บรรยากาศพลันเงียบสงัด
ทุกคนต่างตกตะลึง
นับแต่หอเหมันต์จันทราเปิดทำการยังไม่เคยมีผู้ใดบังอาจเข้ามาสร้างเรื่อง
ผู้ใดกันที่กล้าหาญถึงเพียงนี้?
"ช่างอุกอาจนัก พวกเจ้าจัดการมันเร็วเข้า!" จากชั้นบนสุดสุนัขรับใช้ของลวี่จื่อฮั่นคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว
ที่นี่คือเขตแดนของตระกูลลวี่หากปล่อยให้ใครมาสร้างความวุ่นวายเช่นนี้ ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปตระกูลลวี่จะไม่กลายเป็นตัวตลกไปหรือ?
สิ้นเสียงกลุ่มนักเลงก็ลุกขึ้นยืนเผยไอสังหาร
"เจ้าเป็นใครกล้าดีอย่างไรถึงมาออกคำสั่ง?" ลวี่จื่อฮั่นตบศีรษะสุนัขรับใช้ด้วยความโกรธเกรี้ยวเอ่ยเสียงต่ำ "ติดตามข้ามายังไม่ถึงครึ่งปีพฤติกรรมก็ก้าวล้ำเกินหน้าข้าไปแล้วหากปล่อยไว้นานกว่านี้คงคิดกำเริบเสิบสานมาแทนที่ข้าแล้วกระมัง?"
เจ้าสุนัขรับใช้รีบย่อกายลงเอ่ยเสียงสั่นเครือ "ขออภัยขอรับคุณชายลวี่ข้า... ข้าตื่นตระหนกเกินไป!"
"หึ!" ลวี่จื่อฮั่นเหลือบมองมันอย่างเย็นชาก่อนจะลุกขึ้นสายตาจับจ้องไปยังต้วนจื่อที่ทางเข้าชั้นใต้ดิน เผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม"เหยื่อติดกับแล้ว ถึงเวลาเก็บกวาดเสียที"
ว่าแล้วเขาก็ดีดนิ้วกลุ่มนักเลงต่างเข้าใจความหมาย พากันกรูลงจากชั้นบนทันที
ด้านล่างแม่เล้าจ้องมองไปยังต้วนจื่อที่เดินเข้ามาอย่างไม่สะทกสะท้าน นางเอ่ยเสียงดัง"เจ้าเป็นใคร? ไม่รู้หรือว่าที่นี่เป็นเขตแดนของตระกูลลวี่?อยากตายหรือไง?"
ต้วนจื่อมิได้ตอบเขากวาดสายตามองโดยรอบก่อนจะหยุดลงที่ต้วนเยว่เอ๋อร์และโม่ลั่วฮว่าในกรงเหล็ก
เมื่อเห็นสองสตรีถูกล่ามโซ่ราวกับทาสที่ถูกกักขังเพลิงโทสะที่แผดเผาก็ท่วมท้นขึ้นในอก
"เสี่ยวจื่อ!!!" ต้วนเยว่เอ๋อร์ร่ำไห้ออกมาทันที
นางเตรียมใจที่จะกัดลิ้นฆ่าตัวตายแต่ต้วนจื่อกลับปรากฏกายขึ้นในเวลาอันเหมาะสม ราวกับแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
แม้ในใจจะภาวนาให้ต้วนจื่อมาช่วยแต่ก็รู้ดีว่าโอกาสมีเพียงน้อยนิดเพราะเพียงแค่การตามหาร่องรอยของนางก็เป็นเรื่องยากแล้ว
"ขอโทษด้วย ข้ามาช้าไป" ต้วนจื่อสูดหายใจเข้าลึกๆ เดินไปยังกรงเหล็ก สองมือคว้าจับลูกกรงแล้วออกแรง
"เอี๊ยด เอี๊ยด เอี๊ยด..."
เสียงโลหะบิดเบี้ยวแผ่วเบาดังขึ้นท่ามกลางสายตาตกตะลึงของผู้คนมากมายลูกกรงเหล็กที่แข็งแกร่งถึงขั้นป้องกันหมีป่าหลุดรอดกลับถูกต้วนจื่อบิดไปมาจนขยายออกไปด้านข้างอย่างผิดรูป
"เคร้ง เคร้ง เคร้ง..."
ต้วนจื่อชักกระบี่เทียนซิ่วออกมาจากช่องเก็บของส่วนตัวของระบบเพียงตวัดกระบี่สองสามครา โซ่ที่พันธนาการต้วนเยว่เอ๋อร์และโม่ลั่วฮว่าก็ขาดสะบั้น
"ท่านพี่และสหายของท่านไปยืนหลบอยู่ข้างๆก่อน ข้าจะทวงบัญชีแค้นให้พวกท่านเอง"
ต้วนเยว่เอ๋อร์ประคองร่างโม่ลั่วฮว่าที่สลบไสลน้ำตาไหลอาบแก้ม เอ่ยด้วยความเป็นห่วง "เสี่ยวจื่อเจ้าอย่าผลีผลามจนเกินไป ที่นี่คือดินแดนเถื่อน อันตรายนานัปการแฝงตัวอยู่เราหนีออกจากที่นี่ก่อนเถอะ"
ดั่งคำโบราณว่าไว้ ตราบใดที่ขุนเขายังอยู่ฟืนย่อมมีวันหาได้ ต้วนจื่ออุตส่าห์มาช่วยเหลือนางถึงเพียงนี้นางก็รู้สึกตื้นตันเกินบรรยาย หากต้องมาบาดเจ็บเพราะนาง นางคงรู้สึกผิดไปชั่วชีวิต
"เหตุใดต้องหนี? เพียงข้าต้องการพาพวกเจ้าไป คนพวกนี้จะมีปัญญาอันใดมาขัดขวาง?"ต้วนจื่อส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยไปยังต้วนเยว่เอ๋อร์จากนั้นก็กล่าวว่า "ต่อจากนี้ไปจะมีคนบางคนที่ต้องลิ้มรสชาติแห่งความเจ็บปวด!”
ว่าแล้วดวงตาคู่นั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชากลิ่นอายที่พวยพุ่งออกมาจากทั่วร่างราวกับอสุรกายที่ตื่นจากการหลับใหลอำนาจครอบคลุมทั่วสารทิศ
"มัวยืนบื้อทำอะไรกันเข้าไปจัดการเจ้าสารเลวนั่นสิ!" แม่เล้ากัดฟันสั่งการทหารยามชั้นใต้ดิน
สิ้นคำสั่งทหารยามขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับสี่จำนวนสองนายก็ปรากฏตัวขึ้นด้วยสีหน้าถมึงทึง พวกเขาก็รุกคืบเข้าหาต้วนจื่อ
"ฉับ..."
คมกระบี่สองสายวาบผ่านดุจดาราเริงระบำส่องประกายเจิดจ้า
เมื่อแม่เล้าได้สติร่างที่ไร้ศีรษะก็ล้มลงตรงหน้า เลือดสดๆ ไหลนองพื้น
ในพริบตาต้วนจื่อก็สังหารผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับสี่ไปสองคน!
พลังเช่นนี้ทำเอาผู้คนมากมายแตกตื่น
[ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีผู้ใช้สังหารผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับสี่ไปสองคนทำภารกิจสังหารสำเร็จ ได้ค่าเทียนซิ่ว +800!]
เหล่าเศรษฐีและคณิกาสาวที่ไม่เคยเห็นเลือดต่างก็หน้าซีดเผือดบางคนถึงขั้นเป็นลมล้มพับ บางคนปิดปากอาเจียนบางคนหวีดร้องด้วยความตกใจแล้ววิ่งหนี
คงไว้เพียงผู้มากประสบการณ์และผู้มีพลังแกร่งกล้า ที่ยังคงยืนหยัดอย่างสงบ
ริมฝีปากของแม่เล้าสั่นระริกไม่สามารถระงับความหวาดหวั่นที่กัดกินหัวใจ มือทั้งสองข้างเย็นเฉียบสั่นเทาสองขาแทบยืนไม่อยู่ราวกับกิ่งไม้ที่ถูกลมพัดกระหน่ำ
"มีอะไรจะกล่าวเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่?"ต้วนจื่อถือกระบี่ก้าวไปเบื้องหน้าท่าทีและน้ำเสียงราวกับยมทูตผู้ชี้เป็นชี้ตาย แผ่ซ่านไอเย็นยะเยือก
"ข้า...ข้า..." แม่เล้าจ้องมองต้วนจื่ออย่างหวาดผวาริมฝีปากสั่นระริกราวกับอมน้ำแข็งไว้เต็มปาก นางอ้ำอึ้งอยู่นานกว่าจะเปล่งเสียงใดๆออกมาได้
ต้วนจื่อยกกระบี่เทียนซิ่วขึ้นกล่าวด้วยดวงตาเฉยเมย "ในเมื่อเจ้าไม่อยากพูดในโลกมนุษย์ก็ไปพูดในโลกวิญญาณเถิด"
สิ้นคำกล่าว กระบี่ก็ฟาดฟันร่างของแม่เล้า
โลหิตสาดกระเซ็นสะท้อนให้เห็นดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความหวาดผวา
"ตึง!"
ร่างไร้เรี่ยวแรงล้มลงกระแทกพื้นเสียงดังชัดเจน
ต้วนจื่อก้าวข้ามศพของแม่เล้าไปฟาดฟันกระบี่ออกไปอย่างต่อเนื่อง ในเวลาเพียงครึ่งนาทีก็สังหารทหารยามไปนับสิบ
[ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีผู้ใช้สังหารผู้คนจำนวนมากที่มีพลังแตกต่างกัน ทำภารกิจสังหารหมู่สำเร็จได้ค่าเทียนซิ่ว +1100!]
ณ จุดนี้ ไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามากีดขวางทุกคนต่างหลบอยู่ด้านข้างอย่างหวาดผวา
"ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะมีพลังถึงเพียงนี้ข้าประเมินเจ้าต่ำเกินไป"
ในทันใดนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังมาจากบันได
เพียงเห็นใบหน้าถมึงทึงของลวี่จื่อฮั่นสีหน้าปรากฏร่องรอยความตะลึงงัน ปะปนด้วยความสะอิดสะเอียน
ต้วนจื่อเป็นเพียงคนไร้ค่าเหตุใดจึงมีพลังต่อสู้สูงส่งถึงเพียงนี้?
หรือว่าที่ผ่านมาทั้งหมดล้วนเป็นการเสแสร้งทำไปเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา?
"เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเกลียดอะไรที่สุด?"ต้วนจื่อจ้องมองไปยังลวี่จื่อฮั่นด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยไอสังหารย่างกรายเข้าไปใกล้
"มิอาจรักษาคนบริสุทธิ์เพื่อปราบปรามอาชญากรมิอาจทำลายพงไพรทั้งผืนเพื่อแลกกับนกที่มิได้ก่อกรรม!!"
"ใครอื่นจะทำร้าย ดูหมิ่นเหยียดหยามข้า ข้าไม่ถือสา แต่หากนำความเคียดแค้นมาลงที่คนรอบกายข้าต่อให้เป็นจักรพรรดิสวรรค์ ข้าก็จะสังหารมันให้จงได้"
“เจ้า...ต้องการความตายแบบไหนกัน?”
เสียงที่แผ่วเบาดังสะท้อนไปทั่วราวกับประกาศิตแห่งยมทูตแผ่ซ่านด้วยเจตนาฆ่าฟัน
"เหอะ เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร?คิดว่ามีพลังเพียงน้อยนิดแล้วจะข่มขู่ข้าได้งั้นหรือ? กล้าพูดจาโอหังเช่นนี้ในเขตแดนของข้า เจ้ามันโง่เขลาสิ้นดี!" ลวี่จื่อฮั่นส่งเสียงเย็นเยียบออกมาจากลำคอ แล้วยกมือขึ้นตบ
ทันทีที่สิ้นเสียงเบื้องหลังของเขาก็พลันปรากฏร่างมือสังหารฝีมือฉกาจถึงสี่คนแต่ละคนล้วนมีสีหน้าดุดัน มีพลังในขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเจ็ด
คนเหล่านี้คือทรัพย์สมบัติที่ลวี่จื่อฮั่นได้มาจากตลาดมืดในเมืองอื่นคอยดูแลปกป้องเขามาหลายปี จนกลายเป็นไพ่ตายสำคัญ
ที่หอเหมันต์จันทราสามารถดำเนินกิจการไปได้อย่างราบรื่นเช่นนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากการให้สินบน แต่พลังที่แท้จริงที่คอยคุ้มครองกิจการก็คือมือสังหารลับ
มิเช่นนั้นแล้วกิจการแบบนี้คงถูกคู่แข่งกำจัดไปนานแล้ว
"ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดเหล่าผู้ฝึกตนจำนวนมากจึงไม่กล้าทำอะไรผลีผลามในชั้นใต้ดินเพราะเกรงกลัวบางสิ่งที่แท้ก็เป็นเพราะเหตุนี้เอง” เศรษฐีผู้หนึ่งคล้ายจะเข้าใจบางอย่างได้เอ่ยขึ้น
การที่เขาสามารถจ้างวานผู้ฝึกตนขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเจ็ดได้ถึงสี่คนก็บ่งบอกถึงอำนาจของลวี่จื่อฮั่นแล้ว เบื้องหลังความร่ำรวยที่เห็นมิได้มีเพียงเท่านั้น เขายังซ่อนคมเขี้ยวไว้ภายใต้รอยยิ้ม
วันนี้ต้วนจื่อคงมิอาจรอดออกไปได้!
"ฉัวะ!"
ในขณะนั้นเองมือสังหารผมแดงขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเจ็ดก็ลงมือ
ความเร็วเช่นนั้นผู้คนส่วนใหญ่ยังมิเห็นว่าเคลื่อนที่ได้อย่างไร ก็มาถึงเบื้องหน้าต้วนจื่อแล้ว
ขณะที่หมัดพุ่งออกไป ก็ได้ยินเสียงแหวกอากาศ
"เสี่ยวจื่อ รีบหลบไปเร็วเข้า!"ต้วนเยว่เอ๋อร์หน้าซีดเผือด ตะโกนออกมาอย่างตื่นตระหนก
หมัดที่รุนแรงเช่นนี้ด้วยร่างกายบอบบางของต้วนจื่อนั้นยากจะต้านทานแม้ว่าก่อนหน้านี้ต้วนจื่อจะแสดงพลังต่อสู้ที่เหนือกว่าคนทั่วไปทว่าผู้ที่ลงมือในตอนนี้หาใช่ทหารยามที่ไร้ความสามารถเหล่านั้น
หากพลาดพลั้งย่อมต้องบาดเจ็บสาหัส!
ใครเลยจะล่วงรู้ต้วนจื่อหาไม่แยแสต่อคำกล่าวของต้วนเย่วเอ๋อร์ เขายืนตระหง่านไม่หวั่นไหวเพียงแต่ยกมือขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น
"ผัวะ!"
หมัดพุ่งตรงเข้ามาต้วนจื่อยื่นมือออกไปหยุดไว้ได้อย่างง่ายดาย
หมัดที่หนักหน่วงของมือสังหารขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเจ็ดกลับถูกต้วนจื่อสกัดไว้ได้ทั้งยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง ไม่มีการสั่นคลอนแม้แต่น้อย
ภาพตรงหน้าราวกับสายฟ้าฟาดสะท้านสะเทือนเข้าไปในหัวใจของผู้คน
รวมถึงฟู่ลั่วปาและมังกรตาเดียวที่ตกตะลึงเล็กน้อย
ต่อให้เป็นพวกเขาก็ยากที่จะทานทนพลังหมัดนี้ได้โดยไม่เคลื่อนไหว
"จัดการมัน อย่าได้ปรานี!"ลวี่จื่อฮั่นคิดว่าลูกน้องกำลังออมมือจึงตะโกนออกมาอย่างไม่สบอารมณ์
"ขอรับ!" มือสังหารผมแดงพยักหน้าเตรียมจะชักหมัดกลับแล้วออกแรงอีกครั้ง
ใครจะรู้ ต่อให้เขาพยายามสักเพียงใดหรือบีบเค้นพลังทั้งหมดที่มี ก็ไม่อาจสลัดมือของต้วนจื่อออกไปได้เลย
มือของต้วนจื่อราวกับพันธนาการที่แน่นหนามัดเขาไว้แน่น
"ข้าจะช่วยเจ้าเอง"
ต้วนจื่อกระชับกำปั้น ออกแรงมหาศาล
"กร๊อบ!"
"อ๊าก!"
เสียงกระดูกแตกหักดังขึ้นพร้อมกับเสียงร้องอย่างเจ็บปวดสะท้านโลกันตร์
มือสังหารผมแดงพลันเหงื่อท่วมตัวหน้าซีดเผือด ลมหายใจถี่รัว สีหน้าบิดเบี้ยวอย่างทรมาน
ต้วนจื่อไม่เปิดโอกาสให้เขาได้หายใจหายคอตวัดเท้าออกไป
แรงลมปะทะโหมกระหน่ำทำให้ลวี่จื่อฮั่นที่อยู่ไม่ไกลนักรู้สึกเจ็บแปลบ
"ผลัวะ!"
มือสังหารผมแดงหลบหลีกไม่ทันถูกเตะเข้าอย่างจัง จมูกหักดังเป๊าะ ร่างปลิวละลิ่วออกไปนอนสลบแน่นิ่ง
"บัดซบ เจ้าขยะนี่!" ลวี่จื่อฮั่นใบหน้าเขียวคล้ำ สั่งการไปยังนักรบอีกสามคนที่เหลือ"พวกเจ้ามัวยืนบื้ออะไรกัน รีบเข้าไปจัดการมันสิ!"
มือสังหารทั้งสามนายจึงลงมือพร้อมกัน
หนึ่งในนั้น มือสังหารผมขาวกำมือประสานใบหน้าเย็นชาจนน่าสะพรึง
ในพริบตาพลังที่แปลกประหลาดก็แผ่ออกมาจากร่างของเขา บรรยากาศรอบกายพลันเย็นเยียบ
ไม่นานนักความเย็นนั้นพลันแปรสภาพเป็นธารน้ำแข็ง ค่อยๆ ก่อตัว แผ่ซ่านปกคลุมทั่วร่าง
"ฝ่ามือน้ำแข็ง!"
ในชั่วพริบตาที่ร่างเคลื่อนไหวกระแสเย็นกลับแปรปรวน ก่อตัวขึ้นกลางฝ่ามือ ครั้นล่วงเลยเพียงสามวินาทีพลังก็ระเบิดออก โถมเข้าใส่ต้วนจื่อ
ท่ามกลางสายตาผู้คนฝ่ามือน้ำแข็งที่แหลมคมแทงแหวกอากาศ โจมตีจากระยะไกล ณ ที่ซึ่งอำนาจแผ่ไปอากาศพลันจับตัวเป็นน้ำแข็งแตกร้าว
"ช่างเป็นการโจมตีที่แข็งแกร่งสามารถควบคุมกระแสความเย็นได้ถึงเพียงนี้ นับว่าเก่งกาจ" ฟู่ลั่วปาสีหน้าเคร่งเครียด เผยความยำเกรงออกมา
หากจะว่ากันตามระดับพลังฝ่ามือน้ำแข็งนี้ก็จัดได้ว่าเป็นเคล็ดวิชาขั้นเนื้อหนัง ระดับสุดยอด
ไม่นึกเลยว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับนี้จะยินยอมจำนนต่อคนอย่างลวี่จื่อฮั่นนับว่าเหลือเชื่อยิ่ง
ท่ามกลางความตกตะลึงฝ่ามือน้ำแข็งก็ซัดเข้าใส่ต้วนจื่อ
กระแสความเย็นพวยพุ่งออกมาจนน้ำค้างแข็งเกาะพราวบนคิ้วและขนตา
ทว่าใครจะรู้ ชั่วพริบตากระแสความเย็นก็สลายเกล็ดน้ำแข็งก็ค่อยๆ ละลาย
ต้วนจื่อ... กลับไร้ซึ่งรอยขีดข่วน!