิ่มไปอยู่ระดับสูงสุดฟู่เยี่ยนยังได้เรียนรู้วิธีปักตัวอักษรมาจากพี่สาวของเธอ เธอต้องการปักยันต์แคล้วคลาดลงไปบนผ้าจากนั้นก็ใส่ยันต์คุ้มภัยเข้าไปอีกแผ่นเพื่อรับประกันว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด

     

    หลังจากที่ฟู่เยี่ยนทำของเหล่านี้สำเร็จแล้วเธอก็เตรียมไว้ให้ฟู่ซินหนึ่งชุดเช่นกันรอเพียงแค่ตอนที่ฟู่ซินเขียนจดหมายมาแล้วทิ้งที่อยู่ไว้ เธอถึงจะส่งไปให้ฟู่ซิน

     

    ขณะที่เตรียมของเหล่านี้ผลสอบประจำเดือนของฟู่เยี่ยนออกแล้ว และเป็นอย่างที่คาดไว้ฟู่เยี่ยนสอบได้อันดับหนึ่ง

     

    “ฟู่เยี่ยนฟู่เยี่ยน เธอสอบได้ที่หนึ่งแหละ ! ฉันจะกลับบ้านไปอวดแม่แม่จะต้องอิจฉาแน่นอนที่ฉันมีเพื่อนสอบได้ที่หนึ่ง” โจวชิวลู่ดีใจมาก เธอสอบได้คะแนนดีเช่นกันเพียงแต่ได้คะแนนดีไม่เท่าฟู่เยี่ยนเท่านั้นเอง

     

    ในขณะที่สองเพื่อนสาวกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นได้มีเสียง ‘ชิ ! ’ ด้วยความไม่พอใจดังขึ้นโจวชิวลู่รู้ได้โดยที่ไม่ต้องเงยหน้ามอง คงจะเป็นเจิ้งฮุ่ยที่ชอบขี้อิจฉาแน่ ๆ

     

    “คนบ้านนอกก็เป็นคนบ้านนอกอยู่วันยังค่ำต่อให้สอบได้ที่หนึ่งแล้วอย่างไร ถึงอย่างไรก็ยังคงอยู่ในชนบทอยู่ดี”เจิ้งฮุ่ยดึงหน้าตึงด้วยความอิจฉา

     

    “เฮ้ออยู่ในชนบท แต่คนเขาก็สอบได้ที่หนึ่งแล้วกัน คนสอบได้ที่ 50อย่างเธอมีอะไรให้น่าทำตัวหยิ่งขนาดนั้น”โจวชิวลู่ไม่ได้สนใจเสียงนกเสียงกาของเจิ้งฮุ่ย ห้องของพวกเธอมีสมาชิก 56 คนซึ่งการสอบได้อันดับที่ 50 ถือเป็นเรื่องน่าอายจริง

     

    เจิ้งฮุ่ยดูเหมือนจะถูกความโกรธเข้าครอบงำเข้าเสียแล้วเธอหยิบกล่องดินสอเหล็กของเธอขึ้นมากระแทกไปทางโจวชิวลู่ ดูเหมือนจะจงใจเล็งมาที่ดวงตาของโจวชิวลู่ด้วย

    ฟู่เยี่ยนตอบสนองได้เร็วเธอยกมือขึ้นปัดกล่องดินสอเหล็กนั้นลงไปบนพื้นทำให้ดวงตาของโจวชิวลู่ไม่ได้รับบาดเจ็บ

     

    ฟู่เยี่ยนยังไม่ทันได้พูดอะไรคาบต่อไปเป็นคาบสอนของหลี่ชุ่นลี่พอดี หลี่ชุ่นลี่ที่ยืนอยู่หน้าประตูเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างเต็มสองตาตัวเอง

     

    “เจิ้งฮุ่ยลุกขึ้น ! ไปยืนอยู่ที่หลังหห้องเดี๋ยวนี้สำนึกผิดเมื่อไรค่อยกลับมานั่งที่ของตัวเอง”หลี่ชุ่นลี่วางหนังสือลงบนโต๊ะหน้ากระดานแล้วพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

     

    แม้ว่าเจิ้งฮุ่ยจะเป็นคนหยิ่งแต่เธอก็กลัวคุณครู เธอจึงยอมเดินไปยืนอยู่หลังห้องแต่โดยดีทว่าในตอนที่เดินผ่านฟู่เยี่ยน ฟู่เยี่ยนเหลือบมองเธอส่วนเธอก็แอบถลึงตาใส่ฟู่เยี่ยนเช่นกัน

     

    แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าเมื่อครู่นี้ฟู่เยี่ยนได้แอบดีดยันต์ไปกลางอากาศแล้วกลืนหายเข้าไปในร่างของเจิ้งฮุ่ยเธอกล้าลงมือทำร้ายคนอื่น งั้นฟู่เยี่ยนก็จะไม่ถือสาช่วยอบรมแทนพ่อแม่ของเจิ้งฮุ่ยแล้วกัน

     

    ยันต์นี้ไม่ได้เป็นอันตรายอะไรเพียงแต่มันจะทำให้เจิ้งฮุ่ยพูดไม่ออกไปวันสองวันเท่านั้นจะได้ไม่ต้องมาต่อปากต่อคำกับเธอ

     

    ตามคาดยังไม่ทันเรียนจบคาบของหลี่ชุ่นลี่ เจิ้งฮุ่ยก็รู้สึกว่าตัวเองพูดไม่ออก เธอรู้สึกเหมือนมีอะไรมาอุดลำคอของเธอไม่ให้พูดออกมาอย่างไรอย่างนั้น

     

    เจิ้งฮุ่ยที่เริ่มกลัวและร้อนใจจนหน้าแดงแจ๋มีเหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นที่หน้าผากของเธอแต่เพื่อนในห้องกลับไม่มีใครสังเกตเห็นถึงความผิดปกตินี้เลย

     

    ตอนเลิกเรียนหลี่ชุ่นลี่อธิบายคำตอบของข้อสอบเสร็จแล้ว เธอถึงให้เจิ้งฮุ่ยกลับมานั่งที่ตัวเอง

     

    เจิ้งฮุ่ยพยายามลองเปล่งเสียงออกมาอยู่หลายครั้งแต่เธอก็ไม่สามารถพูดออกมาได้จริง ๆถึงอย่างไรเธอเองก็เป็นแค่เด็กมัธยมต้นคนหนึ่งเท่านั้นเธอกลัวมากจนร้องไห้ออกมาแล้ววิ่งพรวดพราดออกจากห้องเรียนไป

     

    หลี่ชุ่นลี่จึงต้องออกไปตามหาลูกศิษย์สุดท้ายยามที่หน้าประตูโรงเรียนสามารถรั้งเจิ้งฮุ่ยที่คิดจะวิ่งหนีกลับบ้านไว้ได้

     

    เมื่อรู้ว่าจู่ๆ เธอก็พูดไม่ออก ครูประจำชั้นจึงไม่มีทางเลือกนอกจากพาเธอกลับบ้านเป็นการส่วนตัวและให้เธอลาหยุดพักผ่อนอยู่บ้านสักสองสามวัน

     

    โจวชิวลู่มีความสุขมากที่รู้เรื่องนี้“เธอว่ายัยนั่นโดนกรรมตามสนองหรือเปล่า! เพิ่งด่าฉันไปแถมยังคิดจะเอากล่องดินสอมาตีฉันอีก คนแบบนี้สมควรโดนกับตัวเองบ้างแล้ว ชิ ! ”

     

    ฟู่เยี่ยนเพียงแค่หัวเราะเจิ้งฮุ่ยจะได้ลิ้มรสความขมขื่นอย่างแน่นอน ครั้งนี้เป็นเพียงบทเรียนเล็ก ๆ น้อย ๆเท่านั้น มาดูกันว่าเจิ้งฮุ่ยจะเปลี่ยนนิสัยและควบคุมตัวเองได้หรือเปล่าถ้าเธอยังทำตัวแย่ ๆ อีก ฟู่เยี่ยนจะสอนวิธีทำตัวเป็นคนดีให้เอง

     

    เจิ้งฮุ่ยที่กลับมาถึงบ้านแล้วคิดอยู่ในใจเธอคงถูกฟู่เยี่ยนและโจวชิวลู่ทำร้ายแน่นอน ไม่อย่างนั้นทำไมเธอถึงพูดไม่ออกหลังจากทะเลาะกัน?

     

    ตอนนี้ที่บ้านของเจิ้งฮุ่ยไม่มีใครมีแค่แม่ของเจิ้งฮุ่ยที่อยู่บ้าน ตอนนี้แม่ของเธอกำลังเดินวุ่นเป็นแมลงวันหัวขาดเพราะเธอไม่รู้ว่าทำไมจู่ ๆ ลูกสาวของเธอถึงพูดไม่ได้

     

    เจิ้งจื้อกลับบ้านมาเห็นเหตุการณ์นี้พอดีเขาเห็นแม่เขาเดินวนไปวนมาอย่างร้อนใจในขณะที่เจิ้งฮุ่ยดูกระวนกระวายใจที่พูดไม่ออกจนหน้าดำหน้าแดงหมดแล้ว

     

    “เสี่ยวฮุ่ยเป็นอะไรไป ? ”เจิ้งจื้อถามน้องสาวด้วยความเป็นห่วง

     

    เจิ้งฮุ่ยทำท่าทำทางอยู่นานก็ยังไม่อาจทำให้พี่ชายเข้าใจได้เจิ้งจื้อจึงไปเอากระดาษและปากกามาให้เธอเขียน

     

    เขาเห็นแค่เจิ้งฮุ่ยเขียนว่า:โจวชิวลู่กับฟู่เยี่ยนทำร้ายหนู !

     

    แม่ของเจิ้งฮุ่ยไม่ค่อยรู้หนังสือเท่าไหร่เธอรู้จักตัวอักษรแค่ไม่กี่คำ

     

    “ลูกนี่คือโจวอะไรหรือ ตัวนี้อ่านว่าอะไร ? ”

     

    “โจวชิวลู่กับฟู่เยี่ยนทำร้ายเธอ? โจวชิวลู่เป็นน้องสาวของพี่สะใภ้ไม่ใช่เหรอ ? ” เจิ้งจื้อเองก็แปลกใจมากเขากับพี่ใหญ่แม้จะไม่สนิทกัน แต่ก็ไม่เคยโกรธเกลียดกันจนมองหน้ากันไม่ติดแค่ต่างคนต่างไม่สนใจกันเท่านั้น

     

    พี่สะใภ้เป็นคนนิสัยดีและใจเย็นมาโดยตลอดน้องสาวของเธอก็คงไม่ใช่คนไม่ดีอะไรเจิ้งจื้อจึงคิดว่ามันเป็นเรื่องทะเลาะกันของเด็กสาวที่น้องสาวของเขาอาจจะร้อนใจไปเอง

     

    แต่เจิ้งฮุ่ยไม่คิดอย่างนั้นเธอหน้าแดงด้วยความตื่นตระหนกและน้ำตาไหลพราก ดูแล้วน่าสงสารมากเจิ้งจื้อไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมไปถามสถานการณ์ที่โรงเรียน และบอกแม่ให้พาน้องสาวไปตรวจดูอาการที่โรงพยาบาล

     

    ……

     

    ครูหลินมองไปยังผู้นำที่มีชื่อเสียงของคณะปฏิวัติที่อยู่ตรงหน้าก็รู้สึกตัวสั่นเล็กๆ แต่เจิ้งจื้อไม่ได้ทำอะไร เขามาเพื่อสอบถามเรื่องราวในวันนี้เท่านั้นดังนั้นเขาจึงต้องอดทนและคุยกับเจิ้งจื้อตามความเป็นจริง

     

    “เรื่องนี้ผู้อำนวยการหลี่เป็นคนเห็นเหตุการณ์เจิ้งฮุ่ยใช้กล่องดินสอฟาดไปที่โจวชิวลู่ ฟู่เยี่ยนเข้ามาขวางไว้กล่องดินสอจึงไม่โดนโจวชิวลู่ เพื่อทำโทษไม่ให้คนอื่นเอาแบบอย่างผู้อำนวยการหลี่จึงให้เจิ้งฮุ่ยไปยืนสำนึกผิดที่หลังห้อง ในตอนเลิกเรียนเจิ้งฮุ่ยก็วิ่งพรวดพราดออกไป เราถึงได้รู้ว่าเธอพูดไม่ได้”

     

    “อ้อ? ฟังดูเหมือนเป็นความผิดของน้องสาวผมเองแต่ผมก็ยังอยากเจอเด็กสาวสองคนนั้นที่ทะเลาะกับน้องสาวของผม ผมอยากถามว่าทำไมน้องสาวของผมถึงต้องฟาดกล่องดินสอไปทางโจวชิวลู่”เจิ้งจื้อพูดเสียงเรียบ

     

    ครูหลินไม่มีวิธีอื่นเขาจึงต้องเรียกนักเรียนทั้งสองคนมาเพื่อถามสถานการณ์

     

    ดังนั้นฟู่เยี่ยนและโจวชิวลู่จึงมาพบเจิ้งจื้อพี่ชายคนรองของเจิ้งฮุ่ยที่ห้องพักครู 

    คล้ายกับเรื่องฟู่เยี่ยน สาวน้อยเนตรสวรรค์ (นิยายแปล) ที่คุณอ่าน