หลังจากได้ยินที่ ซือเจิ้นเฉียงบอก หวางตงหยางก็แปลกใจกับคำสั่ง เพราะถ้าเขาต้องการเบิกงบถอนเงินจริงๆ ทำไมไม่ไปบอกฝ่ายการเงิน ทำไมต้องให้เขาเป็นคนถอนด้วย เรื่องนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ แต่หวางตงหยางเป็นคนหัวไว เขาจึงไม่ได้ถามอะไรมากและกำลังจะตัดสาย
แต่แล้วซือเจิ้นเฉียงก็พูดขึ้นอีกครั้งว่า “โอ้ ตงหยาง หลังจากเอาเงินออกมาแล้วก็กระจายข่าวให้เหล่าคณะกรรมาธิการ และฝ่ายเทศบาลรู้เรื่องนี้ด้วยล่ะ เพื่อให้แน่ใจว่าเรื่องนี้จะถึงหู หลิวชิงหยู่เข้าใจไหม?”
“ผมเข้าใจแล้ว” หวางตงหยาง ตอบกลับ แล้วตรงไปที่กรมการคลังเพื่อเบิกงบ
เมื่อซือเจิ้นเฉียงมอบหมายหน้าที่มา หวางตงหยางก็คาดเดาได้ ต่อให้เขาโง่แค่ไหน แต่การที่อีกฝ่ายต้องการให้เรื่องนี้ได้ยินไปถึงหู หลิวชิงหยู่มันย่อมมีเบื้องลึกเบื้องหลัง แต่เขาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาจึงทำตามคำสั่งโดยไม่คิดให้มากความ
เมื่อหวางตงหยางมาถึงกรมการคลัง เขาก็บอกจางหงเซวียนเรื่องที่จะเบิกงบ เมื่อได้ยินจางหงเซวียนก็เหงื่อตก เพราะการตอบโต้ของซือเจิ้นเฉียง มันเถรตรงเกินไป
นี่ไม่ต่างจากการตบหน้าหลิวชิงหยู่ หลิวชิงหยู่ได้ย้ำกำชับแล้วว่าเขาคือผู้ที่มีอำนาจควบคุมการเงิน เลขาธิการซือ คุณเป็นเลขาธิการพรรคประจำตำบลก็ใช่ว่าคุณจะมีอำนาจจัดการไปซะทุกอย่าง การทำแบบนี้เห็นชัดว่าคุณกำลังก้าวออกจากจุดปลอดภัยเพื่อท้าทายลมพายุ
นี่คือการหาเรื่องใส่ตัว
เหงื่อบนหน้าผากของจางหงเซวียนแตกพลั่ก เขารู้ดีว่าถ้าเขาอนุมัติเงินส่วนนี้ไป เขาจะมีส่วนเกี่ยวข้องไปด้วย เดิมทีการต่อสู้ระหว่างนายกและเลขาธิการ ไม่ว่าใครจะชนะหรือแพ้เขาก็จะกลายเป็นเบี้ยล่างให้คนผู้นั้น
แต่สถานการณ์ตอนนี้สำหรับเขามันน่าเศร้ามาก
ถ้าหากซือเจิ้นเฉียง ชนะเขาก็รอดตัวไป แต่ถ้าหลิวชิงหยู่ชนะหมากตานี้ อนาคตเขาก็จะจบลงทันที
เขาควรจะทำอย่างไรดี ตอนนี้สมองของจางหงเซวียนแล่นอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตามหวางตงหยางก็กล่าวขึ้นว่า “ผู้อำนวยการ คุณไม่สบายหรอ คุณเหงื่อออกเยอะมากเลย”
จางหงเซวียนนรีบกล่าวขึ้นว่า “ไม่เป็นไรหรอก วันนี้อากาศออกจะร้อนไปหน่อย บวกกับอารมณ์ที่หงุดหงิดหน่อยๆ ด้วย”
หวางตงหยางยิ้มแล้วพูดออกไปว่า “อืม งั้นอย่าลืมปรับอุณหภูมิแอร์ล่ะ โอ้ รีบนำเงินมาให้ผมด้วยล่ะ พอดีมันเป็นความต้องการของเลขาธิการซือ”
จางหงเซวียนได้ยินที่หวางตงหยางกล่าวก็รู้ว่า เขาไม่สามารถหลีกเลี่ยงสถานการณ์นี้ได้แล้ว เว้นแต่เขาจะขอความช่วยเหลือจากหลิวชิงหยู่ แต่โดยพื้นฐานแล้วมันไม่ง่ายขนาดนั้น เขาจึงกัดฟันแล้วเซ็นใบอนุมัติแล้วนำใบไปขึ้นเงิน
หลังจากที่หวางตงหยาง ถอนเงินออกมาแล้วเขาก็กระจายข่าวออกไปทันทีว่าเขาถอนเงินออกมาจากฝ่ายการเงิน
ในหน่วยงานข้าราชการยิ่งข่าวซุบซิบแพร่กระจายเร็วเท่าไหร่ มันก็ยิ่งไปไวเท่านั้น เพราะผู้คนในหน่วยงานชอบซุบซิบกัน ในไม่ช้าข่าวนี้ก็ถึงหูของเหล่าคณะกรรมาธิการทั้งหลาย แม้หลายคนจะสงสัยว่ามันเกี่ยวอะไร แต่เมื่อพวกเขารู้ได้ว่าหลิวชิงหยู่เรียกจางหงเซวียนเข้าไปพบ และบอกเขาถึงเรื่องที่ต้องทำ หลังจากนั้นเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นตามมา ทำให้คนที่ฉลาดรู้ดีว่านี่คือการเผชิญหน้าระหว่างเลขาธิการพรรค กับนายกเทศมนตรีคนใหม่ จากสถานการณ์ต่างๆ ที่นำมาประกอบ ทำให้ปัจจุบันหลายคนเข้าใจถึงต้นตอมูลเหตุ เรื่องทั้งหมดคือ นายกเทศมนตรีได้เปิดศึกขัดแย้งกับเลขาธิการพรรค เลขาธิการพรรคเองก็ไม่ชอบขี้หน้านายกเทศมนตรี อีกทั้งผู้อำนวยการกรมการคลังก็ไม่ฟังผู้บังคับบัญชา ทำให้ตอนนี้ทุกคนต่างอยากรู้ว่าหลิวชิงหยู่จะโต้กลับอย่างไร
ในสำนักงานนายกเทศมนตรี
หงซานจิน รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมาธิการพรรคและเทศบาลหรือผู้อำนวยการสำนักงานเทศบาลนั่งตรงข้ามกับหลิวชิงหยู่ หงซานจินเล่าข่าวซุบซิบที่แพร่สะพัดในหน่วยงานทันที “ท่านนายก ผมได้ยินมาว่าหวางตงหยางไปเบิกงบโดยมีหนังสือจากเลขาธิการ โดยไม่ขออนุญาตท่านด้วย จำนวนที่พวกเขาถอนมีทั้งหมด 6 รายการ ทำให้ผู้คนต่างจับตาดู ครั้งนี้หากเราจัดการไม่ได้เราต้องลำบากแน่”
หลิวชิงหยู่ ยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า “เยี่ยมเลย แบบนี้ทุกอย่างก็เป็นไปตามแผนการของผมแล้ว”
เมื่อได้ยินหลิวชิงหยู่พูด หงซานจินถึงกับผงะแล้วถามด้วยความสงสัย “ ท่านนายกนี่คือสิ่งที่ท่านตั้งใจหรือครับ มันคือกับดักใช่ไหม”
หลิวชิงหยู่พูดออกไปด้วยรอยยิ้ม “ใช่มันคือกับดักที่ผมวางไว้ ต้องยกเครดิตให้คุณเลย ที่คุณบอกผมว่า จางหงเซวียนขึ้นตรงกับซือเจิ้นเฉียง ดังนั้นเขาจึงไม่ฟังผม ตั้งแต่ที่ผมมากวนซานเขาก็วางท่าเป็นปฏิปักษ์ ดังนั้นผมจึงอยากจะย้ายเขามาโดยตลอด แต่มันคงไม่เหมาะถ้าหากสั่งย้ายเขาในสถานการณ์ปกติ ดังนั้นผมจึงต้องสร้างสถานการณ์ขึ้นมาซะก่อน”
หงซานจิน ถามทันที “ท่านนายกหลิว ถ้าเป็นอย่างนั้น เท่ากับท่านบอกว่า ท่านสามารถย้ายเขาตอนไหนก็ได้อย่างนั้นหรือ แล้วทำไมท่านต้องทำให้มันดูลำบากเหมือนกับตอนนี้ด้วยล่ะ”
หลิวชิงหยู่ยิ้ม “อันที่จริงผมใช้วิธีนี้ได้ตั้งแต่แรก แต่รากฐานผมในกวนซานยังตื้นเขิน หรือแทบจะไม่มีหลักให้ลง ผมคิดว่าหากได้อยู่ในกวนซานไปสักพัก และมันจะง่ายกว่าถ้าหากตำหนิวิจารณ์บุคลากรหลังจากที่ทำความเข้าใจ ยิ่งสถานการณ์ในกวนซานที่ซับซ้อนแบบนี้ ผมอาจเล่นงานซือเจิ้นเฉียงเรื่องที่เขาแทรกแซงอำนาจหน่วยงาน แต่มันก็ยากที่จะทำให้ผมได้รับการสนับสนุนจากคนอื่นๆ ดีไม่ดีอาจถูกโจมตีด้วย”
หงซานจินถามอย่างงงๆ ว่า “แล้วแบบนี้ท่านจะสร้างกับดักนี้ขึ้นมาทำไม มันไม่ใช่ว่าจะเป็นการผลักตัวเองสู่ทางตันหรอกหรือ?”
หลิวชิงหยู่พยักหน้าแล้วพูดออกไปว่า “ใช่ ดังนั้นผมจึงต้องทำให้สำเร็จ ถ้าไม่รอดก็ตาย จุดประสงค์ที่ผมทำแบบนี้ ตามการคาดเดาของผม การที่ผมย้ำจางหงเซวียนถึงความสำคัญของลายเซ็นตามกระบวนการขั้นตอนการเงิน เขาต้องไม่ยอมรับฟังและไปหาซือเจิ้นเฉียงเพื่อขอความช่วยเหลือ ด้วยนิสัยของซือเจิ้นเฉียงเมื่อได้ยินว่าผมต้องการคุมอำนาจทางการเงินเขาจะต้องโกรธเป็นพิเศษ เพราะเขามักจะคิดว่าตัวเองคือนายใหญ่แห่งกวนซาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจทางการเงินไม่ใช่สิ่งที่เขาจะยอมสูญเสียมันไปได้ ผมจึงมั่นใจว่าเขาจะต้องหาทางตอบโต้กลับอย่างแน่นอน และทันทีที่เขาเคลื่อนไหวตอบโต้มันจะเริ่มจากการยั่วยุผม และนั่นก็เท่ากับตกอยู่ในหลุมพราง ลองคิดดูว่าถ้าสถานการณ์มันเลยเถิด ผมก็จำเป็นต้องจัดการใช่ไหมล่ะ อีกอย่างคณะกรรมาธิการทุกคนรู้เรื่องแล้วใช่หรือเปล่า?”
หงซานจิน พยักหน้าแล้วพูดออกไปว่า “ใช่ ทุกคนในเมืองรู้แล้ว ตอนนี้ทุกคนต่างกำลังรอดูท่าทีของท่าน หนำซ้ำตอนนี้หวางตงหยางยังบอกว่า เลขาธิการซือตั้งใจจะเพิ่มสีสันชีวิตให้ท่าน”
หลิวชิงหยู่ได้ยินก็หัวเราะออกมา “ดีมาก ผมไม่คิดว่าซือเจิ้นเฉียงจะให้ความร่วมมือกับผมถึงขนาดนี้”
หงซานจินขมวดคิ้ว เขาถามออกไปว่า “ท่านนายกทำไมท่านถึงพึ่งจะมาลงมือเอาป่านนี้ล่ะครับ”
หลิวชิงหยู่ไม่ได้ตอบตรงๆ แต่ถามกลับด้วยรอยยิ้มแทน “เหล่าหง คุณเคยอ่านตำราพิชิตชัยหรือเปล่า”
หงซานจินยิ้มอย่างขมขื่นแล้วพูดว่า “ผมเคยได้ยินมาบ้าง แต่ไม่เคยอ่าน”
หลิวชิงหยู่ “เหล่าหง ตำราพิชัยสงครามของซุนวู เป็นหนังสือที่ดี มันมีประโยคที่บอกว่า การใช้ทหารเปรียบดั่งน้ำ น้ำจะไม่ไหลขึ้นที่สูง แต่จะไหลลงที่ต่ำเสมอ การรบก็เช่นกัน จะต้องหลีกเลี่ยงจุดที่ศัตรูป้องกันเข้มแข็ง แต่จู่โจมจุดที่ศัตรูป้องกันเปราะบางน้ำจะไหลเร็วช้าตามความสูงที่แตกต่างกัน การทหารก็เช่นกัน จะต้องเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ไปตามสภาพของศัตรูโดยไม่ซ้ำรูปแบบ ดังนั้นจึงไม่มีรูปแบบใดที่แน่นอน ดุจสายน้ำไม่เคยคงรูปหากสามารถพลิกแพลงตามความเคลื่อนไหวของศัตรูแล้วคว้าชัยได้ จึงนับว่าใช้ทหารได้ดุจเทพยดา ใจความสำคัญของประโยคนี้คือหลีกเลี่ยงการปะทะตรงๆ และโจมตีโดยที่อีกฝ่ายไม่สามารถจับทางได้ ซึ่งมันก็เหมือนผม กับ ซือเจิ้นเฉียง เพราะเขามีข้อได้เปรียบ ถ้าผมผลีผลามปะทะกับเขา ผมจะกลายเป็นฝ่ายแพ้เพราะรากฐานอิทธิพลของผมด้อยกว่าเขา อายุผมก็น้อยกว่าหากสู้กันตรงๆ จะต้องแพ้แน่นอน นอกจากนี้การต่อสู้ระหว่างเขากับผม คือการควบคุมอำนาจ ผมจึงต้องหาทางสร้างอำนาจอิทธิพล มาสู้กับซือเจิ้นเฉียง ผมจะต้องทำอย่างไร ด้วยวิธีไหน ยุทธวิธีของมันคืออะไร และผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร นี่คือเหตุผลที่ผมเรียก จางหงเซวียนมา และพุ่งเป้าไปที่อำนาจทางการเงินทำให้ จางหงเซวียนหายใจไม่ออก ซือเจิ้นเฉียงคงคิดว่าเป้าหมายของผมคือเขาแต่ที่จริงแล้วเป้าหมายของผมคือ จางหงเซวียน”
หงซานจิน ตกตะลึง “แล้วทำไมคุณถึงต้องเรียกจางหงเซวียนมาย้ำด้วยล่ะ”
หลิวชิงหยู่หัวเราะเบาๆ “จุดประสงค์ของผมคือจางหงเซวียน ตอนนี้ซือเจิ้นเฉียงต้องการตบหน้าผม ถ้าผมต้องการจะตอบโต้ ผมต้องจัดการจางหงเซวียนก่อน ผมจะเรียกประชุมคณะกรรมาธิการพรุ่งนี้ เพื่อไล่จางหงเซวียนออก”
หงซานจิน ยังคงไม่เข้าใจ จึงถามขึ้นว่า “แล้วทำไมต้องทำให้เรื่องมันใหญ่โตถึงขนาดนี้ด้วยล่ะ”
หลิวชิงหยู่ ยิ้มแล้วตอบกลับไปว่า “เม่งจื๊อเคยกกล่าวไว้ว่า ความช่วยเหลือสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด ผมทำสิ่งนี้เพื่อผลักดันให้ ซือเจิ้นเฉียง เดินหน้าลุยโดยปราศจากศีลธรรม ซือเจิ้นเฉียงเลือกที่จะตบหน้าผมเพื่อส่งข้อความให้กับสมาชิกคณะกรรมาธิการทั่วทั้งกวนซาน คุณคิดว่าคณะกรรมาธิการทั้งหลายจะคิดเห็นอย่างไรเมื่อได้ยินข้อความนี้”