ตอนที่ 88 กัปตันไดฟ์
ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน สตรีชราผู้นั้นไม่พูดอะไร เพียงดีดนิ้วอีกครั้งใบหน้านับพันก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย เธอเพียงมีสีหน้านิ่งเฉย จับจ้องไปที่รูปสลักปลายวิถี
นิทานเหงื่อไหลโทรมกาย แม้แต่ตาไกรและอินจันทร์เองก็เป็นเช่นนั้น เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ หากสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่กลับทำให้จิตใจของเขาสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว คีตาที่อยู่ข้าง ๆ พลันขนลุกชูชัน ตั้งท่าเตรียมต่อสู้อยู่ข้างกายนิทานไม่ห่าง
ดาบนั่น ใบหน้าพวกนั้น!
พลังระดับนั้น! แค่เฉียดเข้าไปใกล้ฉันก็ไม่มีทางรอดแน่แล้ว! นิทานคิดอย่างหวาดกลัว ภาพของการโจมตีทั้งสองนั่นยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขาไม่หายไปไหน
ดาบที่สามารถตัดผ่านมิติได้ง่ายดาย ใบหน้านับพันที่ร่วมกันวิเคราะห์และสร้างอาคมที่เล็งไปยังจุดที่เปราะบางที่สุด
เขาลำพองใจไปว่าตนแข็งแกร่งขึ้นมากแล้ว ลำพองไปว่าตนและคีตาคืออัจฉริยะ หากเมื่ออยู่ต่อหน้าพลังอันสูงส่งเขาพลันสำนึกทันทีว่าตนนั้นอ่อนด้อยแค่ไหน
เขาเข้าใจขึ้นมาแล้วว่าทำไมขุมอำนาจใหญ่มักลงทุนให้หน่ออ่อนที่ขึ้นเป็นนักสลักได้แล้วมากกว่าผู้เรียนรู้ที่อนาคตยังไม่แน่นอน ก็ในเมื่อนักสลักเหล่านั้นสามารถมีพลังระดับนี้ได้เมื่อขึ้นไปเป็นอริยะระดับสูง!
นิทานหายใจไม่ทั่วท้อง เขาหันไปดูรอบโถงแล้วจึงพบว่าผู้เข้าร่วมบริเวณชั้นล่างต่างมีสีหน้าซีดเผือดไม่ต่างกัน หากหลายคนในที่นั้นกลับมองไปที่รูปสลักปลายวิถีด้วยสีหน้ากระหายและโลภ
แม้แต่ไพลินก็ไม่ได้มีท่าทีตกอกตกใจถึงเพียงนั้น เธอยังจับจ้องไปที่รูปสลักปลายวิถีเพียงอย่างเดียว องค์ชายจันทรกานต์เพียงนั่งไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ ราวกับเบื้องหน้าเป็นเพียงการแสดงเท่านั้น
“ทุกท่านคงได้เห็นถึงประสิทธิภาพการป้องกันของรูปสลักปลายวิถีไปแล้ว นอกจา..” พิธีชายยังพูดไม่ทันจบ กลับมีเสียงหัวเราะดังลั่นดังขึ้นมาจากห้องชั้นบนสุดอีกห้องหนึ่ง
“การโจมตีกายภาพกับอาคมถือว่าสอบผ่าน แต่มหาทวีปแห่งนี้ไม่ได้ง่ายดายเพียงเช่นนั้น มีหรือที่อริยะเช่นพวกเราจะเข้าห้ำหั่นกันด้วยพลังโดยตรงเพียงอย่างเดียว” เสียงหัวเราะดังลั่นออกมาจากห้องชั้นบนสุด เมื่อนิทานหันไปมองตามจึงจำได้ว่าผู้ที่อยู่ในห้องนั้นคือเหล่าโจรสลัดจากน่านน้ำ
ชายผู้นี้มีผมยาวที่พันกันเป็นตอ หนวดเครายาวเฟื้อยและสวมใส่เสื้อผ้าสกปรก คราบเกลือและด่างจากน้ำทะเลยังคงกระจายชัดตามเสื้อ ผิวกร้านแดดและสายตาคมกล้าบอกให้เห็นถึงสนามรบที่เขาผ่านมาเหนือน่านน้ำ
เมื่อเสียงหัวเราะปรากฏขึ้น รอบตัวพลันตกลงสู่ความมืดมิด นิทานสัมผัสได้ถึงมวลน้ำมหาศาลที่ปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว ห้องโถงขนาดใหญ่ที่จุคนหลายพันคนพลันจมลงสู่ใต้น้ำ กลายเป็นมหาสมุทรขนาดใหญ่ที่แม้เงยหน้าก็มิอาจเห็นผิวน้ำ เป็นดั่งโลกใต้สมุทรที่มนุษย์ไม่อาจอาศัย
รอบด้านพลันเปล่งแสงสว่าง ห้องส่วนตัวของนิทานปรากฏม่านอาคมที่สั่นสะท้านปริร้าวราวกับกำลังต้านทานมวลน้ำและแรงดันน้ำอันมหาศาลของห้วงทะเลลึกอย่างเต็มฝืน นิทานมองภาพนั้นด้วยใจที่สั่นสะท้าน เขามองเห็นผู้เข้าร่วมมากมายที่พลันจมลงสู่ใต้น้ำ สีหน้าทรมานจากการขาดอากาศ หลาย ๆ คนใบหน้าขึ้นสีเขียว เส้นเลือดปูดโปนจากแรงดันน้ำลึกที่พวกเขาเผชิญ
อริยะมากมายที่อยู่ชั้นล่างต่างใช้พลังของตนผลักดันน้ำออก สร้างพื้นที่ปลอดภัยหรือทำลายมวลน้ำโดยรอบเกิดเป็นพื้นที่แห้งสนิทเล็ก ๆ ให้ผู้เข้าร่วมงานที่ระดับพลังไม่สูงส่งสามารถเอาตัวรอดได้
ข่ายอาคมมากมายปรากฏขึ้น เบื้องบนท้องฟ้าปรากฏสตรีในชุดผ้าเรียบพร้อมกับผ้าพันเอวที่ปักลวดลายมังกรและดอกไม้ไว้อย่างวิจิตร จากเครื่องหน้าและเสื้อผ้าแสดงให้เห็นว่าเธอคือคนของกลุ่มการค้าอิสึกะ
เมื่อเธอปรากฏเหนือน่านฟ้า เธอเพียงโบกมือคราหนึ่ง มวลน้ำขนาดมหาศาลพลันถูกดันออกจากพื้นที่ของผู้เข้าร่วม กลายเป็นดินแดงที่แห้งสนิทไร้น้ำใด ปกป้องผู้เข้าร่วมทั้งมวล
หากน้ำทั้งหมดกลับไม่ได้หายไป มันยังคงโถมทับโถงแห่งนี้ ส่งแรงดันน้ำหนาหนักราวกับพื้นสมุทรให้แก่ม่านแสงและเวทีต่อไป
“ขออภัยที่ทางเราทำงานล่าช้า กลุ่มการค้าเราให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของลูกค้าทุกท่านเป็นอันดับหนึ่ง” สตรีบนท้องฟ้าพูดพลางก้มหัวคำนับให้เหล่าแขกเหรื่อ
“โอ้ พวกข้าไม่รู้จักธรรมเนียมอะไรมากมาย ต้องขอโทษด้วยหากทำให้พวกอ่อนแอบาดเจ็บบ้าง ถึงยังไงพวกเจ้าก็เป็นคนเอ่ยขอให้ข้าทดสอบเองนะ?” โจรสลัดผู้นั้นหัวเราะอย่างอาจหาญ ไม่หวาดเกรงสตรีบนท้องฟ้าผู้จัดการมวลน้ำมหาศาลอย่างง่ายดายแม้แต่น้อย
“หวังว่าอริยะวิญญาณครวญจะไม่ถือโทษพวกข้าที่ทำการทดสอบเล็ก ๆ น้อยเช่นนี้” เขายังคงมีท่าทีอวดดีพลางจ้องมองไปยังโฉมสะคราญผู้แข็งแกร่งจากตระกูลอิสึกะผู้นั้น
“พวกเราย่อมไม่ถือโทษกัปตันไดฟ์ ได้แต่โทษตัวเราเองที่ทำงานล่าช้า” เธอยิ้มหวานหยดย้อยพลางแจกจ่ายโอสถวิเศษมากมายแก่ผู้เข้าร่วมที่มีอาการบาดเจ็บ
“เป็นความผิดพลาดของกลุ่มการค้าอิสึกะเรา ท่านใดที่ได้รับบาดเจ็บทางเราจะมอบการรักษาชั้นหนึ่งและสิทธิประโยชน์มากมายสำหรับร้านค้าต่าง ๆ ในเครือของกลุ่มการค้าอิสึกะค่ะ ขอให้ทุกท่านโปรดอภัยความล่าช้าของเราด้วย” สตรีที่ถูกเรียกว่าอริยะวิญญาณครวญผายมือน้อย ๆ ยันต์หลากสีสันก็กระจายแจกจ่ายเหล่าผู้ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที
“แต่สมบัติของพวกเจ้ายอดเยี่ยมจริง ถูกใจข้านัก ทีนี้นาวาโกลเด้น เอจของข้าย่อมสามารถทะลวงความลึกสามหมื่นเมตรได้โดยง่าย พวกเจ้ารีบเสนอราคามาดีกว่า” โจรสลัดผู้ถูกเรียกว่ากัปตันไดฟ์หัวเราะร่าพลางโบกมือสลายมวลน้ำทั้งหมดไป
สายตาของเหล่าอริยะมากมายในที่นี้แม้จะมีบางคนที่จับจ้องไปทางกัปตันไดฟ์อย่างโกรธแค้นหากส่วนมากกลับเลือกที่จะกล้ำกลืนความโกรธเอาไว้เมื่อพบกับพลังอำนาจอันมหาศาล คงมีเพียงเหล่าผู้คนที่อยู่บนชั้นบนสุดเท่านั้นที่ดูจะไม่รู้สึกรู้สาอะไร
เมื่อมวลน้ำมหาศาลหายไป ทุกคนถึงได้เห็นสภาพของเวทีในเวลานี้ เวทีนั้นแหลกสลายอย่างไม่มีชิ้นดี ศิลาวิเศษแข็งแกร่งอันเป็นวัสดุของเวทีถูกป่นจนกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยราวกับถูกกดทับด้วยแรงดันมหาศาล ของตกแต่งราคาแพงมากมายบนเวทีพลันกลายเป็นผงที่กระจัดกระจายไปทั่ว
หากตรงกลางของเวทีนั้นกลับปรากฏม่านแสงสีจางอันคุ้นตาและภายในนั้นคือพิธีกรทั้งสองที่ไม่ปรากฏความเปียกชื้นใด ๆ ให้เห็นแม้จะอยู่ท่ามกลางมวลน้ำราวมหาสมุทรนั้น
พื้นที่ที่พวกเขาอยู่ปลอดภัยอย่างสิ้นเชิง ราวกับเป็นโลกอีกใบที่ไม่ได้รับผลกระทบจากแรงดันน้ำเหล่านั้นเลย พวกเขาเพียงยืนยิ้มอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรพลางก้มคำนับกล่าวขอบคุณ
“ขอบคุณกัปตันไดฟ์ผู้สูงส่งที่ทำการทดสอบรูปสลักปลายวิถีของพวกเราอีกครั้ง”
กัปตันไดฟ์หัวเราะลั่นอย่างถูกใจ เขาไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับความพินาศที่เขาพึ่งก่อขึ้นแม้แต่น้อย
นี่สินะโจรสลัดแห่งน่านน้ำ นิทานกลืนน้ำลาย
“อย่างที่ทุกท่านได้เห็นไป รูปสลักปลายวิถีนี้ครอบคลุมการปกป้องทั้งด้านพลังโจมตีกายภาพ การโจมตีที่ส่งผลถึงมิติ การโจมตีเชิงอาคม รวมถึงพลังจากภายนอก อย่างไรทุกท่านย่อมทราบอยู่แล้วว่าขอบเขตของการโจมตีนั้นกว้างขวางเพียงใด การโจมตีทางจิต การหลอนประสาท การควบคุมอารมณ์ การบีบอัดจากภายใน แม้เราจะไม่อาจรับปากว่าสามารถป้องกันการโจมตีได้ทุกรูปแบบ แต่ทางเราคิดว่าความสามารถในการป้องกันอันมากมายถึงเพียงนี้ควรค่าแก่สถานะของมันมากเกินพอแล้ว” พิธีกรชายเริ่มอธิบายต่อเมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มกลับคืนสู่ความปกติ
ในวินาทีที่ทุกคนต่างสนใจรูปสลักปลายวิถีกันเต็มที่เช่นนี้ พิธีกรทั้งสองกลับไม่ได้รีบเปิดราคาประมูล แต่พวกเขากลับพูดสิ่งที่น่าแตกตื่นยิ่งกว่า
“และพลังป้องกันอันสูงส่งที่พวกท่านเห็นไปเมื่อครู่นั้น เป็นพลังรองของรูปสลักปลายวิถีค่ะ พวกเราต้องขออภัยที่ได้ลืมแจ้งไปว่าพลังรองนี้สามารถขยายอาณาเขตได้มากถึง 10กิโลเมตรโดยไม่สูญเสียความคงทนแม้แต่น้อย” พิธีกรหญิงกล่าวอย่างยิ้มแย้ม
พลังป้องกันระดับนั้น แถมยังกว้างจนแทบจะปกป้องเมืองเมืองหนึ่งได้เลย...สมบัติระดับผู้แสวงวิถี นิทานกลืนน้ำลายอึกใหญ่
แต่ก็จริงอย่างที่เขาพูด รูปแบบการโจมตีมันกว้างจะตาย เป็นพลังประเภทหลอนประสาทหรือโจมตีโดยตรง รูปสลักปลายวิถีก็คงป้องกันไม่ได้ ถึงยังไงก็ไม่มีทางที่จะมีสิ่งใดสมบูรณ์แบบ
ทั่วทั้งโถงตกสู่ความคึกคักกันอีกครั้ง หลายคนต่างมีสีหน้านิ่งอึ้งและตกใจ แม้แต่ชายหนุ่มจากจักรวรรดิมาลาไคยังมีท่าทีสนอกสนใจ สตรีชราของหอสมุดเลิกคิ้วอย่างสงสัย และกัปตันไดฟ์ถึงกับยืนขึ้นพลางมองไปที่รูปสลักด้วยสายตาของมหาโจร
“พลังหลักของรูปสลักปลายวิถี คือการแทนชีวิตครับ!” พิธีกรชายกล่าวเสริมขึ้นท่ามกลางวุ่นวาย
แม้คุณภาพในการป้องกันของมันจะทำให้มันคู่ควรกับระดับผู้แสวงวิถีแล้ว หากพลังหลักของมันกลับล้ำค่ายิ่งกว่าไม่รู้กี่เท่า!
ถ้อยคำที่พิธีกรชายผู้นี้กล่าวออกมาทำให้ห้องโถงตกสู่ความเงียบอย่างรวดเร็ว
“เมื่อได้ทำการผูกพันธะวิญญาณแล้ว รูปสลักปลายวิถีนี้สามารถตายแทนผู้ครอบครองได้หนึ่งครั้ง กล่าวคือ เมื่อผู้ครอบครองได้รับการโจมตีถึงชีวิต รูปสลักนี้จะพังทลายลงโดยอัตโนมัติแทนการเสียชีวิตของผู้ครอบครองนั่นเองครับ!”
ห้องประมูลกลายเป็นเข้าสู่ความเงียบสงัด ไร้เสียงใดอีกต่อไปราวกับห้วงเวลาหยุดนิ่ง
“ทางเราคงมิอาจพิสูจน์พลังนี้ให้ท่านได้ แต่กลุ่มการค้าอิสึกะขอยืนยันด้วยเกียรติแห่งเรา นี่คือความจริงค่ะ!” พิธีกรหญิงกล่าวเสริม เธอคงไม่สามารถทำลายรูปสลักนี้เพื่อพิสูจน์ได้
ยังคงไร้เสียงตอบรับใดจากรอบข้าง ทุกคนยังคงแข็งค้าง หากพิธีกรทั้งสองกลับมองหน้ากันราวกับเฝ้ารอช่วงเวลานี้อยู่แล้ว พิธีกรหญิงจึงกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มตื่นเต้น
“ราคาประมูลเริ่มที่ 5ร้อยล้านไกอา ไม่มีขั้นต่ำค่ะ!”
ไม่รู้เมื่อใดที่มีผู้ใดทำลายความเงียบนั้น หากเมื่อนิทานรู้สึกตัวอีกที สงครามการประมูลครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขาก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว
“1พันล้านไกอา!”
“1พัน2ร้อยล้านไกอา!”